เปิดขั้นตอนง่ายๆ ทำได้จริง ขึ้นทะเบียนครอบครองกัญชารักษาโรค

เผยขั้นตอนวิธีการไปขอใช้สิทธิครอบครองกัญชาเพื่อรักษาโรค ชี้ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพียงเตรียมเอกสารไปให้พร้อม

วันนี้ (22 มี.ค. 2562) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ไรวินทร์ คาวบอยปลายด้ามขวาน  ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความเชิญชวนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาช่วยในการรักษา ให้ไปขึ้นทะเบียนกับทางการในการครอบครองกัญชา เพราะขั้นตอนการดำเนินการไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

โดยเขาเผยว่า การไปขึ้นทะเบียนใช้สิทธิครอบครองกัญชามาใช้รักษาโรค สำหรับบุคคลทั่วไปนั้นสามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย โดยมีขั้นตอนดังนี้

#ใบรับรองแพทย์ระบุโรค จะใช้จากคลินิค หรือจากโรงพยาบาลก็ได้
#สำเนาบัตรประชาชนหนึ่งชุด (เซ็นชื่อกำกับให้เรียบร้อย)
#กัญชาหรือน้ำมันกัญชาที่เราครอบครองถ้ามีพันลำด้วยก็ดี
#ขึ้นได้ที่กระทรวงสาธารณสุขของจังหวัดทุกที่

อนึ่งการไปดำเนินการดังกล่าวข้างต้นไม่ถูกจับแน่นอน .. แต่ถ้าไม่ไปขึ้นอันนี้ถูกจับแน่ โดยการขึ้นทะเบียนกัญชาสามารถทำได้ถึง 17 พฤษภาคม 2562 นี้

สำหรับการแจ้งครอบครองกัญชานั้น สามารถไปยื่นเรื่องได้ดังนี้

กทม.  ให้แจ้งที่  “สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา”
ต่างจังหวัด ให้แจ้งที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ที่ตนอาศัย

โดยมีขั้นตอน คือ

1. กรอกเอกสารหลักฐาน คำขอ บันทึกแจ้งการมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัวของผู้ป่วย (ขอแบบฟอร์มได้ที่สถานที่รับแจ้งครอบครอง)

2.ใบรับรองการเจ็บป่วยจากแพทย์ ทันตแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนก็ได้

และ 3.กัญชาที่ครอบครอง (ถ้าไม่สามารถนำมาแสดง ให้นำภาพถ่ายมาแสดงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ)

จากนั้นให้ยื่นเอกสารทั้งหมดต่อเจ้าหน้าที่  โดยที่ต้องใส่ใจ คือ ส่วนของการกรอกข้อมูลบันทึกการแจ้งครอบครองนั้น จะมีให้เลือกปริมาณกัญชาที่ต้องใช้รักษาตัว แบ่งเป็น 3 ตัวเลือก คือ
1.ปริมาณที่จำเป็นต้องใช้ใน 90 วัน
2.เกินปริมาณ 90 วันและได้นำกัญชาส่วนที่เกินปริมาณมาส่งมอบ
และ 3.อื่นๆ ซึ่งช่องอื่นๆ นี้ หากมีความจำเป็นต้องใช้กัญชารักษาเกิน 90 วัน และไม่ต้องการส่งมอบส่วนที่เกินให้เจ้าหน้าที่ให้กรอกข้อมูลในช่องนี้

จากนั้นระบุว่า จำเป็นต้องใช้เป็นระยะเวลาเท่าไร ซึ่งเลขาธิการ อย.เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า สามารถแจ้งปริมาณการใช้ได้ว่า จะใช้กี่วัน เช่น 120 วัน 180 วัน เป็นต้น หลังจากแจ้งหลักฐานทั้งหมดแล้วจะได้รับบันทึกสำเนาแจ้งการมีไว้ในครอบครองฯ จากเจ้าหน้าที่เป็นอันเรียบร้อยการยื่นเรื่องขอครอบครองกัญชา

การอำนวยความสะดวกสำหรับ ผู้สูงอายุ-คนพิการ ในการเลือกตั้ง

เป็นคำถามที่ถามกันเข้ามามาก สำหรับผู้สูงอายุ หรือคนพิการ ที่ต้องการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ว่าจะมีวิธีการอย่างไร ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สูงอายุและคนพิการ จะได้รับการอำนวยความสะดวกในหน่วยเลือกตั้งและการลงคะแนนเป็นพิเศษ โดยในคู่มือประชาชนสำหรับการเลือกตั้งที่ทาง กกต. ทำออกมาเผยแพร่ ระบุว่า

หน่วยเลือกตั้งปกติ จัดให้มีบัตรทาบหรือบัตรพิมพ์หมายเลขผู้สมัครเป็นอักษรเบรลล์สำหรับคนพิการทางสายตา และการอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. เป็นผู้ช่วยเหลือในการใช้สิทธิลงคะแนน

ที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ โดยผู้จะใช้สิทธิต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ณ ที่เลือกตั้งกลางที่กำหนด และเมื่อลงทะเบียนแล้วให้หมดสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ในการช่วยเหลือในการลงคะแนน ต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพที่ทำให้ไม่สามารถทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่น หรือ กปน. เป็นผู้กระทำการแทน โดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนา ทั้งนี้ให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

สรุป

ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้บุคคลที่ไว้วางใจ ช่วยกากบาทให้ได้


ทราบหรือไม่?

  • ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีคนพิการมีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 1,834,808 คน
  • สถานที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุมีการจัดไว้ 14 แห่ง ได้แก่
  1. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

  2. บ้านผู้สูงอายุบางแค 2 เขตบางแค กรุงเทพฯ

  3. โรงพยาบาลทหารผ่านศึกเขตพญาไท กรุงเทพฯ

  4. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ พระนครศรีอยุธยา

  5. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ สงขลา

  6. สถานสงเคราะห์คนชราวัยทองนิเวศน์ เชียงใหม่

  7. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ นครพนม

  8. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง ชลบุรี

  9. มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ อำเภอบางละมุง ชลบุรี

  10. สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง สมุทรปราการ

  11. สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านนนทภูมิ นนทบุรี

  12. ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านศรีวนาไล อุบลราชธานี

  13. ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านโมกุล ลพบุรี

  14. ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการ หนองคาย

เลือกตั้ง62 : เปิดขั้นตอนป้องสิทธิ หากไม่ไปเลือกตั้ง

ใกล้เข้ามาทุกที กับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นแรกในรอบ 8 ปี ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น้อย

ทั้งนี้หากในวันเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เพราะมีกิจธุระจำเป็นนั้น หากปล่อยผ่านไม่ดำเนินเรื่องใด ๆ ก็อาจจะเสียสิทธิทางการเมืองไปเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถไปเลือกตั้งได้ จะต้องไปแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เสียสิทธิต่าง ๆ

การเลือกตั้งล่วงหน้า
การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

โดยผู้ที่มีเหตุจำเป็น ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ตามเงื่อนไขดังนี้

1. มีธุระจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล หรือเดินทางไปนอกราชอาณาจักร
2. เจ็บป่วย พิการ สูงอายุ หรือไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิได้
3. อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร หรือ มีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ ที่ กกต. กำหนด

ส่วนขั้นตอนการแจ้งเหตุ ก่อน-หลัง วันเลือกตั้ง มีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กรอกแบบฟอร์ม หนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ (ส.ส. 28) โดยระบุหมายเลขบัตรประชาชน และที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
ขั้นตอนที่ 2 แนบหลักฐาน เหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
ขั้นตอนที่ 3 ยื่นต่อนายทะเบียน นายทะเบียนอำเภอ และนายทะเบียนท้องถิ่น ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านได้ 3 วิธี คือ ยื่นด้วยตัวเอง ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และมอบหมายบุคคลอื่นไปยื่นแทน

สำหรับขั้นตอนการแจ้งเหตุไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ โดยการดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 7 ขณะที่ในปัจจุบัน ได้มีการเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนที่ไม่ไปใช้สิทธิ แจ้งสาเหตุของการไม่ไปเลือกตั้งได้ โดยสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์   www.egov.go.th จากนั้นกรอกรายละเอียด และบอกสาเหตุของการไปขอไปใช้สิทธิในครั้งนี้ได้