‘การเงินธนาคาร’ เผยผลจัดอันดับ ‘ธนาคารกรุงเทพ’ ครองแชมป์ ธนาคารแห่งปี 2562

วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนเมษายน 2562 ประกาศผลการจัดอันดับ ธนาคารแห่งปี 2562 หรือ Bank of the Year 2019 โดยใช้ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง ในรอบปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2561 มาพิจารณาจัดอันดับ ปรากฏว่า ธนาคารกรุงเทพ ได้ครองแชมป์ธนาคารแห่งปี 2562

โดยธนาคารกรุงเทพสร้างกำไรสุทธิได้สูงเป็นอันดับ 3 ของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 35,329.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,321.26 ล้านบาท หรือ 7.03% จากปี 2560 และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงเป็นอันดับ 1 ที่ 18.51 บาท

นอกจากนี้ ยังเน้นการมีเสถียรภาพและความมั่นคงโดยตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 147,588.43 ล้านบาท คิดเป็น 7.08% ของสินเชื่อรวม สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของระบบธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) 17.96% แบ่งเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่ระดับ 16.43% และเงินกองทุนขั้นที่ 2 ที่ระดับ 1.53%

อันดับ 2 ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย โดยมีรายได้รวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ถึง 182,231.62 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสูงเป็นอันดับ 2 รวม 38,459.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,120.87 ล้าบาท หรือ 12% ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 3,155,090.81 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 16.07 บาท และมูลค่าหุ้นทางบัญชี 154.82 บาท สูงเป็นอัน 2 ของระบบธนาคารพาณิชย์

อันดับ 3 ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมีกำไรสุทธิ 40,067.56 ล้านบาท ลดลง 3,084.34 ล้านบาท หรือ 7.15% และมีสินทรัพย์รวม 3,187,339.62 ล้านบาทสูงสุดเป็นอันดับ 1

อันดับ 4 ธ.ทิสโก้ อันดับ 5 ธ.ธนชาต อันดับ 6 ธ.กรุงไทย อันดับ 7 ธ.กรุงศรีอยุธยา อันดับ 8 ธ.เกียรตินาคิน อันดับ 9 ธ.ทหารไทย อันดับ 10 ธ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ อันดับ 11 ธ.ไอซีบีซี (ไทย) อันดับ 12 ธ.ยูโอบี อันดับ 13 ธ.ไทยเครดิตเพื่อรายย่อย และ อันดับ 14 ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย

FAQ : ตอบทุกข้อสงสัย ‘เลือกตั้งอินเดีย’ ใช้งบเท่าไร ทำไมบัตรเสียจึงเป็น ‘ศูนย์’

ไขทุกข้อสงสัยการ ‘เลือกตั้ง’ สุดไฮเทคในอินเดีย

เรื่องโดย..ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ

ขณะนี้ได้เข้าสู่ช่วงเทศกาลการเลือกตั้งในอินเดียแล้ว ซึ่งอินเดียถือเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยการเลือกตั้งอินเดียนั้น ถือได้ว่าเป็นประเพณีแห่งประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่ประชาชนชาวอินเดียต่างตั้งตารอ

นอกเหนือจากสีสันการเลือกตั้งที่สุดครึกครื้นในอินเดียแล้ว อินเดียยังเป็นประเทศที่หลายคนขนานนามว่า เป็นประเทศทรงอิทธิพลทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งได้นำเอาระบบดิจิตอลต่าง ๆ มาใช้ในกระบวนการการเลือกตั้ง ทั้งในระหว่างการลงคะแนนเสียง รวมไปถึงการนับคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละขั้นตอนนั้น ก็มีกระบวนการที่รัดกุม ประชาชนสามารถตรวจสอบไปจนถึงการร้องเรียนได้อย่างเต็มที่

สีสันการ ‘เลือกตั้งอินเดีย’

นอกจากการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้งในประเทศตนเองแล้ว อินเดียยังขยายอำนาจทางด้านประชาธิปไตยและความเป็นมหาอำนาจทางด้านไอที ส่งต่อระบบการเลือกตั้งของตนอง ไปยังการเลือกตั้งในประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศอีกด้วย

ซึ่งรูปแบบการ ‘เลือกตั้งอินเดีย’ จะเป็นเช่นไรนั้นวันนี้ทีมข่าว MThai News ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเดียศึกษา ที่จะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งของอินเดีย ทั้งในด้านงบประมาณ และข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งในอินเดีย รวมถึงรูปแบบการหาเสียงที่มีความแตกต่างจากการหาเสียงในประเทศไทยในหลายมิติ

ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ
ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเดียศึกษา

ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการสรรหาผู้แทนประชาชนจำนวน 543 คน และอีก 2 คนมาจากการแต่งตั้งโดยนาย ราม ณัฐ โกวินทร์ประธานาธิบดีแห่งอินเดีย โดยใช้เจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ จำนวน 10 ล้านคน ในการดำเนินการการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครจำนวนกว่า 8,300 คน ที่มาจากพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่า 450 พรรค

อย่างไรก็ตามอินเดียถือเป็นประเทศที่มีการจัดการเลือกตั้งใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีจำนวนประชากรกว่า 1,345 ล้านคน เป็นรองแค่ประเทศจีนที่มีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้การเลือกตั้งในอินเดียครั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดในโลกกว่า 900 ล้านคน โดยจะมีการจัดวันเลือกตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน-19 พฤษภาคม 2562 ซึ่งกินเวลายาวนานข้ามเดือน

ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจถึงระบบการเลือกตั้งของอินเดีย ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทันสมัย และการนับคะแนนที่รวดเร็วโดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 วัน ประชาชนก็จะทราบผลและรู้ทันทีว่าใครจะมาเป็นผู้แทนทั้ง 543 คน

  • นานาคำถามเรื่อง ‘เครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์’

หากใครติดตามระบบการเลือกตั้งในอินเดีย จะทราบดีว่า อินเดียไม่ได้ใช้ระบบบัตรเลือกตั้งดังเช่นในประเทศไทย แต่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเลือกตั้ง โดย กกต.อินเดียได้พัฒนาเครื่องมือร่วมกับบริษัท Bharat Electronics ก่อนที่ประกาศใช้เครื่องมือเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electornic Voting Machine (EVM) อย่างเป็นทางการในปี 1999 เพื่อจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

สำหรับการเลือกตั้งระดับประเทศในอินเดียจะมีการจัดเลือกตั้งทุก ๆ 5 ปี และประกอบด้วยหน่วยเลือกตั้งราว ๆ 1 ล้านหน่วย เนื่องจากจำนวนประชากรที่มาก และขนาดประเทศที่ใหญ่ โดยเครื่อง Electornic Voting Machine (EVM) ที่อินเดียผลิตขึ้นเองนั้นมีราคาเครื่องละ 8,000-17,000 บาท จะใช้หน่วยละ 2 เครื่อง ซึ่งเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องที่ใช้งานจริง และอีกเครื่องหนึ่งจะใช้สำรองกรณีที่เครื่องจริงมีปัญหา โดยข้อมูลในการเลือกตั้งจะยังอยู่แต่เปลี่ยนถ่ายข้อมูลผ่าน Memory Card

Q : เครื่องเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตมาใช้ในการเลือกตั้งนั้นคุ้มค่าหรือไม่ ?
A : คุ้มค่าเพราะการเลือกตั้งในอินเดียไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้งในระดับประเทศเท่านั้น แต่มีการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่มาของสภาท้องถิ่น 31 สภา ซึ่งในแต่ละปี อินเดียอาจจะมีการเลือกตั้งถึง 6 ครั้ง ซึ่งเครื่องมือที่ผลิตออกมาเองนั้นจะถูกใช้งานไปอย่างคุ้มค่าแน่นอน

เลือกตั้งอินเดีย
เครื่องเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์

Q : ทำไม ‘บัตรเสีย’ ในอินเดียจึงเป็นศูนย์
A : เครื่อง Electornic Voting Machine (EVM) ใช้ระบบการกดโหวต ประชาชนผู้มีสิทธิ์ จะลงคะแนนโดยกดปุ่มสีฟ้าบนแผงเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ ข้างหมายเลขและชื่อผู้สมัคร และสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ตนเองต้องการได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีโอกาสกดใหม่ จึงไม่มีความผิดพลาดเหมือนการกากบาทในบัตรเลือกตั้งในไทย

Q : ใบสำคัญเพื่อเป็นหลักฐานให้ผู้ลงคะแนนตรวจสอบที่ปริ๊นออกมานั้น จะใช้เป็นหลักฐานในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่
A : ใบที่ปริ๊นออกมานั้น จะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่ผู้ใช้สิทธิ์จะไม่มีสิทธิ์เก็บใบสำคัญนี้ไว้กับตัว กระดาษใบนี้มีเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบว่าผู้สมัครที่ตนตั้งใจจะเลือก ตรงกับผู้สมัครที่ตนเองกดปุ่มไปหรือไม่ (เปิดเผยต่อสาธารณะชนต่อเมื่อมีการร้องเรียนเท่านั้น)

ข้อดีของการใช้ เครื่อง Electornic Voting Machine (EVM) หรือ การเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์

  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งใช้งบประมาณมากกว่าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ประหยัดเวลา ลดกำลังคนในการขนส่งบัตรเลือกตั้งไปยังหน่วยต่าง ๆ ทั้งขาไปและกลับ
  • บัตรเสียเป็น ‘ศูนย์’
  • อินเดียมีภาษาท้องถิ่นกว่า 1,500 ภาษา หากต้องจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบกระดาษตามภาษาท้องถิ่นของอินเดียจะมีขั้นตอนความยุ่งยากมากกว่า แต่เครื่อง EVM นั้นตอบโจทย์ต่อประชาชนผู้มีสิทธิ์ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ และฮินดี แต่จะเข้าใจได้จากสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง
  • ประหยัดเวลาในการนับคะแนน เพราะใช้ระบบการนับประมวลผลแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง แต่หากใช้บัตรเลือกตั้งแบบกระดาษ อาจต้องใช้เวลาถึง 30-40 ชั่วโมง
  • มีระบบป้องกันไฟไหม้ น้ำท่วม มีคนเฝ้าตลอดเวลา หลังปิดโหวต
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกำลังกดปุ่มบนเครื่อง EVM

ทั้งนี้ กกต. และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง จะติดตั้งเครื่องมือเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วนคือ แผงเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ และ หน่วยควบคุมซึ่งเก็บบันทึกข้อมูล โดยเครื่องมือนี้มีแบตเตอรี่ในตัวทำให้ไม่ประสบปัญหาหากมีข้อขัดข้องจากระบบไฟฟ้า อีกทั้งยังเก็บข้อมูลโดยไม่เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ไวไฟ หรือบลูทูธใดๆ เพื่อป้องกันการทุจริต

ข้อเสียของการใช้ เครื่อง Electornic Voting Machine (EVM) หรือ การเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์

  • ผู้ใช้สิทธิ์มีโอกาสกดปุ่มเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีโอกาสกดเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดจากตัวผู้ใช้สิทธิ์เอง ผู้ใช้สิทธิ์จะไม่สามารถแก้ไขใด ๆ ได้
  • เครื่องเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์มีความเสี่ยงต่อความผิดพลาดทางเทคนิคได้
  • ครั้งหนึ่งเคยมีนักวิจัยร้องเรียนต่อศาลว่าเครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์อาจมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตได้ ซึ่งในครั้งนั้นศาลก็เห็นชอบว่าอาจเกิดการทุจริตได้จริง ๆ จึงมีการออกคำสั่งให้ กกต. ปรับปรุงระบบ
ขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้งในอินเดียเมื่อปี 2009
  • ขั้นตอนการเลือกตั้งอินเดียฉบับย่อ

1.ลงทะเบียนเลือกตั้ง
2.ตรวจสอบสิทธิ์และแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่
3.เดินเข้าสู่คูหา
4.กดปุ่มสีฟ้าบนแผงเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ ข้างหมายเลข ชื่อผู้สมัคร และสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ตนเองต้องการได้เพียงหนึ่งครั้ง
5.ผู้ใช้สิทธิ์รอ 7 วินาที จะมีกระดาษสำคัญที่ยืนยันการลงคะแนนเสียงให้ผู้ใช้สิทธิ์ตรวจดูว่าตรงกับผู้สมัครที่ตนตั้งใจจะเลือกหรือไม่
6.เมื่อถึงเวลาปิดคูหา เจ้าหน้าที่จะกดปุ่ม ‘Close’ เพื่อเป็นการปิดคูหา (เทียบได้กับการปิดหีบ)
7. เจ้าหน้าที่จัดส่งอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ไปเก็บรักษายังศูนย์นับคะแนนเลือกตั้ง เพื่อรอการนับคะแนนในวันประกาศผล

  • สีสันการหาเสียงแบบภารตะ ความเป็นไปได้ในการทุจริต

Q : อินเดียมีการทุจริตเลือกตั้งหรือไม่
A : ในด้านการซื้อเสียงขายเสียง แทบไม่มีช่องว่างให้ตรวจสอบได้ว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกดเลือกใคร ส่วนระบบการรักษาความปลอดภัย ก็ค่อนข้างรัดกุมพอสมคาร แต่มีผู้ร้องเรียนถึงช่องว่างให้เกิดการทุจริตอยู่เรื่อย ๆ นับตั้งแต่นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในปี 1999

นายนเรนทราโมดี ขึ้นรถแห่หาเสียงในนครพาราณสี ท่ามกลางคลื่นผู้สนับสนุนจำนวนมากที่มารอต้อนรับ

การเลือกตั้งในอินเดีย เปรียบได้กับประเพณี หรือเทศกาลประชาธิปไตยสุดยิ่งใหญ่ ในช่วงการเลือกตั้ง จะมีเงินสะพัดในประเทศอย่างมาก ซึ่งอินเดียนั้นมีรูปแบบประชาธิปไตยแบบตะวันออก ที่ผู้สมัครมักจะมีของ อาทิ เงิน ทอง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ไปจนถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาแจกจ่ายแก่ประชาชน และบางครั้งอาจมีการจัดงานต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงอาหารผู้คน รวมไปถึงการจัดแคมเปญ หรืองานใหญ่ ๆ ที่มีลักษณะคล้ายงานวัด งานดนตรี สร้างความบันเทิงแก่ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ในมุมมองของ ดร.ปิยณัฐ ให้ความเห็นว่า ในอินเดียนั้นในทางสังคมไม่ได้ถือว่า การที่ผู้สมัครในอินเดียมอบสิ่งของให้ประชาชนเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพราะการจัดงาน หรือแจกของนั้นแทบจะไม่ส่งผลต่อการเลือกตั้งใด ๆ เนื่องจากคูหาเลือกตั้งเป็นพื้นที่เฉพาะตัว และแทบไม่มีช่องว่างให้ตรวจสอบ หรือเป็นหลักฐานได้เลยว่าผู้มีสิทธิ์จะเลือกใคร ซึ่งประชาชนมีเสรีในการเลือกผู้สมัครตามความต้องการของตนเอง

  • ระบบป้องกันการทุจริตในแต่ละขั้นตอน

ก่อนการเลือกตั้ง วิศวกรจะนำเครื่องเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ มาทดลองใช้ต่อหน้าสาธารณะชน สื่อมวลชน และผู้สมัครจากพรรคต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าใช้งานได้จริง โดยแต่ละหน่วยมีเครื่องสำรองในกรณีเครื่องเสีย ซึ่งใช้การถ่ายโอนข้อมูลการลงคะแนนเสียงจากเครื่องจริง มาเครื่องสำรองด้วย Memory Card โดยการเก็บข้อมูลการเลือกตั้งสามารถตรวจสอบย้อนหลังนาน 15 ปี

จากกรณีที่การเลือกตั้งในอินเดียใช้เวลาในการลงคะแนนเสียงยาวนานข้ามเดือน และแบ่งเป็นหลายรอบ เพื่อรองรับจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก จึงเกิดคำถามว่า การเก็บเสียงคะแนนเลือกตั้งไว้เป็นเวลานานเพื่อรอนับคะแนนพร้อมกันเช่นนั้น จะมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตหรือไม่

Q : จะมีการทุจริตระหว่างรอนับคะแนนหรือไม่ ?
A : หลังจากการกดปุ่ม ‘Close’ เพื่อปิดคูหา กกต.อินเดียจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่แต่ละรัฐ นำเครื่องเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ไปเก็บไว้ในห้อง Strong Rooms ที่มีทางเข้าออกแค่ 1 ประตูควบคุมการเข้าออกที่มีระบบล็อก 2 ระดับ (Double Lock)สามารถป้องกันไฟไหม้ น้ำท่วม และมีการจัดเวรเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งปิดเครื่องลงคะแนนอิเลกทรอนิกส์ ก่อนจะทำการ ‘seal’ และนำไปเก็บรักษาในห้อง Strong Rooms

โดยขั้นตอนก่อนเคลื่อนย้ายเครื่องเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ไปยังห้อง Strong Rooms จะมีการลงชื่อผู้สมัครแต่ละพรรคลงบนกล่อง ก่อนจะ ‘Seal’  ปิดเครื่องอย่างแน่นหนา ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเครื่อง หรือมีความผิดปกติ ในวันนับคะแนน ผู้สมัครจะสามารถจดจำได้เลยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

นอกจากนี้ในการรักษาความปลอดภัยระหว่างรอนับคะแนนเลือกตั้งอินเดียในวันที่ 23 พ.ค. นั้นจะมี 3 หน่วยงานในการร่วมกันกำกับดูแลได้แก่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการ ซึ่งเพิ่มความรัดกุม และถ่วงดุลกันเพื่อป้องกันการร่วมมือกันทุจริต

  • งบประมาณการเลือกตั้ง

อินเดียถือเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งมากที่สุดในโลก รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ที่ใช้งบประมาณมากที่สุดเป็นอันดับ 2 โดยคาดว่าในปี 2019 อินเดียจะใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 220,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2014 ที่อินเดียใช้งบประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 160,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากที่แคมเปญการเลือกตั้งเข้าถึงพื้นที่ที่ห่างไกลมากขึ้นรวมถึงค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป

เลือกตั้งอินเดีย
บรรยากาศการเลือกตั้งในอินเดียเมื่อปี 2014

Q : กกต.อินเดีย ใช้งบประมาณในการเลือกตั้งเท่าไร
A : จากงบของ กกต.อินเดียที่ใช้จัดการเลือกตั้ง ไม่รวมงบในส่วนอื่น ๆ
จะใช้งบประมาณ 2,616 ล้านรูปี หรือราว หรือ 1,300 ล้านบาท

เมื่อกล่าวถึงงบประมาณในการเลือกตั้งอินเดียนั้น ต้องใช้งบประมาณมากมายมหาศาล ในการบริหารจัดการการขนส่งเครื่องมืออุปกรณ์ไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลของอินเดีย อาทิเช่น การเดินทางนำเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการเลือกตั้งไปยังเทือกเขาหิมาลัย โดยอาจารย์ปิยณัฐเผยว่า บางที่ในอินเดียยากต่อการเข้าถึง ทำให้ผู้จัดเลือกตั้งต้องใช้ช้างขนส่งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ละครั้ง

Q :อินเดียใช้งบประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งครั้งนี้เท่าไร ?
A :52,000 ล้านรูปีหรือราว 24,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งใช้ไปกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทั้งช่องทางอิเล็กโทรนิกส์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อรูปแบบอื่นๆ

การเลือกตั้งในเมืองกูวาฮาติ เมื่อปี 2009

Q :หน่วยเลือกตั้งที่อินเดียมีการใช้ลังกระดาษในคูหาหรือไม่
A :ที่อินเดียมีการใช้ลังกระดาษในคูหาเลือกตั้งเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ลงคะแนนเสียง ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2009 และปี 2014 ปรากฏภาพการใช้ลังกระดาษในคูหาโดยทั่วไป

  • ขั้นตอนการนับคะแนนที่เสร็จสิ้นในเวลาเพียง 1 วัน !!

ก่อนอื่นศูนย์การนับคะแนนจะตรวจสอบอุปกรณ์เลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 7.00 น. ก่อนที่จะทำการกดปุ่มประมวลผลเพื่อนับคะแนนโดยระบบคอมพิวเตอร์ ต่อหน้าสื่อมวลชน ผู้สมัคร และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ โดยแบ่งการประมวลผลเป็น 10-15 รอบ โดยในแต่ละรอบจะเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์สอบถามหรือร้องขอให้มีการตรวจสอบกับใบสำคัญเพื่อยืนยันความถูกต้อง

การนับคะแนนทั่วประเทศจะแล้วเสร็จในเวลาไม่เกิน 13.00 น. (ราว 5-6 ชั่วโมงหลังเริ่มนับคะแนน) จากนั้นกกต. จะประกาศผลการเลือกตั้ง และทราบผลผู้แทนทั้งหมด 543 คนในทันทีและประกาศพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสูงสุดในรัฐสภาเพื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’

  • ความเท่าเทียมในระบบประชาธิปไตยในอินเดีย

แม้อินเดียจะเป็นประเทศหนึ่ง ที่ในสังคม ยังมีการใช้ระบบวรรณะในการปฏิบัติต่อบุคคล แต่ระบบวรรณะ และศาสนา ไม่มีผลต่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอินเดีย ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หรืออยู่ในวรรณะไหน หรือมีเพศสภาพแบบใด สิทธิ์ของประชาชนในการเลือกตั้งจะขึ้นอยู่กับว่า บุคคลนั้นอายุถึงเกณฑ์หรือไม่ เพราะแม้แต่การลงมติเลือกประธานาธิบดีอินเดียที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมปี 2017 นั้น สองผู้ท้าชิงต่างมาจากวรรณะ ‘จัณฑาล’ เช่นเดียวกัน

เลือกตั้งอินเดีย
หญิงชาวมุสลิม กำลังเดินออกจากคูหา หลังลงคะแนนเสียงผ่านเครื่องเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์

หลังจากนั้นอินเดียก็ได้นายราม ณัฐ โกวินทร์ ที่มาจากวรรณะ “จัณฑาล” มาเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย แม้ประธานาธิบดีจะเป็นเพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนในฐานะประมุขของประเทศผู้ใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ผ่านการปฏิบัติงานของรัฐบาล รัฐสภา และศาลยุติธรรม

จากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอินเดีย ที่มีผู้ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศที่มาจากวรรณะจัณฑาล มีความพยายามปลูกฝังหลักความเสมอภาคของมนุษย์ในระบบประชาธิปไตยของอินเดียไว้อย่างชัดเจน

อินเดียมหาอำนาจทางเทคโนโลยี และมหาอำนาจทางประชาธิปไตย

สืบเนื่องจากอินเดียแบ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น 29 รัฐ แต่ละรัฐสามารถเลือกรัฐบาลของตนเอง และมีอำนาจในการกำหนดแนวทางของตนเองได้ ซึ่งแต่ละรัฐพยายามแข่งขันกันในด้านต่าง ๆ ส่วนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เริ่มต้นจากรัฐกรณาฏกะรัฐที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของประเทศอินเดีย เป็นรัฐแรกที่พยายามชูความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีความพยายามในการสร้างศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้นรัฐเพื่อนบ้านอย่างรัฐเกรละมองเห็นโมเดลความสำเร็จจากรัฐกรณาฏกะ จึงเปลี่ยนเมืองต่าง ๆ ในรัฐของตัวเองให้กลายเป็น ‘ไฮเทค ซิตี้’ เช่นกัน

จากการแข่งขันกันเพื่อเป็นรัฐที่เจริญก้าวหน้านั้น ถือเป็นข้อดีของการกระจายอำนาจไปสู่รัฐบาลท้องถิ่นของอินเดียส่งผลให้ความไฮเทคของอินเดียนั้น กลายมาเป็น Soft Power หรืออำนาจละมุนในการขยายอำนาจทางด้านเทคโนโลยีและอำนาจทางประชาธิปไตยไปพร้อม ๆ กันด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

การเลือกตั้งภูฏาน
การเลือกตั้งในภูฏาน
  • อินเดียเชิญประเทศต่าง ๆ ไปศึกษาความเจริญก้าวหน้าทางไอที
  • ติดตั้งระบบศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประเทศกำลังพัฒนา
  • อินเดียมอบ หรือขายเครื่องเลือกตั้งแบบอิเล็กโทรนิกส์ที่ผลิตเองในราคาถูกไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างภูาน เนปาล แอฟริกา พร้อมถ่ายทอดความรู้ในการใช้งานให้ประเทศเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่อินเดียใช้เสริมความเป็นประชาธิปไตยผ่านนโยบายทางการทูต ทั้งยังเป็นการประกาศให้โลกรู้ถึงความสามารถในการเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีไปพร้อม ๆ กัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบ ‘เลือกตั้งอินเดีย’ กกต. มั่นใจ 900 ล้านเสียง
นับคะแนนเสร็จสิ้นภายใน 1 วัน

บทความโดย ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเดียศึกษา

ปิยบุตรเผย! จากหมายเรียกพยานของตน ตอนนี้กลายเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา

ปิยบุตร เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เผย! จากหมายเรียกพยานของตน ตอนนี้กลายเป็นหมายเรียกผู้ต้องหาแล้ว จากปมอ่านแถลงการณ์กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ

จากกรณีที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายคณะรักษาชาติสงบแห่งชาติ (คสช.)  ได้แจ้งความเอาผิด นายปิยบุตร เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กรณีอ่านแถลงการณ์กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งเจ้าตัวอ่านแถลงการณ์ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2562

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2562 เวลา 12.31 น. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เป็นภาพหมายเรียกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมเขียนอธิบายว่า ได้รับหมายเรียกให้ไปเป็นพยาน โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งได้ให้นายปิยบุตรไปพบที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2562 เวลา 13.00 น. แต่เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระทันหัน เจ้าตัวระบุว่า ได้ให้ทนายความไปแจ้งพนักงานสอบสวนขอเลื่อนนัด

ล่าสุดวันนี้ 9 เม.ย. 2562 เวลา 16.40 น.นายปิยบุตร ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า ขณะนี้หมายเรียกดังกล่าว จากหมายเรียกพยาน กลายเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา

โดยนายปิยบุตรได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ผมได้รับ “หมายเรียกพยาน” จากกรณีอ่านคำแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่กรณีการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ให้ไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันเดียวกันกับวันที่ได้รับหมาย ทำให้ผมไม่สามารถเดินทางไปได้ตามกำหนด จึงได้ให้ทนายความขอเลื่อนการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจออกไป

มาวันนี้ “หมายเรียกพยาน” ดังกล่าวได้กลายเป็น “หมายเรียกผู้ต้องหา” แทนแล้ว พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ รับมอบอำนาจจาก คสช. ไปร้องทุกข์กล่าวโทษผมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดอาญา 2 ฐาน ได้แก่

1. ดูหมิ่นศาล

2. นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยน่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือเกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์

โดยหมายเรียกผู้ต้องหาออกวันที่ 5 เมษายน 2562 (สองวันให้หลังจากวันที่ผมได้รับหมายเรียกพยานและขอเลื่อนนัด) และให้ผมไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 9 เมษายน 2562

เนื่องจากผมเดินทางมาเยี่ยมภรรยาที่ต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน จึงไม่สามารถไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ และผมได้ให้ทนายความขอเลื่อนนัดเป็นวันที่ 17 เมษายนแทนแล้ว

ผมยืนยันว่า วันที่ 17 เมษายนนี้ ผมจะเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ปอท. แน่นอน ผมมั่นใจว่าในแถลงการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ที่ผมอ่านนั้น ไม่มีข้อความใดที่เข้าข่ายความผิดตามที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ และ คสช. กล่าวหา