นายกฯ เตรียมยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ไม่มีความจำเป็น

นายกฯ เผย เตรียมยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ไม่มีความจำเป็น ขณะที่กรณีชงให้เลือกตั้งเป็นโมฆะขออย่ายึดแต่ความต้องการ

วันนี้ (30 เมษายน 2562) เวลา 14.15 น. ณ บริเวณห้องโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเตรียมการรักษาความปลอดภัยช่วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่าได้มีการเตรียมความพร้อมทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนการพิจารณายกเลิกคำสั่งและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาตินั้น ได้ให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาดูรายละเอียด โดยจะให้ยกเลิกกฎหมายที่ได้มีการปฏิบัติไปแล้ว และไม่มีความจำเป็น ซึ่งมีกฎหมายปกติอยู่แล้วก็ให้ยกเลิกไป ในส่วนของกฎหมายที่มีความจำเป็นต้องใช้อยู่ ได้ให้หน่วยงานไปปรับปรุงเป็นกฎหมายปกติต่อไป

ส่วนการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาว่า อยู่ในขั้นตอนการคัดเลือก และตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการคัดสรร ขอให้เชื่อมั่นกระบวนการคัดสรรและอย่าเป็นกังวลในเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีทั้งอดีตข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ทั้งนี้ ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

ส่วนการการยื่นการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ขออย่ายึดแต่ความต้องการ ความถูกต้องของตัวเองเป็นหลัก ต้องนำกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมมาประกอบการพิจารณา โดยขอให้ทุกคนช่วยกันและคำนึงถึงสถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อให้ประเทศชาติมีความสงบสุข

สรุป มาตรการพยุงเศรษฐกิจ กลางปี 2562 ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภาษี หลัง ครม. เห็นชอบ

ครม. แถลงภายหลังการประชุมวันที่ 30 เม.ย. ว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุด ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ที่ผ่านมา พบว่ามีสัญญาณที่เริ่มแผ่วตัวลง มีสาเหตุหลักจากเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศอยู่ในภาวะที่ทรงตัว ประกอบกับในระยะนี้อยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน

นอกจากนี้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ได้ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มของผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น วันนี้กระทรวงการคลังจึงได้เสนอ มาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562 โดยที่แบ่งเป็นมาตรการ 2 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกัน

มาตรการกลุ่มแรก การพยุงเศรษฐกิจผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

มาตรการที่ 1 เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ
เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่เป็นผู้คนพิการ ให้ได้รับเบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนเงิน 200 บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกันยายน โดยจะต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตร
ประจำตัวคนพิการเท่านั้น และสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ หรือถอนเงินสดจากตู้ ATM ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้ มีคนพิการจำนวนประมาณ
1,160,000 คน และจะใช้งบประมาณ ประมาณ 1,160 ล้านบาท

มาตรการที่ 2 บรรเทาภาระค่าครองชีพให้เกษตรกร
สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และปัจจัยการผลิตอื่น เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อคน โดยรับครั้งเดียว ซึ่งผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ หรือถอนเงินสดจากตู้
ATM คาดว่าจะใช้งบประมาณ ประมาณ 4,100 ล้านบาท โดยมีเกษตรกรประมาณ 4,100,000 คน

มาตรการที่ 3 บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ช่วงเปิดเทอม
เพื่อช่วยเหลือค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การศึกษาช่วงเปิดปีการศึกษา เพิ่มขึ้นจากการช่วยเหลือของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่แล้ว เป็นจำนวน 500 บาท ต่อบุตร 1 คน โดยได้รับครั้งเดียว โดยจะให้สิทธิตามจำนวนบุตร
ผ่านแม่หรือพ่อที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ หรือถอนเงินสดจากตู้ ATM ตามฐานข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ มีจำนวนบุตรประมาณ 2,700,000 คน
ใช้งบประมาณ 1,350 ล้านบาท

มาตรการที่ 4 พยุงการบริโภคของผู้มีรายได้น้อย
เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย และรักษากำลังซื้อของเศรษฐกิจฐานราก โดยจะเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ทั้งในร้านธงฟ้าประชารัฐ และผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ เป็นเงิน 500 บาท ต่อคน
ต่อเดือน เท่ากันทุกคน จากเดิมบางคนได้ 300 บางคนได้ 200 ก็จะเพิ่มให้เป็น 500 เท่ากัน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 6,600 ล้านบาท

ซึ่ง 3 มาตรการแรก คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินได้ ภายในกลางเดือนพฤษภาคม คือภายในวันที่ 15 ส่วนมาตรการที่ 4 จะสามารถเบิกเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562

มาตรการกลุ่มที่ 2 เป็นมาตรการภาษีเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562

มาตรการที่ 1 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย
โดยจะให้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าบริการที่จ่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์จากกรมการท่องเที่ยว และค่าที่พักในสถานพักที่ไม่
เป็นโรงแรมสำหรับการท่องเที่ยวในเมืองหลัก ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท ถ้าเป็นเมืองรอง ไม่เกิน 20,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ คือ 30 เมษายน จนถึง 30 มิถุนายน 2562 คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียราย
ได้ภาษีประมาณ 1,000 ล้านบาท

มาตรการที่ 2 มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าเกี่ยวกับการศึกษาและกีฬา
ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30
มิถุนายน 2562 โดยสินค้าเพื่อการศึกษาหมายถึง อุปกรณ์การศึกษา แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจะไม่รวมคอมพิวเตอร์ แท็ตเล็ต แต่รวมเครื่องแต่งกายสำหรับการศึกษา รวมอุปกรณ์กีฬา และเครื่องแต่งกาย
สำหรับการเล่นกีฬา คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 1,500 ล้านบาท

มาตรการที่ 3 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทย
ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อสินค้าโอท็อป ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันนี้ คือ 30 เมษายน จนถึง 30 มิถุนายน
2562 คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 150 ล้านบาท

มาตรการที่ 4 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่าน
ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อหนังสือ และค่าบริการหนังสือที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบุ๊ค ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท (โดยรวมกับค่าซื้อหนังสือตามมาตรการช็อปช่วย
ชาติ 1-15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา) มาตรการนี้ย้อนหลังให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 2,250 ล้านบาท

มาตรการที่ 5 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุด ในอาคารชุดที่มูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ตั้งแต่ 30 เมษายน จนถึงวันที่
31 ธันวาคม 2562 โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ไม่รวมถึงการทำ
สัญญาซื้อขายที่ดินและสัญญาปลูกสร้างอาคารแยกจากกัน คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 1,350 ล้านบาท

มาตรการที่ 6 มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายเป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายลงทุน เพื่อรองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่จ่ายไป ตั้งแต่ 30 เมษายน – 31 ธันวาคม 2562 สำหรับรายจ่ายลงทุนดังต่อไปนี้ เครื่องบันทึกการเก็บเงิน และระบบ POS ซึ่งเชื่อมโยงกับการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาระบบหรือค่าบริการเกี่ยวกับ E-Tax Invoice และ E-Receipt และการพัฒนาระบบหรือค่าบริการ E-Withholding tax คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 2,370 ล้านบาท

ประเมินว่ามาตรการพยุงเศรษฐกิจ ที่ใช้งบประมาณ 13,210 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายจากประชาชนและภาคเอกชน ซึ่งจะผลักดันให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2562 เป็นไปตามที่กระทรวงการคลัง ประมาณไว้ จาก 3.8% เป็น 3.9% หรือเพิ่มขึ้น 0.1%

แม่หลั่งน้ำตา!! ประกาศตามหาลูกชายที่หายไปจากบ้าน 15 ปี

แม่หลั่งน้ำตาประกาศตามหาลูกชาย ที่หายออกจากบ้านไม่ติดต่อกลับมาหาตั้งแต่ปี 2547 เผยหากยังมีชีวิตอยู่ขอให้ติดต่อกลับทางบ้าน

วันที่ 30 เมษายน 2562 นางอารีย์ รอดแก้ว อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 172 หมู่ 6 ต.ท่างิ้ว อ.ห้วยยอด พร้อมด้วยลูกสาวอีก 2 คน ชื่อ นางเพ็ญภักตร์ (เอ๋) และนางกิ่งเทียน (ออม) ซึ่งเป็นแม่ พี่สาว และน้องสาวของนายภาณุพงศ์ รอดแก้ว ถ้ายังมีชีวิตอยู่ขณะนี้อายุ 40 ปี ร่วมกันประกาศตามหาบุคคลตามภาพถ่าย คือ นายภาณุพงศ์ รอดแก้ว (ภาพอุ้มหลาน) ที่ออกจากบ้านไปตั้งแต่ช่วงงานเทศกาลถือศีลกินเจ ปี 2547 รวมประมาณ 15 ปี จนบัดนี้ไม่เคยติดต่อกลับมาหาแม่ และครอบครัว ขณะที่พ่อคือ นายนิยม รอดแก้ว ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อปี 2561 ทำให้ต้องอยู่คนเดียว โดยมีลูกสาว และหลานๆมานอนเป็นเพื่อนในตอนกลางคืน

โดยนางอารีย์ ซึ่งนำภาพถ่ายลูกชายเพียงคนเดียวมาให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมกับประกาศตามหาลูกชายทั้งน้ำตา ด้วยความคิดถึง และเป็นห่วงอย่างที่สุดว่า นายภาณุพงศ์ หรืออูม ลูกชายออกจากบ้านไปตั้งแต่ในช่วงเทศกาลกินเจ ปี 2547 หลังจากลูกชายไปอยู่ จ.ภูเก็ต และกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงเทศกาลกินเจในปีนั้น ซึ่งปกติลูกชายชอบออกจากบ้านไปใช้ชีวิตลำพังในต่างจังหวัดครั้งละนานๆหลายเดือน โดยไม่ค่อยติดต่อกลับบ้าน ทั้ง จ.พัทลุง ,กรุงเทพ,จ.ภูเก็ต ,จ.เพชรบูรณ์ แต่ละครั้งผ่านไปนานหลายเดือน ก็จะโทรศัพท์กลับมาหาสักครั้ง

และบางครั้งครอบครัวทราบจากคนที่รู้จักว่าลูกชายไปทำงานอยู่จังหวัดอะไร ก็จะไปตามให้กลับบ้าน แต่เมื่อกลับมาแล้ว หากคิดจะไปก็ไปอีก ทั้งนี้ หลังสุดในปี 2547 ไปอยู่ จ.ภูเก็ตได้นานประมาณ 5 เดือน ก็โทรศัพท์กลับมาที่บ้าน และกลับมาในช่วงเทศกาลกินเจปีเดียวกัน โดยอยู่บ้านได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อมาวันหนึ่งแม่บอกให้ขับ จยย.ออกไปซื้อของให้ในตลาด อ.ห้วยยอด

เมื่อลูกชายออกไปปรากฏว่านำรถจยย.ไปจอดไว้ที่ สภ.ห้วยยอด ซึ่งน้าเขยเป็นตำรวจ จากนั้นตัวเองก็หายไป จนบัดนี้ไม่เคยติดต่อกลับบ้านมาหาแม่ และครอบครัวอีกเลย ทำให้ครอบครัว โดยเฉพาะแม่ต้องนอนร้องไห้ด้วยความคิดถึง และเป็นห่วง จนขณะนี้มีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้งโรคซึมเศร้า ต้องกินยาจิตเวช สาเหตุเพราะเคยประสบอุบัติเหตุขับรถชนคนตาย และคิดถึงลูกชายอย่างมาก และหลังจากสามี (พ่อของนายภาณุพงศ์เสีย) ก็ได้โรคใหม่มาเพิ่มคือ โรคเบาหวาน และโรคความดัน

นายอารีย์ กล่าวว่า แม่เชื่อว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่ วอนทั้งน้ำตา หากเห็นข่าวก็ขอให้ติดต่อกลับมาหาด้วย โดยแม่บอกว่า ตอนนี้อยากรู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน ปลอดภัย หรือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีชีวิตอยู่แม้จะบอกว่าไม่อยากกลับมาอยู่บ้านก็ไม่เป็นไร แม่ก็จะไม่ขอบังคับ แต่ขอให้ติดต่อกลับเท่านั้น อยากบอกให้ลูกรู้ว่า แม่คิดถึงมาก ถ้าหากว่าอยู่ที่ไหน ก็ให้ติดต่อกลับบ้านหรือว่ากลับมาบ้านให้แม่เห็นหน้าก่อนก็ได้แล้วค่อยกลับไป ถ้าไม่อยากอยู่กับแม่ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้รู้ว่าแม่อยากพบหน้า แม่คิดถึง ตอนนี้พ่อก็เสียชีวิตแล้ว

โดยลูกชายออกจากบ้านไปขณะอายุประมาณ 25 ปี ถ้ายังมีชีวิตอยู่ขณะนี้จะอายุได้ 40 ปี ที่ผ่านมาเขาชอบออกจากบ้านไปใช้ชีวิตตามลำพัง เป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่บอกว่าไปอยู่ไหน ทำงานอะไร เขาเป็นคนขี้น้อยใจ แม่อยากบอกให้เขารู้ว่า ที่เขาน้อยใจนั้นความจริงแล้วแม่รักลูกทุกคน ตอนนี้จะโทรศัพท์มาหาแม่ก็ได้ เบอร์แม่ 083 – 3944421 ส่วนเบอร์โทรศัพท์น้องออม (น้องสาวของนายภาณุพงศ์) คือ เบอร์ 084 – 8379735

ซึ่ง ตนเองไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าลูกชายไปอยู่ที่ไหน นอกจากนั้น ครั้งหนึ่ง เขาเคยให้แม่ไปสู่ขอผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ อ.บ้านไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งผู้หญิงคนดังกล่าวมีลูกติด 2 คน และแม่ก็ไม่รู้จักเขา ไม่รู้จักครอบครัวเขา ครั้งหนึ่งแม่เคยไปที่บ้านของผู้หญิงคนนั้น เพื่อไปขอร้องให้ลูกชายกลับมาบวชก่อน หากจะไปสู่ขอแม่ก็จะไปสู่ขอให้ จึงเข้าที่ อ.บ้านไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่นั่นเพียงครั้งเดียว และเป็นเวลากลางคืน แม่จำเส้นทางไปไม่ได้ แม่ไม่รู้จักชื่อ ใจหนึ่งแม่ก็คิดว่าลูกชายอาจไปอยู่ที่นั่นก็ได้ ขอให้ลูกติดต่อกลับมาหาแม่สักครั้ง

ถ้ามีคนที่รู้จักลูกชายลักษณะตามภาพ หรือคนที่อยู่ใกล้ๆเขา ถ้าพบเขา หรือเห็นข่าวขอให้โทรศัพท์มาแจ้งแม่ด้วย หรือถ้าเขาไม่มีเงินให้เหมารถมา แม่จะจ่ายค่ารถให้เอง หรือถ้าใครที่อยู่ใกล้ให้เขายืมเงินมา แม่ก็จะคืนให้เอง ขอแค่ให้เขากลับมาหาแม่ หรือติดต่อมาเท่านั้น ทางครอบครัวเองก็พร้อมจะไปหา

ทั้งนี้ วอนขอประชาชนที่เห็นภาพข่าว บุคคลตามภาพ หากพบเจอช่วยติดต่อทางคุณยายอารีย์ด้วย ด้วยหัวอกของคนเป็นแม่ เป็นห่วงลูกชายเหลือเกิน กินไม่ได้นอนไม่หลับ พยายามทำใจว่าจะไม่คิดมาก เพราะไม่อยากให้ลูกๆที่อยู่เป็นห่วงตน แต่ก็ยอมรับว่าทำใจไม่ได้ หากหวนคิดถึงก็จะต้องไห้ตลอดเวลา ไม่ทราบลูกชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร