กรุงศรีฯ เปิดตัว ‘แต้มต่อชีวิต’ แบ่งจ่ายค่ารักษา 0% 3 เดือน ที่ รพ.ศิริราช

นางสาวณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด หรือกรุงศรี คอมซูมเมอร์  กล่าวถึงที่มาของโครงการ ‘แต้มต่อชีวิต’ ว่า จากประสบการณ์ในฐานะผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่าคนจำนวนไม่น้อย ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินจากภาระที่ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุ หรือโรคภัย

เพื่อเป็นแต้มต่อทางการเงินให้ลูกค้ากลุ่มนี้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับภาระทางการเงินจากค่ารักษา กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงมอบสิทธิแบ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลทุกรายการ 0% 3 เดือน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ 1 มีนาคมถึง31 ธันวาคม 2562 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งช่วยให้โรงพยาบาลไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในภาระหนี้สิน

นอกจากนี้ ในช่วงกลางปีนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนจะขยายขอบเขตความร่วมมือในลักษณะเดียวกันกับโรงพยาบาลรัฐอื่น ๆ อีก 10 โรงพยาบาล ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด เพื่อให้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

และเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังจะเปิดช่องทางใน การร่วมสมทบทุนให้กับกองทุนเพื่อการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาส ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อีกสองช่องทาง คือ 1.การแลกคะแนนสะสมของบัตรเครดิตกรุงศรี และบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ผ่าน USSD 1,000 คะแนนเท่ากับการบริจาค 100 บาท หรือ 2. การแสดงความจำนงบริจาคเป็นเงิน ผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เพียงพิมพ์ D100 หรือ D500 หรือ D1000 เพื่อร่วมบริจาค 100 บาท, 500 บาท หรือ 1,000 บาท ตามลำดับ ตามด้วยหมายเลขบัตร 16 หลัก ส่ง SMS มาที่ 061-404-5555 ตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 30 มิถุนายน 2562

สำหรับบัตรเครดิตและบัตรผ่อนชำระที่สามารถร่วมกิจกรรมกับโครงการ ‘แต้มต่อชีวิต’ ได้แก่ บัตรเครดิตกรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า ผู้ที่สนใจสิทธิแบ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาล 0% 3 เดือน สามารถทำรายการขอผ่อนชำระด้วยตนเอง ผ่านแอปพลิเคชั่น UCHOOSE เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ที่รพ. ศิริราช ตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่ 1 มีนาคมถึง 31 ธันวาคม 2562

คลายข้อสงสัย! ‘ครอบครอง-แจกจ่าย’ น้ำมันกัญชา ทำไมมีความผิด?

คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับกัญชา!

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 กลุ่มสื่อสารเชิงกลยุทธ์ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th เพื่ออธิบายและคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับสารสกัดจากกัญชาว่า ยังคงเป็นกระแสที่มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการให้สิทธิปลูกกัญชา เพื่อใช้ในการแพทย์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ “กัญชา” และ “กระท่อม” สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคได้

ล่าสุดมีข่าวเรื่องการแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้กับประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วย เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และจับกุมผู้ต้องหา พร้อมยึดของกลางต้นกัญชา น้ำมันกัญชา อุปกรณ์ในการทำน้ำมันกัญชา

จึงเกิดเป็นคำถามว่า เมื่อนำกัญชาไปใช้รักษาอาการเจ็บป่วย แล้วทำไมจึงผิดกฎหมาย?

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุว่า เนื่องจาก “กัญชา” เป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เช่นเดียวกับพืชกระท่อม พืชฝิ่น ดังนั้น การครอบครอง ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือเสพ โดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ขณะที่เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 นั้น มุ่งหมายให้ใช้กัญชาในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ทางราชการ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่ไม่ใช่การเปิดเสรีให้ปลูกหรือใช้กัญชาตามใจชอบ

นอกจากนี้ กฎหมายให้สิทธิในการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีกัญชาและกระท่อมไว้ในครอบครอง เฉพาะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์ เกษตรศาสตร์ ผู้ประกอบวิชาชีพเครือข่ายแพทย์ ทั้งแผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ผู้ประกอบอาชีพเกษตร ที่รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสียก่อน

ส่วนข้อกังวลว่า การจับกุมผู้ครอบครองและแจกจ่ายกัญชารายย่อยเช่นนี้ เพื่อต้องการที่จะเอื้อนายทุน เช่น บริษัทยา ให้สามารถปลูก สกัด หรือจำหน่ายกัญชานั้น ข้อมูลจาก สำนักงาน ป.ป.ส. ระบุว่า ขณะนี้มีหน่วยงานของรัฐ 2 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตกัญชาได้ คือ องค์การเภสัชกรรม และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

และในระยะ 5 ปีแรก การผลิต นำเข้า ส่งออก กัญชา ให้อนุญาตได้เฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือโดยความร่วมมือของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางการแพทย์และความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง จึงไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใด

ส่วนในอนาคตจะใช้กัญชาได้อย่างเสรีหรือไม่ เพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับผู้ประสงค์ขออนุญาต หรือกรณีของผู้ป่วย กฎหมายกำหนดให้แจ้งข้อมูลการครอบครองกัญชาภายใน 90 วัน นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 19 พ.ค. 62 เพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษ โดยไปแจ้งได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. 1386 กด 3 หรือ สายด่วน อย. 1556 กด 3

สกัดน้ำมันกัญชาใช้เอง เสี่ยงอันตราย

ประเด็นการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ นับว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งหลายหน่วยงานต่างออกมาเตือนอย่างสม่ำเสมอว่า กัญชายังเป็นยาเสพติดประเภท 5 ดังนั้นหากมีไว้ในครอบครองถือว่าผิดกฎหมาย ฉะนั้นแล้วการที่ประชาชนพยายามปลูกกัญชา ศึกษาวิธีการสกัดเอง  ดำเนินการสกัดเอง นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากน้ำมันกัญชาที่สกัดเองอีกด้วย

โดยทางนพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เคยออกมาเตือนว่า สำหรับการสกัดน้ำมันกัญชานั้นมีด้วยกันหลายกรรมวิธี กรณีการสกัดโดยใช้แอลกอฮอล์ หากส่วนผสมไม่ถูกต้อง ระหว่างเอทานอลและเมทานอลก็อาจทำให้ได้รับอันตราย

โดยการใช้เมทานอลเป็นส่วนผสมในการสกัดกัญชา อาจได้รับผลข้างเคียงทำให้ตาบอด ตับและไตวาย กรณีการใช้เตาแก๊สในการสกัด ก็อาจไวไฟ เสี่ยงได้รับอันตราย การใช้โรงเรือนแบบปิด ก็ได้รับอันตรายจากการสูดดูม ไอระเหยของกัญชา ที่ตลบอบอวน ทำให้เกิดอาการมึนเมาได้

ยาเสพติดให้โทษแบ่งออกเป็น 5 ประเภท

ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน, แอมเฟตามีน ,แมทแอมเฟตามีน, เอ็กซ์ตาซี และแอลเอสดี

ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน, โคคาอีน, โคเดอีน และฝิ่นยา

ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยา และมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย คือ ยารักษาโรคที่มียาเสพติด ประเภท 2 เป็นส่วนประกอบอยู่ในสูตร เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสีย

ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือประเภท 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ และอาเซติลคลอไรด์

ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดการกระทำความผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับกัญชา ดังนี้

1) ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะได้อนุญาต โดยการเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเป็นราย ๆ ไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

2) ห้ามมิให้ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือในประเภท 5

ข้อหาและโทษทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับกัญชา

1) ผลิต นำเข้า หรือส่งออก มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,500,000 บาท (มาตรา 75 วรรค 1)

2) จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
– จำนวนไม่ถึง 10 กิโลกรัม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 76/1 วรรค 1)
– จำนวนตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 1,500,000 บาท (มาตรา 76/1 วรรค 2)

3) ครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 76 วรรค 1)

4) เสพ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 92 วรรค 1)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก กลุ่มสื่อสารเชิงกลยุทธ์ สำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

‘บล.โกลเบล็ก’ มองหุ้นไทยพักฐาน ก่อนหยุดยาวสงกรานต์ แนะลงทุน หุ้นท่องเที่ยว –หุ้นเข้าคำนวณ MSCI

บล.โกลเบล็ก ระบุหุ้นไทยจับตาหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ และสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ สามารถจัดตั้งรัฐบาล แม้ปัจจัยบวกราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากซัพพลายที่ลดลง และ MSCI ได้มีการปรับเกณฑ์ในการทำ NVDR เข้าคำนวณน้ำหนักตลาดหุ้นไทยที่เป็นตลาด Emerging Market ทำให้น้ำหนัก ลงทุนเพิ่มเป็น 3% เป็น 2.5% มีผลเดือนพฤษคม ให้กรอบดัชนี 1,640 – 1,665 จุด แนะนำลงทุนหุ้นท่องเที่ยว และหุ้นเข้าคำนวณ MSCI ส่วนราคาทองคำผันผวนต่อเนื่อง เพราะใกล้วันหยุดยาว ให้กรอบการเคลื่อนไหว 1,280-1,310 ดอลลาร์

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยก่อนหยุดยาวมองว่าได้อานิสงส์จากการการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน จากซัพพลายลดลง เนื่องจากการลดกำลังผลิตของกลุ่ม OPEC และสถานการณ์การสู้รบในลิเบีย รวมทั้งการที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2562 ส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน

อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มดี โดนสหพันธ์พลาธิการและการจัดซื้อของจีน (CFLP) ระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตในเอเชียในเดือน มีนาคม ดีดตัวขึ้น หลังลดลงติดต่อกัน 6 เดือน โดยได้แรงหนุนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนที่ปรับขึ้นจากยอดสั่งซื้อและการผลิตที่ขยายตัวขึ้น และรายงานว่าเศรษฐกิจทั่วโลกไม่มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากธนาคารกลางประเทศใหญ่หลายแห่งชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมทั้ง MSCI ได้มีการปรับเกณฑ์ในการทำ NVDR เข้าคำนวณน้ำหนักตลาดหุ้นไทยที่เป็นตลาด Emerging Market ทำให้น้ำหนักลงทุนเพิ่มเป็น 3% เป็น 2.5% มีผลเดือนพฤษคมที่จะถึงนี้

ส่วนปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการลงทุนนั้น มองว่าการชะลอการลงทุน เนื่องจากใกล้ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเบาบาง ประกอบกับปัจจัยการเมืองยังไม่ชัดเจน ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หลายคนไม่เข้าใจสูตรคำนวณ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

นอกจากนี้แนะนำติดตามปัจจัยที่ต้องจับตา โดยในวันที่ 11 เม.ย. จีน เปิดเผย อัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค. ดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) เดือนมี.ค. และยอดขายรถเดือนมี.ค. สหรัฐฯ เปิดเผย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) เดือนมี.ค. วันที่ 12 – 19 เม.ย. หุ้นกลุ่มธนาคารรายงานงบการเงินงวดไตรมาส 1/2562 และ วันที่ 12 เม.ย. จีน เปิดเผยยอดนำเข้า ส่งออก และดุลการค้าและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนมี.ค. สหรัฐ เปิดเผยราคานำเข้าและส่งออกเดือนมี.ค. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย. ส่วนวันที่ 15 เม.ย. สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนเม.ย.จากเฟดนิวยอร์ก

ด้านนายสรรพกัณฑ์ ปัมทบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนในกรอบแคบเนื่องจากใกล้ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ คาดดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,640 – 1,665 จุด จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ชู AOT, CENTEL, ERW ซึ่งได้ประโยชน์จาก Free Visa on Arrival ที่อาจขยายระยะเวลาเพิ่มเติม หุ้นเข้าใหม่คำนวณในดัชนี MSCI-EM ชู CENTEL, RATCH, INTUCH, DTAC หุ้นที่มีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักลงทุน ชู SCC, EGCO, CPN, LH, TU, BANPU, BH, BBL, BDMS และ KBANK และหุ้นที่ผลสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) แนะนำ ได้แก่ AOT, BBL, CPALL, SCC และ STEC

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองคำสวิงบีบแคบลง เรื่อย ๆ ล่าสุดมองกรอบระหว่าง 1,280-1,310 ดอลลาร์ ซึ่งมีโอกาสจะ breakout ได้ทุกเมื่อ นักลงทุนที่มีสถานะถือครองทองคำหรือสัญญาล่วงหน้าควรระมัดระวังและจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคาดการณ์ระยะเวลามีแนวโน้มที่ความผันผวนจะสูงขึ้นในช่วงสงกรานต์หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่แกว่งแคบลงระหว่าง 31.8-32.0 บาทต่อดอลลาร์ ยังคงมองว่าจะอยู่ในกรอบดังกล่าวต่อไป และคาดว่าจะไม่มีผลต่อราคาทองคำในประเทศ