ขยายเวลาจ่าย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรายได้น้อย 3 เดือน – เพิ่มสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ

กรมบัญชีกลางจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (50/100บาท/เดือน) เพิ่มเติมอีก 3 เดือน จนถึงเดือนมิถุนายน 2562 และจ่ายเงินชดเชยค่าไฟฟ้าให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้ไฟฟ้าของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ จากการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนมีนาคม – กันยายน 2562 เริ่มจ่าย 18 พ.ค. 62

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 เดือน คือตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน 2562 โดยใช้เงินจากกองทุนผู้สูงอายุสำหรับภาษีสรรพสามิตและสุรายาสูบ ในอัตราการจ่ายเงินสงเคราะห์ฯ เดิม คือ 1) ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ได้รับเงินสงเคราะห์ เดือนละ 100 บาท และ 2) ผู้สูงอายุที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ได้รับเงินสงเคราะห์ เดือนละ 50 บาท ซึ่งกรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้แก่ผู้มีสิทธิ ทุกวันที่ 15 ของเดือน

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินชดเชยค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้ไฟฟ้าของกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ตั้งแต่เดือนมีนาคม – กันยายน 2562 จากเดิมซึ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยจะได้รับเงินชดเชยตามค่าไฟฟ้าที่จ่ายจริงไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน การใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว ผู้มีสิทธิจะต้องลงทะเบียนใช้สิทธิกับกิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ และต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งหนี้ประจำเดือนที่เรียกเก็บจากการใช้ไฟฟ้าแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) หลังจากตรวจสอบสิทธิต่อครัวเรือนตามจำนวนที่ผู้มีสิทธิได้ชำระไว้ตามจริง โดยจะจ่ายให้ทุก ๆ วันที่ 18 ของเดือนถัดไปหลังจากผู้มีสิทธิได้ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้แล้ว เริ่มจ่ายเดือนแรก วันที่ 18 พฤษภาคม 2562

เปิดประวัติ อัมรัน มูดอ คนร้ายยิงสู้ตำรวจ – บึ้มนางเงือกหาดสมิหลา

เปิดประวัติ นายอัมรัน มูดอ คนร้ายยิงสู้ตำรวจขณะจับกุม พบเป็นแกนนำระดับสั่งการใหญ่ของกลุ่ม ฟูรากอน สั่งฆ่าแขวนคอครู วางระเบิดเสาไฟฟ้าและนางเงือกแหลมสมิหลา

วันนี้ (12 เม.ย. 2562) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้มีการเปิดเผยประวัติของนายอัมรัน มูดอ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะถูกล้อมจับกุม เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 1 นาย และที่ตัวผู้ต้องหาก็ถูกกระสุนของเจ้าหน้าที่ยิงที่หน้าอกซ้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ว่า

นายอัมรัน มูดอ เป็นแกนนำระดับสั่งการสูงสุดที่รับผิดชอบก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จ.สงขลา โดยมีชื่อที่เรียกกันในกลุ่มว่า ฟูรากอน และใหญ่กว่า นายบูคอรี หลำโซะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดนสงขลา ที่ยังจับกุมไม่ได้

พร้อมกันนี้ยังพบว่า นายอัมรัน เป็นคนสั่งการให้ฆ่าแขวนคอ นายอมตะ สโมทานทวี อายุ 62 ปี หรือครูจ้อง ที่บ้านพักใน อ.สะบ้าย้อย เพื่อชิงรถกระบะไปวางระเบิดคาร์บอม ที่หน้าหน่วยเฉพาะกิจสงขลาเมื่อวันที่ 8 มกราคม ปี 2561

อีกทั้งยังได้สั่งการและร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าที่ อ.ควนเนียง จ.สงขลา ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับเหตุระเบิดนางเงือกแหลมสมิหลา เมื่อคืนวันที่26 มกราคมปี 2561 จนกระทั่งนำไปสู่การถูกออกหมายจับ และตำรวจพบความเคลื่อนไหว กลับมากบดานอยู่ที่บ้านพักจึงเข้าตรวจค้นและเกิดการยิงปะทะกันดังกล่าว

รพ.ธรรมศาสตร์ แถลงขอรับผิด ปมแทงสายน้ำเกลือพลาดจนติดเชื้อ

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ แถลงขอรับผิด เด็กน้อยมือใกล้เน่า เพราะเสียบเข็มน้ำเกลือพลาด 

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังปรากฏภาพเด็กน้อยรายหนึ่งวัย 1 ขวบ 6 เดือน มีมือช้ำบวมเปล่ง หลังเข้ารักษาอาการผื่นคันที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทำการเจาะผิดพลาด ทำให้น้ำเกลือไม่ได้เข้าเส้นเลือด แต่กลับไปอยู่ใต้ผิวหนังของเด็กแทน จนมีอาการผิวหนังอักเสบนั้น

วานนี้ (11 เม.ย. 2562)  รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว  โดยระบุว่า รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังบริเวณมือของเด็กอักเสบนั้น มาจากการทีี่สายน้ำเกลือหลุดออกนอกเส้น ทำให้น้ำเกลือกระจายไปทั่วบริเวณผิวหนัง จนเกิดมีสีคล้ำดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีทีมเข้าไปดูแลแล้วตั้งแต่ตอนเกิดเหตุ และขณะนี้ทราบว่า อาการบวมของน้องได้เริ่มยุบลงไปแล้ว เหลือเฉพาะจุดที่มีเนื้อตาย ถ้าเราทำแผลและทำการสมานแผลค่อนข้างจะหายรวดเร็ว

โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่ยังเป็นเด็ก น่าจะขอเวลาอีกสัก 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถบอกได้ว่า ควรจะดำเนินการรักษาต่อไปอย่างไร อย่างไรก็ดี ทางโรงพยาบาลมีความยินดีที่จะดูแลรักษาต่อ ค่าใช้จ่ายจากประวัติแทรกซ้อนให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของทางโรงพยาบาลต่อไป