“The bullet doesn’t kill. What kills is the silence of people”
กระสุนฆ่าเราไม่ตาย ความเงียบต่างหากที่ฆ่าเรา
วลีข้างต้นกลายมาเป็นวลีที่โด่งดังที่สุดในเหล่านักเคลื่อนไหวชาวซูดาน ที่ออกมาประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศ และถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ไปทั่วโลก
ทว่าวลีนี้เป็นคำกล่าวของ อาลา ซาลาห์ หญิงสาวธรรมดา ๆ ที่กลายมาขวัญใจของผู้ประท้วงในซูดาน ไม่เพียงแค่วลีของเธอเท่านั้นที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน แต่ยังปรากฏภาพขณะที่เธอสวมใส่ชุดพื้นเมืองของหญิงชาวซูดาน ยืนอยู่บนหลังคารถยนต์ ชูนิ้วขึ้นฟ้าพร้อมร้องเพลงปลุกใจเหล่าผู้ประท้วง จนกระทั่งสื่อทั่วโลกนำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ รวมถึงภาพนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเรียกร้องประชาธิปไตยในซูดานไปโดยปริยาย
อาลา ชาลาห์
‘อาลา ซาลาห์’ เป็นใครมาจากไหน ?
อาลา ซาลาห์ เป็นนักศึกษาวิชาวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัย ซูดานอินเตอร์เนชั่นแนลในคาร์ทูม ซึ่งตอนนี้เธอมีอายุได้เพียง 22 ปี เธอไม่ได้มาจากครอบครัวนักเคลื่อนไหว แม่ของเธอเป็นนักออกแบบแฟชั่น ส่วนพ่อของเธอเป็นเจ้าของ บริษัท ก่อสร้าง
แม้จะไม่ได้มาจากครอบครัวการเมือง แต่เธอกลายมาเป็นไอคอนของการประท้วงในซูดาน เพราะช่วงที่การประท้วงดุเดือดและนำไปสู่ความรุนแรง เธอคือผู้กล้าที่วิ่งฝ่ากระสุนปืน ไปยืนนำร้องเพลงและอ่านบทกวี ที่มีเนื้อหาปลุกใจให้ผู้คนรักชาติ โดยเธอมักจะถ่ายทอดพลังบวกไปยังผู้คน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม อาลา ซาลาห์ ได้รับฉายาจากสื่อต่างประเทศว่า ‘Lady in white’ (สุภาพสตรีในชุดสีขาว) เธอโด่งดังถึงขั้นที่มีศิลปินต่าง ๆ วาดภาพของเธอลงบนกำแพงเพื่อเผยแพร่แนวคิดในการเรียกร้องเสรีภาพของเธอ นอกจากนี้เธอยังได้รับการยกย่องจากประชาชนชาวซูดานอย่างมาก เพราะนอกเหนือจากภาพถ่ายของเธอจะโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว มันยังทำให้ผู้คนทั่วโลกรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในซูดานอีกด้วย
เกิดอะไรขึ้นในซูดาน
ขณะนี้ถือได้ว่าการเมืองในซูดานยังคงร้อนระอุ หลังจากประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย นายโอมาร์ อัล บาชีร์ ผู้นำเผด็จการที่ขึ้นมาครองอำนาจด้วยการรัฐประหารตั้งแต่ปี 2532 กินเวลายาวนานกว่า 30 ปี โดยการประท้วงเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2561 แต่เริ่มทวีความรุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนต้องเจอกับปัญหาปากท้อง ข้าวของมีราคาแพง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะล่มสลายของเศรษฐกิจภายในประเทศ
นอกจากนี้นายโอมาร์ อัล บาชีร์ ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงคราม จากกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวซูดานที่มีเชื้อสายแอฟริกานับแสนคน ซึ่งครั้งนั้นมีคนบาดเจ็บล้มตายมากมาย ทั้งยังมีผู้พลัดถิ่นอีกจำนวนมหาศาล ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเกลียดชังอัล บาชีร์ อย่างมาก
รัฐประหารซ้อน
สืบเนื่องจากการประท้วงที่ต่อเนื่องยาวนานในซูดาน ทำให้ในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เกิดการทำรัฐประหารเพื่อดึงโอมาร์ อัล บาชีร์ลงจากตำแหน่ง โดยสภาทหารประกาศว่า จะบริหารประเทศจนกว่าจะมีเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนต่างพากันดีใจแค่ในช่วงแรก ๆ แต่หลังจากนั้นกลับทำให้ประชาชนกลับยิ่งไม่พอใจเพราะนายอาวัด อิบน์ อาร์อูฟ รัฐมนตรีกลาโหม หัวหน้ารัฐประหาร เป็นคนสนิทของ อัล บาชีร์ จึงถูกประชาชนมองว่าเขาเป็นพวกเดียวนและเกรงว่าจะเกิดสภาวะ “รัฐพันลึก”(Deep State) ขึ้นในประเทศ
ทั้งนี้นายอาวัด อิบน์ อาร์อูฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลากลาโหมทำรัฐประหารซ้อนรัฐประหาร แล้วบอกว่าจะถ่ายโอนอำนาจให้พลเรือนแต่ขอเวลา 2 ปี ทำให้ประชาชนไม่พอใจหนักเข้าไปอีก เพราะมองว่านายอาร์อูฟที่ตั้งตัวเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่สนิทสนมกับนายอัล-บาชีร์ และกลัวว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจเดิม จากนั้นนายอาร์อูฟจึงแถลงผ่านโทรทัศน์ เพื่อขอลาออก หลังจากที่ตัวเขาเป็นแกนนำในการยึดอำนาจได้เพียง 1 วันแล้วแต่งตั้ง นายอับเดล ฟัตตาห์ อับเดลราห์มาน เบอร์ฮาน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
โอมาร์ อัล บาชีร์ อดีตประธานาธิบดีซูดาน
ส่งอดีตผู้นำเข้าคุก !!
หลังการทำรัฐประหารในซูดาน โอมาร์ อัล บาชีร์ ถูกควบคุมตัวอยู่ภายในทำเนียบประธานาธิบดีท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา และจะถูกส่งตัวไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงแถวชานกรุงคาทูมเมืองหลวงของซูดาน โดยที่ยังไม่มีการพิจารณาหรือตัดสินความผิดใด ๆ
ผู้ประท้วงในซูดานต้องการอะไร ?
จุดประสงค์ของกลุ่มผู้ประท้วงในซูดานคือต้องการให้ประธานาธิบดี โอมาร์ อัล-บาชีร์ ลาพ้นจากอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง โดยก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากปักหลักกันอยู่ที่ด้านหน้าทำเนียบประธานาธิบดีและสำนักงานใหญ่ของกองทัพ เพราะไม่พอใจที่สภาทหารยังคงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศทั้งผู้นำกองทัพที่ก่อการรัฐประหารมีความใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาชีร์ มากเกินไป ผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยยังกังวลว่า อัล บาชีร์ จะเป็นคนแต่งตั้งผู้นำกองทัพที่ส่วนใหญ่ อาจเลือกนายกรัฐมนตรีคนกลางที่เป็นพวกเดียวกับ อัล บาชีร์ มาบริหารประเทศ
แม้อัล บาชีร์จะออกจากตำแหน่ง อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการจะถูกกองทัพยึดอำนาจและจับกุมตัวเพื่อรอถูกดำเนินคดีแล้ว แต่ชาวซูดานนับหมื่นคนยังรวมตัวประท้วงต่อไป เพื่อกดดันให้สภาทหารคืนอำนาจให้กับรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วที่สุด
นายอาวัด อิบน์ อาร์อูฟ คนสนิทของนาย โอมาร์ อัล-บาชีร์ ผู้ทำรัฐประหารในซูดาน
เรื่องไม่จบง่าย ๆ
แม้ว่าข้อเรียกร้องเรื่องการขับไล่ประธานาธิบดี โอมาร์ อัล บาชีร์ ของผู้ประท้วงจะลุล่วงไปแล้ว แต่ปัญหาภายในซูดานยังส่งเค้าว่าจะยืดเยื้อออกไป เนื่องจากหัวหน้าคณะรัฐประหารของกองทัพซูดาน ได้ออกประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงการสั่งปลดนายโอมาร์ อาห์เหม็ด โมฮาเหม็ด อับเดลซาลาม อัยการสูงสุดของซูดาน พรัอมกับรองอัยการอีก 2 คน พร้อมกับแต่งตั้งให้นายอัลวาลีด ซาเย็ด อาเหม็ด มาห์มูด ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดคณะรัฐประหารซูดาน เข้ารับตำแหน่งรักษาการอัยการสูงสุดแทน
นอกจากนี้ยังมีข่าวแว่วว่า คณะรัฐประหารได้สั่งปลดหัวหน้ากรมประชาสัมพันธ์ของซูดานอีกด้วย ซึ่งการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ ๆ เหล่านี้อาจทำให้ประชาชนชาวซูดานไม่พอใจ และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อต่อไป
ประชาชนออกมาประท้วงในซูดาน
เกร็ดความรู้ : Deep State หรือ รัฐพันลึก
Deep State หรือ รัฐพันลึก ซึ่งในไทยเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารัฐบาลเงา หรือรัฐบาลหุ่นเชิด อาจมีรูปแบบเป็นรัฐบาลเบื้องหลังที่ทำหน้าที่ควบคุม ครอบงำรัฐบาลที่ปกครองประเทศที่แท้จริง ซึ่งทำให้ผู้นำที่ได้รับเลือกตั้งมาไม่สามารถทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงเอาไว้กับประชาชนได้
นอกจากนี้รัฐพันลึก อาจมาในรูปแบบของรัฐซ้อนรัฐและเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลที่เห็นด้วยตารัฐพันลึกอาจสามารถสร้างสถานการณ์วิกฤต และล้มล้างรัฐบาลบนดินได้
CR.Photo : Lana Haroun