ผลซูเปอร์โพล ระบุ ‘อนุทิน’ ร่วมรัฐบาลพรรคไหนก็ได้ ที่ทำให้บ้านเมืองสงบ

หลังวันเลือก กระแสข้อมูลข่าวสารได้กล่าวถึง นาย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะบุคคลตัวแปรสำคัญทางการเมือง ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง อนุทิน ชาญวีรกูล กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,005 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 25 – 26 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

เมื่อสอบถามถึงการรับรู้เกี่ยวกับ ตัวตนของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ในความเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 46.9 ระบุ ประนีประนอม ไม่ก่อความขัดแย้ง เชื่อมประสานได้ทุกฝ่าย รองลงมาคือ ร้อยละ 41.6 ระบุ เป็นผู้นำทางธุรกิจ ทรัพย์สินแสนล้าน เคยแก้วิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นได้ ในขณะที่ ร้อยละ 40.3 ระบุ เรียนจบปริญญาจาก สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 31.2 ระบุ จิตใจดี ช่วยเหลือผู้อื่น ขับเครื่องบินส่วนตัว ช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ต่อเนื่องหลายปี และ ร้อยละ 28.9 ระบุ พูดน้อย ทำเยอะ ไม่โปรโมทตัวเอง

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึง พรรคการเมืองที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 41.6 ระบุ พรรคใดก็ได้ ที่ทำให้บ้านเมือง สงบ เรียบร้อยไม่วุ่นวาย รองลงมาคือ ร้อยละ 38.9 ระบุ พรรคเพื่อไทย และร้อยละ 19.5 ระบุ พรรคพลังประชารัฐ

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึง บุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อนำพาประเทศชาติให้เดินหน้าต่อไปได้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.3 ระบุ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองลงมาคือ ร้อยละ 62.8 ระบุ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 35.2 ระบุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และร้อยละ 31.3 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.2 เชื่อมั่นว่า ลักษณะตัวตนของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาประเทศก้าวเดินต่อไปได้ดีค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 35.8 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อย ถึง น้อยที่สุด

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศชาติยังคงเดินหน้าต่อไปได้ถ้าหากฟังเสียงของประชาชนและยึดเอาเสียงของประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบขับเคลื่อนประเทศชาติ เพราะจากการสำรวจที่พบว่า ประเทศยังมีทางออกในมุมมองของประชาชนที่เห็นว่า นาย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นบุคคลสำคัญในการนำพาประเทศเดินหน้าต่อ ด้วยลักษณะตัวตนที่เป็น คนประนีประนอม ไม่ก่อความขัดแย้ง เชื่อมประสานได้ทุกพรรคการเมือง เป็นผู้นำทางธุรกิจแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมาก่อน จิตใจดีช่วยเหลือผู้อื่น และพูดน้อย ทำเยอะ ไม่โปรโมทตัวเอง เหมือนคนปิดทองหลังพระ

7 พรรคการเมืองประชาธิปไตย จับมือประกาศจัดตั้งรัฐบาล

7 พรรคการเมืองประชาธิปไตย ร่วมกันจับมือประกาศจัดตั้งรัฐบาล ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช.

วันที่ 27 มี.ค. 2562 พรรคเพื่อไทย ร่วมกับ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย ได้มีการแถลงข่าวเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล เรื่อง “รวมพลังหยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ สร้างรัฐบาลประชาธิปไตย”

ตามที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และได้รับทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วนั้น บัดนี้ 7 พรรคการเมือง ซึ่งยืนยันว่าได้รวบรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่า 255 เสียง ได้ลงสัตยาบันร่วมกันในการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. จึงแสดงเจตนารมณ์ไว้ร่วมกัน

โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ระบุว่า วันนี้เราถือว่าข้ามความเป็นประชาธิปไตย เราได้เสียงข้างมาก แน่นอนว่าความคาดหวังที่อยากให้เราทำคือการต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. และให้เราจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยจะเดินตามกติการอย่างมีมรรยาท ส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมการเมืองที่สร้างสรรค์ ถึงแม้ครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ยาก โดยมีการสืบทอดอำนาจเขียนกติการให้ คสช. อีกทั้งยังเห็นความผิดปกติชัดเจน และเป็นการเลือกตั้งที่มีข้อกังขามากที่สุด

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า การเมืองปัจจุบันอยุ่ในอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดังนั้นตนจะร่วมกับพรรคอื่นต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. โดยพรรคอนาคตใหม่มีจุดยืน 5 ข้อ ดังนี้

1. ยืนยันร่วมพรรคการเมืองที่แถลงข่าววันนี้ค้านการสืบทอดอำนาจ

2. ขอเชิญชวนพรรคอื่นๆ ที่เคยสัญญาประชาชนให้ร่วมสร้างประชาธิปไตย

3. ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีควรมาจากการทื่ได้ ส.ส. อันดับ 1 เพราะฉะนั้นเราขอสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

4. ขอเรียกร้องต่อพรรคการเมืองที่พยายามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และใช้กลไกล ส.ว.มาสนับสนุน ทำให้ประเทศไทยพัฒนายาก

5. เรียกร้องให้ กกต. เปิดผลการเลือกตั้งทุกหน่วยเลือกตั้งในประเทศไทย เพื่อให้สาธารณะนำไปตรวจสอบได้

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า ยืนยันว่ามีการสืบทอดอำนาจมาตั้งพรรคการเมือง ซึ่งจากนี้จะต้องดูที่มาที่ไปถึงคะแนนเสียง มีการพยายามวางกฎเกณฑ์เอาเปรียบพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งนี้เรายึดมั่นยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย

โดยอยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ คำนึงถึงการตั้งรัฐบาลให้ยึดมั่นประชาธิปไตย ขอให้ยืนยันในสิ่งเหล่านี้อย่าหวังผลประโยชน์ที่พรรคสืบทอดอำนาจมาเสนอให้ เพราะพรรคสืบทอดอำนาจถือเป็นตัวการทำลายระบอบประชาธิปไตย ขณะที่เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออก หยุดสืบทอดอำนาจ เชื่อว่าบ้านเมืองจะสงบเรียบร้อย

ด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าว่า ทุกคนให้ความสนใจการเลือกตั้งในประเทศไทย การที่จะบริหารประเทศควรเป็นรัฐบาลที่เคารพในสิทธิ และพัฒนาประชาธิปไตย อีกทั้งควรเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก หากว่าใครคิดจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยอาศัย ส.ว. เข้ามา จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หวังว่า กกต.จะเคารพในข้อบังคับ ความเชื่อถือจะมีได้ต่อเมื่อปฏิบัติเป็นกลาง โดยยังมีเวลาที่จะแก้ไขตนเองที่จะให้เกิดความเชื่อมั่น

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า เรามาด้วยจิตสำนึกในความเป็นประชาธิปไตย มาด้วยอุดมการณ์ และมายืนยันที่จะต่อต้านการสืบทอดอำนาจ อยากเห็นการตั้งรัฐบาลทำแบบหลักสากล คือยึดเสียงส่วนใหญ่ ขออย่าใช้เล่ห์กล บุบายที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์จะแก้ไขเรื่องปัญหาเรื่องการแตกแยก หรือจะมาสร้างความแตกแยก อย่างไรก็ตามอยากให้พรรคอื่นๆ ไตร่ตองเรื่องการร่วมจัดตั้งรัฐบาล และฝากถึง กกต. ต้องถามว่าประชาชนเชื่อมั่นท่านหรือไม่ โดยครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง ถ้าทำดีก็เป็นศักดิ์ศรี ดังนั้นฝากให้คิดให้ดี โดยยังมีโอกาสแก้ตัว ขอให้ประกาศผลการเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน

นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังประชาชนไทย กล่าวว่า การนับคะแนนตอนแรกมีพรรคตนได้คะแนนมาแสนกว่า ซึ่งนับไปนับมาเหลือเพียง 7 หมื่น จึงได้มา 1 ที่นั่ง เชื่อว่าหลายพรรคมีปัญหาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้จึงมั่นใจว่าตัดสินใจถูกต้องที่ร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการร่วมสร้างประชาธิไตย และต่อต้านการสืบอำนาจ อยากฝากพรรคต่างๆ เชื่อว่าประชาชนจะชื่นชม ขอสนันสนุนพรรคที่มีคะแนนสูงสุดให้เป็นนายกรัฐมนตรี กติกาสากลพรรคที่มีเสียงข้างมากต้องได้ ฝากช่วยตรวจสอบเรื่องคะแนนเสียง

สาวโอด! กำแพงรั้วโครงการล้มทับบ้าน-รถพังยับ หวั่นไม่รับผิดชอบ

สาวโอด กำแพงรั้วโครงการล้มทับบ้าน-รถพังยับเสียหาย วอนขอคำแนะนำชาวเน็ตจัดการปัญหา หวั่นโครงการไม่รับผิดชอบ

วันนี้(27 มี.ค.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพขอความช่วยเหลือจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ‎Pae Phothisim‎ ซึ่งโพสต์ภาพเผยให้เห็นความเสียหายภายในและภายนอกบ้าน หลังถูกกำแพงรั้วโครงการหมู่บ้านล้มทับบ้าน พร้อมข้อความบอกเล่า ระบุว่า

ขออนุญาตใช้พื้นที่ขอคำแนะนำค่ะ เหตุการณ์คือ..กำแพงรั้วโครงการหมู่บ้านล้มทับบ้านและรถพังเสียหาย (ตามรูป) แบบนี้จะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไรได้บ้างค่ะ? เดือดร้อนจริงๆ ขอความช่วยเหลือเพื่อเรียกร้องหาฝ่ายผิดมารับผิดชอบ #ขอคำแนะนำด้วยค่ะกังวลกลัวทางโครงการปฏิเสธความรับผิดชอบ #ณ หมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งในบ่อวิน ซ.อัลลายน์

หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างแชร์บอกต่อ พร้อมทั้งเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำเจ้าของโพสต์ให้ร้องไปยังโครงการ เพื่อให้โครงการสานต่อในการร้องผู้ทำกำแพงอีกต่อหนึ่ง และให้กำลังใจเจ้าของบ้านให้ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว

สำหรับการร้องเรียนกรณีดังกล่าว ขั้นต้นผู้อยู่อาศัยสามารถดำเนินการใช้บริการของ สคบ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่สายด่วน สคบ.1166 หรือ ระบบรับร้องทุกผู้บริโภคออนไลน์ได้ที่นี่ หรือสามารถนำเอกสารไปยื่นได้ด้วยตนเองที่ศูนย์ราชการ โดยการเรียกร้องสิทธิ์เพื่อขอความเป็นธรรมจะประกอบไปด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค 5 ประการ ได้แก่

1.สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอ เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณา หรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริง และปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอ ที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยไม่เป็นธรรม

2.สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความสมัครใจ และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม

3.สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำ หรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้น

4.สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ

5.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ตามข้อ 1, 2, 3 และ 4

ภาพจาก Pae Phothisim‎