เชฟสาวชาวเกาหลี ผันตัวเองจากผู้จัดการครัว สู่เจ้าของคลาสสอนทำอาหาร

OME Cooking Lab ตั้งอยู่ติดกับตลาดโลคัลสองแห่งในกรุงโซล คือ Yangnyeong และ Gyeongdong ตอนที่ คิม มินซอน (Kim Minseon) เชฟสาวเจ้าของที่นี่เขียนแผนธุรกิจ กระทั่งพร้อมเปิดเมื่อปี 2015 ตอนนั้นไม่มีคลาสสอนทำอาหารที่อยู่กลางตลาดสดในเกาหลีมาก่อนเลย ไอเดียคือ คุณจะได้เดินทัวร์ตลาดก่อน ซื้อวัตถุดิบต่างๆ แล้วนำมาปรุงเป็นอาหารเกาหลี สร้างประสบการณ์สัมผัสความเป็นเกาหลีอย่างแท้จริง จน OME Cooking Lab เป็นธุรกิจที่ได้รับรางวัลและการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวเกาหลี หรือ KTO (Korea Tourism Organisation)  

ปัจจุบันมีนักเรียนมาเข้าคลาสเกือบ 200 คนต่อเดือน ซึ่ง 70% เป็นนักท่องเที่ยวและกลุ่มท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ อีก 30% เป็นนักเรียนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลี โดยคลาสที่ได้รับความนิยม เช่น คลาสวันจันทร์ ซัมกเยทัง (Samgyetang) หรือไก่ตุ๋นโสม และคลาสวันเสาร์ Home cooking class

“คนมักคิดว่าซัมกเยทังนั้นทำยาก แต่เรามีวิธีสอนง่ายๆ คนเลยชอบ ขณะที่หลายคนก็อยากที่จะเรียนรู้สิ่งที่คนเกาหลีรับประทานในชีวิตประจำวัน โฮมคุ้กกิ้งก็เลยเป็นอีกคลาสหนึ่งที่คนจองเต็มตลอด” มินซอน บอกกับ MThai

ชีวิตประจำวันของมินซอนตอนนี้ เธอเข้าคลาสสอนทำอาหารตั้งแต่เวลา 9:30 – 6:30 หลังจากนั้น เธอยังไม่หยุดที่จะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร เหมือนเมื่อปีก่อนที่เธอเรียนรู้เกี่ยวกับไวน์และการจัดอาหาร ทีมงานของมินซอน มีเชฟอีก 3 คน และไกด์พาทัวร์ตลาดอีก 1 คน

ที่มาที่ไปของการทำธุรกิจสตูดิโอสอนทำอาหารนี้ มินซอนเล่าให้ MThai ฟังว่า เดิมทีเธอไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนชอบทำอาหารหรืออยากอยู่ในธุรกิจอาหาร เพราะตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ของเธอทำร้านอาหารและเธอเคยช่วยงานหลังกลับจากโรงเรียน ซึ่งเธอมองว่ามันเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก

ทว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งมินซอนเรียนด้านการค้าระหว่างประเทศและการบริหารจัดการสารสนเทศทางวัฒนธรรม ระหว่างนั้นเธอชอบเรียนรู้เกี่ยวกับการทำอาหารเกาหลีหลายอย่าง ทำงานพาร์ทไทม์ก็ล้วนเกี่ยวกับอาหาร มินซอนบอกว่า แม้จะบอกว่าไม่ชอบก็ตาม แต่ลึกๆ ในใจแล้ว เธอก็คงเป็นชอบทำอาหารนั่นแหละ

มินซอนเรียนต่อปริญญาโททางด้านเกี่ยวกับอาหารเกาหลีโดยเฉพาะ และเคยทำงานเป็นผู้จัดการครัว ที่ร้านบิบิมบับและอาหารเกาหลีชื่อ Bibigo ซึ่งเธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย ทว่าแม่ของเธอไม่อยากให้เธอทำงานในครัว เพราะรู้ว่าเป็นงานที่หนัก เธอไม่ได้บอกแม่ว่าทำงานครัว แต่วันหนึ่งแม่เห็นชุดเชฟของเธอเข้าแล้วแม่ก็ร้องไห้ เธอยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี เธอยอมรับว่าเป็นงานที่หนัก แต่เธอก็ชอบงานที่นั่น อย่างไรก็ตาม การกรำงานหนักทำให้เธอสุขภาพย่ำแย่และเจ็บป่วย ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจลาออกและพักเป็นเวลา 1 ปี

มินซอนใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวไปในหลายประเทศ ทั้ง มาเลเซีย เยอรมนี เช็ก ลาว จีน ไทย ไปเข้าคลาสและฟู้ดทัวร์ของแต่ละประเทศ ทำให้มุมมองเธอเปิดกว้างและสนุกมาก หลังจากนั้น เธอกลับมาและเห็นป้ายบนรถบัส ซึ่ง KTO มีโครงการรับสมัครประกวดธุรกิจ เธอจึงเริ่มเขียนแผนธุรกิจของสตูดิโอสอนทำอาหารให้นักท่องเที่ยวในตลาดโลคัล ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เธอออกเดินทาง จนได้รับทุนและการสนับสนุนในด้านต่างๆ จาก KTO ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ จนปัจจุบันมินซอนก็ยังได้ไปจัดอีเวนต์ในต่างประเทศกับ KTO อยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่าเงินคือปัญหาที่ยากที่สุด ในช่วงแรก ธุรกิจทำเงินไม่เพียงพอ ทำให้เธอต้องไปทำงานอย่างอื่นด้วย เช่น เป็นที่ปรึกษาด้านอาหาร เขียนหนังสือสอนทำอาหาร และอื่นๆ ในปีแรกเธอเกือบยอมแพ้และอยากปิดกิจการ แต่เพื่อนคนหนึ่งส่งเงินมาให้เธอก้อนหนึ่ง และบอกว่าให้เธอลองใหม่อีกสักครั้ง เธอจึงอดทนกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก จนกระทั่งตอนนี้พูดได้ว่าผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการตั้งไข่ของธุรกิจมาแล้ว

มินซอนบอกว่า หัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของเธอคือ ทำให้นักเรียนมีความทรงจำที่มีความสุขและได้ลิ้มรสชาติที่ดีกลับไป เธอได้เจอกับนักเรียนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม และแต่ละครั้งบรรยากาศในคลาสก็จะต่างกันไป แต่ทุกครั้ง เธอพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกของนักเรียน และถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหารเกาหลีให้ดีที่สุด แม้ว่าบางครั้งในคลาสจะมีนักเรียนเพียงคนเดียวก็ตาม เพื่อสร้างประทับใจให้กลับมาเยือนหรือบอกต่อ

ปีนี้มินซอนเพิ่งเปิดสาขาใหม่ในตลาดอีกแห่งหนึ่ง เธอหวังว่ามันจะไปได้ดี ขณะเดียวกันก็กำลังจะตีพิมพ์หนังสืออาหารเล่มใหม่ และมีแผนจะออกไปทำธุรกิจยังต่างประเทศด้วย

MThai ถามมินซอนว่า เธอคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง คำตอบของเธอเรียบง่าย ใช่, เพราะเธอได้สอนให้คนเรียนรู้การทำอาหารเกาหลี และตัวเธอเองก็มีความสุข ฉะนั้น นั่นแหละคือความสำเร็จแล้ว


เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ OME Cooking Lab ได้ที่ https://www.5-tastes.com/

‘สุดารัตน์’ โพสต์จวก พรบ.ไซเบอร์ คุกคามเสรีภาพ-ทำเศรษฐกิจแย่

“สุดารัตน์” โพสต์ทวิตเตอร์ พ.ร.บ.ไซเบอร์ คุกคามเสรีภาพของประชาชน ทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ทั่วโลกจะไม่กล้ามาลงทุน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทางทวิตเตอร์ @sudaratofficial ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่ สนช. พึ่งผ่าน ด้วยคะแนน 133 : 0 คือการคุกคามเสรีภาพของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง เป็นกฎหมายที่ตีความได้กว้างขวาง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการขอข้อมูล ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนา และสอดส่องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ให้ความร่วมมือ จะมีโทษทั้งจำและปรับ

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังระบุอีกว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ทั่วโลกจะไม่กล้ามาลงทุนในไทย เพราะกลัวถูกเจาะเอาความลับทางธุรกิจไป หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

ที่มา @sudaratofficial

เปิดโพสต์สุดท้าย! หนุ่มไทยป่วยเนื้องอกในสมอง ตัดสินใจบินไปสวิสฯ รับการการุณยฆาตจบชีวิต

เปิดโพสต์สุดท้าย! หนุ่มไทยป่วยเนื้องอกในสมอง ตัดสินใจบินไปสวิสเซอร์แลนด์รับการการุณยฆาตจบชีวิตด้วยศักดิ์ศรี

วันที่ 1 มี.ค. 62 เฟซบุ๊กเพจ Drama-addict ได้เผยเรื่องราวของชายหนุ่มรายหนึ่ง ที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง และตัดสินใจที่จะไปเข้ารับการทำการุณยฆาต ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยข้อความบอกเล่าระบุว่า

วันนี้ตามอ่านเฟซของคนๆ นึง เป็นชายหนุ่มชาวไทย เขาป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมอง และสู้กับมันมายาวนานมาก ผ่าตัดรักษากันไม่รู้กี่หนแล้ว ผ่านไปหลายปี แนวโน้มการรักษาไม่ดี โรคกลับมาเป็นซ้ำถึงสี่ครั้ง และมีความเสี่ยงว่าเขาอาจต้องนอนบนเตียงไปตลอดชีวิตที่เหลือ เท่าที่อ่านเขาไม่อยากให้ญาติต้องเดือดร้อน เขาเลยตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือ เดินทางไปสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งที่นั่นสามารถทำการุณยฆาตได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย เขาโพสต์บอกลาเพื่อนๆ บอกลาครอบครัวเขาเมื่อสองชั่วโมงที่แล้วเป็นโพสต์สุดท้าย ก่อนเข้ารับการทำการุณยฆาตหลังจบโพสต์นั้น แม้ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ก็ขอแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจ และขออวยพรให้เขาเดินทางไปจนถึงปลายทาง และสิ้นสุดการเดินทางด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม

น่าคิดว่าถ้าวันนึงเราต้องเจอปัญหาแบบเดียวกันกับเขา เราจะทำการุณยฆาตไหม อนึ่ง ปัจจุบัน การุณยฆาตในไทยที่ถูกกฏหมายเป็นแบบ passive แบบ active แบบที่สวิสเซอร์แลนด์ยังไม่อนุญาตให้ทำอย่างถูกกฏหมายของบ้านเรา Passive euthanasia หมายถึง กรณีคนไข้อาการหนักแล้วแจ้งไว้ว่า ถ้าผมเป็นอะไรขึ้นมา ไม่ต้องยื้อไว้ ไม่ต้องปั๊มหัวใจ แบบนี้คือ passive ส่วน active euthanasia ก็แบบของสวิสฯ ครับ

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กชายหนุ่มรายนี้ได้โพสต์ข้อความสุดท้าย ก่อนเข้ารับการการุณยฆาต ระบุว่า “Oh! my beloved moon… Please tell my dad and mom I’m happy now And there is no need to cry I’m finally reunited with the universe Forever where I abide by หลังจากจบโพสต์นี้ ผมจะรับยาและจากไปอย่างถาวร ที่ผมมาทำการุณยฆาตนี้ เพราะไม่อยากให้ป๊ากับคุณแม่ต้องมาคอยดูแลผม หากในการผ่าตัดครั้งต่อไป มันทำให้ผมต้องเป็นอัมพาต หรือเจ้าชายนิทรา ผมรู้สึกมีความสุขมากในตอนนี้ ทั้งกับตัวเองที่จะไม่ต้องเจ็บปวดทรมานอีก และกับป๊าและแม่ที่จะไม่ต้องลำบาก ต้องมาดูแลคนที่นอนเป็นผัก ในเวลาที่ป๊ากับแม่ควรจะต้องอยู่อย่างสบายกายแล้ว ลาก่อนครับป๊า ลาก่อนครับคุณแม่ /ก๊อป”

ที่มา Drama-addict