ข้อเท็จจริงเรื่อง ภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 15%

จากกรณีที่วันนี้ (19 เม.ย. 62) มีกระแสข่าวโดยมีรายละเอียดว่า กรมสรรพากร เตรียมเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% จากดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นบาท ต่อปี จากเดิมที่ได้รับการยกเว้น เพื่อแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษี ตามที่มีสถาบันการเงินบางแห่งเอื้อลูกค้ารายใหญ่ โดยให้ปิดบัญชีและเปิดบัญชีใหม่ ก่อนจะได้ดอกเบี้ยครบ 2 หมื่น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ณ ที่จ่าย 15 % นั้น

คำถามที่ตามมาคือ จะมีผลกระทบต่อประชาชนรายย่อยอย่างไร ซึ่งมีรายงานข่าวว่า กรมสรรพากรได้ขอให้ประชาชนที่มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ไปลงทะเบียนยินยอมให้ธนาคารส่งข้อมูลการรับดอกเบี้ยให้สรรพากรรับรู้ เพื่อที่จะได้รับการยกเว้น แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบก็ตาม โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 15 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป ซึ่งหากไม่ไปดำเนินการ ผู้ฝากทุกรายจะเสียภาษี 15% ณ ที่จ่ายทันที แม้จะได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 2 หมื่น แต่ก็สามารถขอคืนภาษีดังกล่าวในช่วงปลายปีได้

ต่อเรื่องนี้ คงจะต้องรอการยืนยันอย่างเป็น ‘ทางการ’ ต่อไป แต่สิ่งที่เราต้องมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งก็คือ การคิดภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ดอกเบี้ยจากเงินฝากออมทรัพย์ ทุกบัญชีรวมกันเกิน 2 หมื่น ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% อยู่แล้ว

ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ สรุปได้ว่า

  1. หากได้รับดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์รวมทุกบัญชีจากธนาคารแห่งเดียวกันเกิน 20,000 บาทในปีภาษีนั้น ธนาคารมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งกรมสรรพากรต่อไป
  2. หากมีการฝากออมทรัพย์หลายธนาคารและมีดอกเบี้ยรับรวมกันทุกแห่งเกินกว่า 20,000 บาทในปีภาษีนั้น ผู้ฝากมีหน้าที่แจ้งแก่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ย เพื่อให้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรต่อไป มิเช่นนั้น ผู้ฝากมีหน้าที่ต้องเสียภาษีโดยการนำดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ได้ทั้งหมดไปรวมกับเงินได้อื่นๆ ตอนยื่นภาษีเงินได้ 

[โดยทั่วไปบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จะคิดดอกเบี้ยให้ผู้ฝากทุกวัน แต่จะจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ฝากปีละ 2 ครั้ง คือ ในเดือนมิถุนายนและธันวาคม ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวดก็จะมารวมเป็นเงินต้นสำหรับคิดดอกเบี้ยในแต่ละวันต่อไปด้วย]

สำหรับข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

  • ในกรณีที่ดอกเบี้ยเงินฝากจากทุกธนาคารรวมกันไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
  • กรณีที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากและรางวัลที่ได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารออมสิน และธ.ก.ส

อ้างอิง: ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้แก่ทีมกู้ภัยถ้ำหลวง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้แก่บุคคลที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย

วันนี้ (19 เมษายน 2562) เวลา 14.00 น. ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายริชาร์ด เจมส์ ดันบาร์ แฮร์ริส (Dr. Richard James Dunbar Harris) และนายเครก โจนาทาน แชลเลน (Mr. Craig Jonathan Challen) เจ้าหน้าที่กู้ภัยชาวออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทย

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ให้แก่บุคคลที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย จำนวน 187 คน โดยนายแฮร์ริส และนายแชลเลน ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์

โดยก่อนการหารือ นายแฮร์ริส และนายแชลเลน ได้ร่วมพิธีรับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฯ อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ณ ห้องสีงาช้าง จากนั้น นายแฮร์ริส และนายแชลเลน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี โดย พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าว ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ขอขอบคุณ ทั้งสองอีกครั้งที่ได้มีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในภารกิจกู้ภัยที่ถ้ำหลวงฯ ทำให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้อย่างปลอดภัย และพร้อมให้การต้อนรับคณะและครอบครัว ในฐานะเพื่อนที่ดีของไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความยินดีที่ทั้งสองได้รับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฯ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ในวันนี้ และยินดีที่ได้รับรางวัล ชาวออสเตรเลียแห่งปี ค.ศ. 2019 (National Australian of the Year 2019) ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติคุณสูงสุดสำหรับพลเรือนของออสเตรเลียจากการลงคะแนนของประชาชนออสเตรเลียทั้งประเทศ รวมทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of Australia และเหรียญเชิดชูเกียรติความกล้าหาญ Star of Courage ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวีรกรรมของทั้งสองจะเป็นที่ชื่นชมและจดจำตลอดไป

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ความช่วยเหลือและไมตรีจิตจากออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างทั้งสองประเทศทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศจะเพิ่มพูนและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย รู้สึกภาคภูมิใจที่ชาวออสเตรเลียได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ และรู้สึกอบอุ่นที่รัฐบาลและประชาชนไทยให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง

นายแฮร์ริส กล่าวรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย และรู้สึกชื่นชมความทุ่มเทของทีมช่วยเหลือของประเทศไทย

ในขณะที่คู่สมรสของนายแชลเลนกล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่สามีมีส่วนช่วยในภารกิจครั้งนี้ และสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้อย่างปลอดภัย

สั่งกองทัพเรือ ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างกลางทะเลภูเก็ต หวั่นกระทบสิทธิทางทะเลของไทย

พล.อ.ประวิตร สั่งการให้กองทัพเรือ ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างกลางทะเลภูเก็ต หวั่นกระทบสิทธิทางทะเลของไทย

วันนี้ (19 เมษายน 2562) พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กองทัพเรือ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ร่วมกันตรวจสอบการรุกน่านน้ำของบริษัท Ocean Builders ที่ก่อสร้างที่พักอาศัยถาวรกลางทะเลใกล้กับจังหวัดภูเก็ต ห่างจากเกาะราชาใหญ่ออกไป 22.2 กม.ในพื้นที่เขตทะเลต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจจำเพาะระยะไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล ( 370.4 กม.) เพื่อป้องกันการกีดขวางทางเดินเรือและผลกระทบต่อความมั่นคงระยะยาว

โดยพล.อ.ประวิตร กำชับขอให้ร่วมกันตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามหลักสากลเพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายในการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการติดตั้งสิ่งก่อสร้าง อันอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของไทย ที่เป็นรัฐชายฝั่งในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และผลกระทบอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในขั้นต้นพบว่า มีการติดตั้งเสาเหล็กกลางทะเลแล้วและมีแผนก่อสร้างที่พักกว่า 20 หลัง ตามแนวทางของ Sea steading ที่มีเป้าหมายการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรกลางทะเลนอกเขตอธิปไตยของรัฐต่างๆ และปกครองตนเองเป็นแบบรัฐอิสระในอนาคต โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายระหว่างประเทศ