สุดเถื่อน! คลิปแฉกลุ่มวัยรุ่นเมาหนักวิ่งขึ้นรถเมล์สาย 12 รุมทำร้ายคนขับเจ็บ

เผยคลิปเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่น 2-3 คน วิ่งขึ้นไปบนรถเมล์สาย 12 รุมทำร้าย ใช้กระบอกเก็บเงินฟาดโชเฟอร์บาดเจ็บ

วันนี้(15 เม.ย.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปจากเฟซบุ๊กเพจ หนังสือพิมพ์ใต้สันติสุข ซึ่งโพสต์เผยให้เห็นเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่น 2-3 คน ซึ่งมีอาการเมาสุราอย่างหนัก ได้วิ่งขึ้นไปรุมทำร้ายคนขับรถเมล์สาย 12 บนรถเมล์ โดยใช้กระบอกเก็บเงินของรถเมล์ตีเข้าไปที่คนขับ ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นวานนี้ (14 เม.ย.) เวลา 20.30 น.  ที่หอนาฬิกาห้วยขวาง

โดยเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ได้ระบุข้อความบอกเล่าว่า ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า กลุ่มวัยรุ่นได้ต่อว่าคนขับรถเมล์ว่า “อย่าขับรถเร็ว” ต่อมาจึงเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนที่กลุ่มวัยรุ่นจะวิ่งขึ้นไปบนรถและร่วมกันรุมทำร้ายคนขับรถเมล์

สำหรับโทษของข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น มีดังนี้

1. หากตบตี ถีบหน้า ธรรมดาโดย “ไม่เป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ก็อาจเป็นความผิดลหุโทษ ตาม ป.อาญา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. แต่หากตบตี จนฟกช้ำต้องกินน้ำใบบัวบก คือเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนา จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กรณีนี้จะเป็นการทำร้ายร่างกายตาม ป.อาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. หากสาหัส ถึงขั้นใส่เฝือก หรือหยอดข้าวต้ม นอนโรงพยาบาลกว่ายี่สิบวัน ก็เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท ตาม ป.อาญา มาตรา 297

สำหรับการยอมความในคดีทำร้ายร่างกายกัน ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นแม้ผู้เสียหายจะยอมความ แต่ก็ไม่มีผลให้คดียุติ เพราะการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 และ 297 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้

ภาพจาก หนังสือพิมพ์ใต้สันติสุข

สลด! หนุ่มขี่จยย.ชนขอบสะพานร่างตกลงมาข้างล่าง ถูกแท็กซี่เหยียบซ้ำดับ

สลด! หนุ่มขี่จยย.ชนขอบสะพานร่างตกลงมาข้างล่าง ถูกแท็กซี่เหยียบซ้ำดับ บนถนนราชพฤกษ์ขาออก

วันที่ 15 เม.ย. 62 เมื่อเวลา 00.30 น. ร.ต.อ.ณัฐพล ดวงสุริยา รองสว.(สอบสวน) สภ.ชัยพฤกษ์ รับแจ้งอุบัติเหตุจยย.ชนขอบสะพานกลับรถบนถนนราชพฤกษ์ขาออก มุ่งหน้าถนน 345 ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.สถิตพร บุญยรัตนพันธ์ ผกก. แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มูลนิธิปอเต๊กตึ้งรีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบนสะพานกลับรถพบรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้า คลิก สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน 9กฌ-620 กรุงเทพ พลิกคว่ำหน้ารถเสียหาย ส่วนด้านล่างมีร่างผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือนายจักรี ดำศรี ชาวจังหวัดเชียงราย นอนเสียชีวิตสภาพกระดูกหักหลายแห่งศีรษะแตก เลือดไหลนอง

สอบสวนนายมานิตย์ หนุ่มงาม อายุ 48 ปี คนขับแท๊กซี่ โตโยต้า รุ่นแอลติส สีเขียว-เหลือง ทะเบียน 1มข-3759 กรุงเทพ ให้การว่าขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุอยู่ดีๆก็มีร่างผู้เสียชีวิตลอยร่วงลงมาจากสะพานกลับรถตกลงพื้นนอนแน่นิ่งตนเองเบรคไม่ทันสุดวิสัยเลยทับซ้ำไม่ได้เจตนา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่วนร่างผู้เสียชีวิตมอบให้มูลนิธินำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรอีกครั้งก่อนมอบให้ญาติรับไปดำเนินการตามประเพณี

แถลงการณ์ ฉบับ4 ‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ พระอาการดีขึ้นมาก

แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่ 4 สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เสด็จรับการถวายการรักษาพระเนตร ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี พระอาการอักเสบของกระดูกสันหลังดีขึ้นมาก ผลการผ่าตัดต้อกระจกสำเร็จเรียบร้อยดี

วันนี้(15 เม.ย.) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปรับการถวายการรักษาพระเนตร ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ฉบับที่ 4

ตามที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสร็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อทรงรับการรักษาพระอาการพระเนตรมัวทั้งสองข้าง ร่วมกับพระอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) นั้น วันนี้ คณะแพทย์ได้รายงานว่า การอักเสบของพระปิฐิกัณฐกัฐิ (กระดูกสันหลัง) มีพระอาการดีขึ้นมาก คณะแพทย์จึงได้ขอพระราชทานพระอนุญาตเปลี่ยนพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิตเป็นพระโอสถเสวย จนครบในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๒

ส่วนพระอาการพระเนตรมัว คณะแพทย์ได้ถวายการผ่าตัดต้อกระจกพระเนตร เมื่อวันที่ ๒๒ และ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๒ ผลการผ่าตัดสำเร็จเรียบร้อยดี ทอดพระเนตรเห็นได้ชัดเจน ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทรงประกอบพระกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

ในระหว่างทรงประชวรได้มีพระบรมวงศานุวงศ์ คณะทูต ข้าราชการ และประชาชนทุกหมู่เหล่า แสดงความห่วงใยพระอาการประชวร ไปลงพระนาม ลงนาม และถวายพระพร ให้ทรงหายจากพระประชวร ความทราบผ่าพระบาทแล้วทรงชื่นชมในความปรารถนาดี ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญรับสั่งขอบพระทัย และขอบใจมาแจ้งให้ทราบทั่วกัน ทั้งนี้ ของดการลงนามถวายพระพร ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงเรียนมาให้ทราบทั่วกัน