จ่อรีดภาษี ‘เบียร์ 0%’ ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่-สร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี

กรมสรรพสามิตหารือกระทรวงการคลัง ขอเปิดพิกัดภาษีใหม่ สำหรับเก็บภาษีสรรพสามิตเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (เบียร์ 0%) โดยตรง เพราะต้องการสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี และป้องกันไม่ให้กลุ่มเยาวชนไปทดลองไปดื่มเบียร์ 0% เพิ่มขึ้น แม้จะไม่มีแอลกอฮอล์ก็ตาม โดยปัจจุบันเบียร์ 0% ยังเก็บภาษีอัตราต่ำเพียง 14% ของราคาขายปลีกเท่า ซึ่งกับภาษีน้ำอัดลม เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมต่ำกว่า 0.5% ทำให้ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้เหมือนเบียร์ทั่วไปที่เสียภาษี 22% ของราคาขายปลีก บวกกับภาษีปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากการสำรวจของกรมฯ ปัจจุบันมีเบียร์ 0% ขายกันในตลาด ราคาตั้งแต่ 39-99 บาทต่อกระป๋อง โดยเสียภาษีในกลุ่มน้ำอัดลม ที่อัตราภาษีประมาณ 14% หรือเสียภาษีกระป๋องละ 5-12 บาทต่อกระป๋องเท่านั้น แต่หากเสียภาษีเท่ากับเบียร์ทั่วไป อาจต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและทำให้ราคาขายอาจปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นกรมฯ จะต้องพิจารณาเปิดพิกัดภาษีใหม่ให้สูงกว่ากลุ่มเครื่องดื่มทั่วไป แต่อาจไม่สูงเท่ากับเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้รับทราบแนวทางแล้ว เพียงแต่แจ้งว่าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบซึ่งน่าจะมีความชัดเจนหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์

ทั้งนี้ปัจจุบันมีเบียร์ 0% มาทำตลาดในไทยหลายยี่ห้อ และเริ่มมีการผลิตในไทยบ้างแล้ว โดยทางกระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นห่วงต่อเครื่องดื่มประเภทนี้ จึงได้ห้ามไม่ให้เรียกว่าเบียร์ และไม่ให้โฆษณาว่าเป็นเบียร์ แต่ให้เรียกว่าเครื่องดื่มมอลต์แทน เพื่อจะได้ไม่กระตุ้นให้คนไปดื่มเบียร์มากขึ้น

“ส่วนตัวเห็นด้วยว่าควรจะปรับปรุงการเก็บภาษีใหม่ เพราะต่อไปหากคนทดลองดื่มเบียร์ 0% แล้วเกิดชอบก็อาจพัฒนาไปดื่มเบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นได้ ซึ่งจะเป็นโทษต่อร่างกายและเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขตามมา” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากเปิดพิกัดเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมต่ำกว่า 0.5% ขึ้นมาใหม่ สำหรับใช้เก็บภาษีเบียร์ 0% ต้องดูว่าจะมีผลกระทบต่อสินค้าตัวอื่นด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้มียาบางประเภท เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสียที่ส่วนผสมแอลกอฮอล์อยู่ หากโดนเก็บภาษีไปด้วยจะมีผลกระทบอย่างไร ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงให้ศึกษารายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนจะการเปิดพิกัดภาษีใหม่ ซึ่งกรมฯ สามารถเสนอให้คลังพิจารณาออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อประกาศใช้ทันที

สยอง! หนุ่มนอนขาหักผิดรูป อ้างถูกอาสาตำรวจไล่ตามจับ จนรถล้ม

คลิปว่อนเน็ตอ้างตำรวจอาสา ไล่กวดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ก่อนคนขับจะขี่เสียหลักล้มข้างทาง จนขาหลักผิดรูปน่าหวาดเสียว

วานนี้ (11 เม.ย. 2562) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ขาลาย ยางซิ่ง ได้มีการเผยแพร่คลิปสุดสยอง ขณะที่ชายคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถล้ม นอนขาหักผิดรูป ร้องโอดโอยขอความช่วยเหลือ อยู่ริมถนนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี

ก่อนที่ผู้โพสต์จะระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสา ขี่จักรยานยนต์ของตำรวจไล่ติดตามผู้ต้องสงสัยมาด้วยความเร็ว และทำท่าว่าจะถีบแต่ถีบไม่โดน จากนั้นรถของผู้บาดเจ็บจึงเสียหลักและล้มลงจนเกิดเป็นเหตุสยองดังกล่าว

ทั้งนี้ระหว่างคลิปยังเผยให้เห็นว่ามีชายแต่งกายคล้ายตำรวจอาสาขี่รถจักรยานยนต์มาดูผู้บาดเจ็บด้วย พร้อมอ้างว่าผู้บาดเจ็บขี่รถจักรยานยนต์ล้มเอง โดยตนขี่รถจักรยานยนต์ไล่มาเพื่อขอตรวจค้นเท่านั้น แต่ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ยอมละพยายามหนี ก่อนที่จะขอตัวออกจากพื้นที่โดยอ้างว่าจะไปรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก หลายคนยังสงสัยในการทำหน้าที่ของตำรวจอาสาว่าสามารถกระทำแบบนี้ได้หรือไม่ บางคนก็มองว่าผู้บาดเจ็บจะขับหนีทำไม หากไม่มีความผิด จอดให้เขาตรวจดีๆ ก็คงไม่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น

สำหรับเหตุการณ์ตำรวจอาสาในพื้นที่จ.ชลบุรี ใช้อำนาจเกินหน้าที่ จนทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บมีบ่อยครั้งมาก โดยเฉพาะกรณีที่ตำรวจอาสาได้ใช้กระบองฟาดสามี-ภรรยาคู่หนึ่งที่ขับหนีด่านตรวจ แต่กลับพลาดไปถูกเด็กวัย 2 ขวบที่นั่งมาด้วยจนสลบ

ก่อนที่เวลาต่อมาจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายขณะที่ตัวตำรวจอาสาเองก็ได้แต่บอกว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้เผยถึงบทบาทหน้าที่ของตำรวจอาสา ไว้ว่า อาสาสมัครตำรวจบ้าน มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ คือ

(1) เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(2) เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยการบริการและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
(3) แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย ข้อมูลอาชญากรรม เบาะแสคนร้ายคดีอาญาทั่วไปและคดียาเสพติด
(4) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจ จุดสกัดในพื้นที่
(5) ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้นำชุมชนในหมู่บ้านรวมทั้งเป็นเครือข่ายของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่
(6) นอกเหนือจาก (1) ถึง (5) อำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อาสาสมัครตำรวจบ้าน เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร  เป็นหัวหน้าชุดควบคุมอยู่  มีการฝึกฝน  มีเครื่องแบบชัดเจน ซึ่งก็ชัดแล้ว ตำรวจอาสาไม่มีอำนาจ ตรวจค้น จับกุม หรือยึดทรัพย์ใดเป็นของกลาง เป็นแค่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานที่จะกระทำการได้เท่าที่เจ้าพนักงานจะมีคำสั่งในการให้ความช่วยเหลือเจ้าพนักงาน จะกระทำการโดยลำพังไม่ได้

ศรีสุวรรณออกแถลงการณ์ คัดค้านการขึ้นค่ารถเมล์ 22 เม.ย.นี้

ศรีสุวรรณคัดค้าน การขึ้นค่ารถเมล์ 22 เม.ย.นี้ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี โปรดสั่งกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางทบทวนมติดังกล่าว

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ เรื่องคัดค้านการขึ้นค่ารถเมล์-ชี้เป็นการตลบหลังคนจนเมืองหลังเลือกตั้ง แถลงการณ์ระบุว่า

ตามที่เพจเฟซบุ๊ก “รถเมล์ไทยแฟนคลับ” ได้โพสต์หัวข้อว่า “ขสมก. ขึ้นค่ารถเมล์ 22 เม.ย.นี้” โดยมีข้อความว่า ประกาศจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ เรื่องการปรับอัตราค่าโดยสาร ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 มีมติให้ปรับอัตราค่าโดยสารรถประจำทางสาธารณะ ตั้งแต่ 1 – 7 บาท

ทั้งรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) รถโดยสารปรับอากาศ รถปรับอากาศ (ครีมน้ำเงิน) รถปรับอากาศยูโรทู (สีส้ม) รถปรับอากาศใหม่ (สีฟ้า) รวมทั้งรถบริการตลอดคืน (เวลา 23.00 – 05.00 น.) ก็ได้กำหนดค่าธรรมเนียมบริการตลอดคืนเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2562 เป็นต้นไปนั้น

การขึ้นค่าโดยสารรถ ขสมก. หลังปีใหม่ไทยนี้ถือว่าเป็นการให้ของขวัญแก่คนเมืองที่เลวร้ายที่สุดของรัฐบาล และเป็นการตลบหลังประชาชน หลังจากที่อ๊อดอ้อนหาเสียงกับประชาชนในนโยบายประชานิยมมาสารพัด จนทำให้จำเป็นต้องหาเงินมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสารพัดวิธีการ เพราะการเก็บรายได้ไม่ตรงตามเป้า และผลลัพธ์กลับมาตกเอากับคนยากคนจน คนหาเช้ากินค่ำ ทั้งๆ ที่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะประเภทนี้รัฐควรมีหน้าที่สนับสนุน ไม่ควรนำไปคิดถึงผลตอบแทนในรูปตัวเงินเป็นผลกำไร-ขาดทุน หากแต่ต้องดำเนินการในรูปแบบสวัสดิการสังคมจึงจะถูกต้อง

นอกจากนั้น ในขณะนี้ยังไม่มีวิกฤตการณ์ด้านราคาน้ำมันหรือค่าเชื้อเพลิงแต่อย่างใด การขึ้นราคาค่าโดยสารรถสาธารณะ จึงเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพงโดยตรง ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้คำนึงถึงคนจนเมืองเลยแต่อย่างใด ส่วนข้ออ้างที่ว่า หากขึ้นราคาค่าโดยสารแล้ว จะทำให้การบริการดีขึ้น การขับรถจะมีระเบียบวินัย ไม่ขับเร็ว จอดรับส่งผู้โดยสารตามป้ายหยุดรถเมล์ดีขึ้นนั้น ล้วนเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีอยู่จริงในระบบรถโดยสารในเมืองกรุง

และการที่จะนำระบบป้ายอัจฉิยะมาใช้ จะนำระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (อีทิคเก็ต) มาใช้ผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EDC เพื่อให้สู่สังคมไร้เงินสดนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่ง ขสมก.เคยทำมาแล้ว คือ เครื่องอ่านบัตรโดยสารแบบ E-Ticket และในที่สุดได้ยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวไปเมื่อไม่นานมานี้ เพราะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่กลับไม่มีการสอบสวนเอาผิดผู้อนุมัติอนุญาตแต่อย่างใด

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี หากรักและอยากจะซื้อใจประชาชนคนยากคนจนเมืองจริง ได้โปรดสั่งกระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้ทบทวนมติดังกล่าวเสีย หรือวิธีที่ง่ายที่สุด คือ สั่งปลด รมว.คมนาคม ออกไปเสียเพื่อที่จะทำให้การทบทวนมติการขึ้นค่ารถเมล์เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น