อ.จุฬาฯ ชี้! สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ของ กกต. มีปัญหาอย่างน้อย 2 ประการ

ผศ.ดร.พรสันต์ แสดงความเห็นต่อสูตรคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของกกต. ชี้คนออกแบบไปฝืนธรรมชาติ

หลังจากทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำชี้แจงการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ซึ่งการคำนวณดังกล่าวมีพรรคการเมืองได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่น้อยกว่า 25 พรรคการเมือง

ล่าสุดวันที่ 7 เม.ย. ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อสูตรคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของกกต.ว่า

อ่านจากข่าวทราบว่า กกต ท่านใช้สูตรคำนวณออกมาแล้วปรากฏว่าจะมีพรรคเล็กที่ได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไม่ต่ำกว่า 21-25 พรรคการเมือง ยังมิพักที่จะกล่าวถึงสูตรที่ใช้ในการนำมาคำนวณ หากเราจะพิจารณาในเชิงการออกแบบระบบเลือกตั้งประกอบกับการออกแบบโครงสร้างของสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่ามันมีปัญหาอย่างน้อย 2 ประการ

1. คนออกแบบไปฝืนธรรมชาติด้วยการไปกำหนดเพดานจำนวน ส.ส. ที่ 500 คน โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงสำหรับ overhang seats ที่สามารถเกิดขึ้นได้ กรณีนี้แตกต่างจากประเทศเยอรมันที่อนุญาตให้มี overhang seats ได้ ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) เขาจึงมีจำนวนแตกต่างไปในแต่ละครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ได้กำหนดตายตัวแบบบ้านเราที่ท้ายที่สุดต้องถูกบังคับให้ต้องเอาคะแนนไปกระจายให้พรรคอื่นทั้งๆ ที่มิใช่พรรคที่ประชาชนเลือกมาจริงๆ

2. หากเทียบกับเมื่อคราวรัฐธรรมนูญ 2540 เรามีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่าหากพรรคการเมืองใดได้คะแนนทั้งประเทศต่ำกว่า 5% จะไม่ได้รับที่นั่งในแบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยมากจนเกินไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีการกำหนดไว้เช่นนี้ จะมีก็แต่กรณีของการพิจารณาแคนดิเดตนายกฯ เท่านั้นอันเป็นคนละเรื่อง

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่เราจะมีพรรคเล็กพรรคน้อยเยอะภายใต้กติกาปัจจุบัน ที่ผมพูดตรงนี้ไม่ได้เป็นกรณีปิดกั้นพรรคการเมืองพรรคเล็กไม่ให้มีบทบาทนะครับ หากแต่ในเชิงหลักการเขาพิจารณาในแง่เสถียรภาพด้วย พรรคเล็กที่จะมานี้ต้องได้รับความนิยมระดับหนึ่ง

 รัฐธรรมนูญ มาตรา91

การคำนวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1) นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

2) นำผลลัพธ์ตาม (1) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขตจำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้

3) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม (2) ลบด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ

4) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่ากับหรือสูงกว่าจeนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ให้พรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและให้นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (2)

5) เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้วให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดตายภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้มาคำนวณตาม (1) และ (2) ด้วย

การนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน และการประกาศผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ดร.เซปิง ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกรณี ‘บิ๊กโจ๊ก’ โดนสั่งเด้ง

ดร.เซปิง ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกรณี ‘บิ๊กโจ๊ก’ โดนสั่งเด้ง หลังมีการแถลงข่าวดำเนินคดีโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ

วันที่ 6 เม.ย. จากกรณีนายตำรวจใหญ่โดนสั่งเด้งฟ้าผ่าเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังมีการแถลงข่าวกรณีดำเนินคดีโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ ทำให้เกิดข้อสงสัยในโลกออนไลน์ถึงสาเหตุการปลดอย่างกะทันหัน ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ถูกดำเนินคดีมี ดร.เซปิง ไชยศาส์น ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน คดีทำศัลยกรรมเสียโฉม

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยัง ดร.เซปิง โดยให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ และทำอาชีพสุจริต วอนสังคมเข้าใจและเห็นใจ เนื่องจากช่วงนี้ข่าวที่ตนโดนกล่าวหานั้นได้สร้างความโหดร้ายให้กับตนเองมากพอแล้ว จึงไม่ขอตอบอะไรมากกว่านี้ ซึ่งวันนี้ก็มีคนสอบถามมาหลายคน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่ถูกกล่าวหา ดร.เซปิง ตอบว่า กำลังจะมีการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเร็วๆ นี้ โดยขอให้รอติดตาม

แอมเนสตี้ เรียกร้องให้ทางการไทย ยุติการใช้ศาลทหารไต่สวนคดีต่อพลเรือน

แอมเนสตี้ ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ทางการไทย ยุติการใช้ศาลทหารไต่สวนคดีต่อพลเรือน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์ กระตุ้นให้ทางการยกเลิกการดำเนินคดีอาญาใดๆ ต่อบุคคล เพียงเพราะการใช้สิทธิในการเรียกร้องอย่างสันติ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือน

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุไว้ดังนี้

จากกรณีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญากับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในมาตรา 116 และกรณีที่ประชาชนคนอื่นๆ ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการแชร์รณรงค์ลงชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่าน Change.org

แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประเด็นประเทศไทยประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า นี่เป็นการฟ้องร้องคดีอาญาต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและนักเคลื่อนไหวเป็นจำนวนที่น่าตกใจ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ขอย้ำข้อเรียกร้องให้ทางการไทยปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ และให้งดเว้นจากการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างมิชอบ เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กระตุ้นให้ทางการยกเลิกการดำเนินคดีอาญาใดๆ ต่อบุคคลเพียงเพราะการใช้สิทธิในการเรียกร้องอย่างสันติ นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่ากรณีใดๆ

สำหรับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล คือกลุ่มคนทั่วโลกมากกว่า 7 ล้านคน ที่รวมตัวกันเพื่อรณรงค์ ปกป้อง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ร่วมมือกับรัฐเพื่อผลักดันกฎหมายและนโยบายที่คุ้มครอง ไปจนถึงสร้างความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนให้กับเยาวชนและคนในสังคม