ญี่ปุ่นเผยแพร่พระราชดำรัส พิธีสละราชสมบัติ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

สำนักพระราชวังของญี่ปุ่น เผยแพร่พระราชดำรัสอย่างเป็นทางการ ในพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ

หลังจาก เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (30 เม.ย. 2562) สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังพระที่นั่งมัตสึ โนมะ ภายในพระราชวังอิมพีเรียล เพื่อประกอบพิธีบรวงสรวงสุริยเทพี อามาเทราสึ โอมิกะมิ (Amaterasu Omikami) แจ้งความประสงค์จะสละราชสมบัติแล้วนั้น

เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. สำนักพระราชวังของญี่ปุ่น ได้มีการเผยแพร่พระราชดำรัสอย่างเป็นทางการ ของ “สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ” ในพระราชพิธีสละราชสมบัติ ความว่า

วันนี้ข้าพเจ้าขอยุติหน้าที่ของข้าพเจ้าในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ข้าพเจ้าขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะที่กล่าวในนามของประชาชนชาวญี่ปุ่น

นับแต่ขึ้นครองราชย์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิด้วยความไว้วางใจและความเคารพอย่างยิ่งของประชาชน ข้าพเจ้าถือว่าข้าพเจ้ามีความโชคดีที่สุดที่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว ข้าพเจ้าขอขอบคุณประชาชนที่ให้การยอมรับและให้การสนับสนุนบทบาทของข้าพเจ้าในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ

ข้าพเจ้าและสมเด็จพระจักรพรรดินีปรารถนาอย่างจริงใจว่า ยุคเรวะซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้จะมีเสถียรภาพและอุดมสมบูรณ์ และข้าพเจ้าขอพรด้วยหัวใจให้เกิดสันติภาพและความสุขสวัสดีแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก

สำหรับ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของญี่ปุ่น ที่ขึ้นครองบังลังก์ดอกเบญจมาศ ภายใต้รัฐธรรมนูญหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนิยามจักรพรรดิเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของปวงชน และปราศจากอำนาจทางการเมือง  ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการครองราชย์ พระองค์ทรงทุ่มเทพระทัยในการประกอบพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง ทรงเปรียบเสมือนตัวแทนความปรองดอง สันติภาพ และประชาธิปไตยของประเทศ

แรงงานไทย 95% เป็นหนี้ ยอมรับเคยผิดนัดชำระ รายได้ไม่พอจ่าย

แรงงานไทย 95% เป็นหนี้ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อน ยอมรับเคยผิดนัดชำระ รายได้ไม่พอจ่าย

วันที่ 30 เม.ย. 62 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ตัวอย่างทั่วประเทศ กรณีศึกษาจากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท โดยมีสถานที่ทำงานแยกตามรายได้ทั้งในสำนักงาน โรงงานและร้านค้า

ซึ่งแรงงานไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 ยังมีหนี้สินเพื่อการนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 158,855 บาทต่อครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังมีสัดส่วนการกู้เงินในระบบสูงกว่า โดยเป็นหนี้ในระบบร้อยละ 58.2 และนอกระบบร้อยละ 41.8 ซึ่งต้องผ่อนชำระประมาณเดือนละ 7,200 บาท

และร้อยละ 80.3 เคยผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากรายได้ไม่พอจ่าย ขาดสภาพคล่อง และค่าครองชีพสูง ขณะที่เม็ดเงินสะพัดในช่วงวันแรงงานไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2,232 ล้านบาท ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.8 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ทั้งนี้ ความคาดหวังของแรงงานไทย นั้นส่วนใหญ่ต้องการให้เพิ่มค่าจ้างแรงงานเท่ากับค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพวกเขาบอกว่าไม่คาดหวังถึงโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ เนื่องจากเห็นว่าโอกาสในการได้งานใหม่มีน้อย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ฟื้นตัว

คืบหน้า! เหตุปลาตายนับแสนตัว ที่วัดหนองคราม ประจวบฯ

หลายหน่วยงาน เร่งเข้าช่วยตักปลา ปรับสภาพน้ำ หลังปลาที่วัดหนองคราม จากกันลอยตายเกลื่อนจากสภาพอากาศร้อน

ผู้สื่อข่าว MThai ได้มีรายงานความคืบหน้า กรณีปลาภายในสระน้ำของวัดสิทธิสังฆาราม หรือ วัดหนองคราม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ นับพันตัวลอยตายเต็มสระน้ำขนาดใหญ่เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งสาเหตุของการตายเบื้องต้น คาดว่าน่าจะเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด กระทบต่อปริมาณออกซิเจนในน้ำมีปริมาณน้อย และน้ำเน่าจากอาหารเม็ดที่เหลือค้างก้นสระมีมากจนเกินไปนั้น ว่า

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา พระและญาติโยมได้ช่วยกันตักปลาที่เน่าตายออกจากสระได้ทั้งหมดแล้ว แต่ยังพบว่ามีปลาตายอยู่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปลาที่ตายไป รวมแล้วประมาณ 7 ตัน โดยส่วนใหญ่เป็นปลานิลเป็นหลัก มีปลาดุกตัวใหญ่บ้าง แต่ไม่มาก และวันนี้เจ้าหน้าที่ทหาร ศร.พัน2 ค่ายธนะรัชต์ จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน มาช่วยตักปลาออก

นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอปราณบุรี เข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่องการฝังกลบให้ถูกสุขลักษณะ ซึ่งหลุมดินขนาดใหญ่นั้นขุดอยู่ภายในบริเวณวัดซึ่งมีต้นไม้ขึ้นครึ้ม มีการใช้ปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อและกำจัดกลิ่น อีกทั้งใกล้เคียงบริเวณดังกล่าวไม่มีบ้านเรือนประชาชน จึงไม่รบกวนชาวบ้านแต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานชลประทาน นำเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง มาติดตั้ง สูบน้ำขึ้นมาพ่น เพื่อให้น้ำหมุนเวียนเพิ่มออกซิเจนในน้ำ สำหรับช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำเพื่อช่วยเหลือปลาที่ยังรอดชีวิต และมีฟาร์มกุ้งอนุสรณ์ที่อำเภอปราณบุรี สนับสนุนอุปกรณ์ตีน้ำแบบที่ใช้ในนากุ้งมาช่วยอีกหลายเครื่อง

ตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าเหลือปลาที่รอดชีวิตในสระน้ำอีกกี่ตัน แต่ต้องรีบแก้ไขน้ำให้ดีขึ้นก่อนเพื่อช่วยเหลือปลาที่ยังมีชีวิต ปรับสภาพน้ำให้ดีขึ้นโดยเร็ว โดยหลังจากนี้จะขอความร่วมมือจากญาติโยมที่ใจบุญที่จะมาให้อาหารปลา จะมีการกำหนดการให้อาหารไม่ให้เกินกำลังของมาที่มีอยู่ เพราะจะห้ามคงไม่ได้ โดยจะมีแม่ชีช่วยให้คำแนะนำ เพื่อไม่ให้อาหารเม็ดเหลือค้างจนเกิดน้ำเน่าขึ้นมาแล้วน๊อคตายในช่วงที่อากาศร้อนจัดแบบนี้อีก