‘จ่านิว’ ล่ารายชื่อถอด กกต. ได้ 7,200 รายชื่อ จ่อยื่น ป.ป.ช. 11 เม.ย.นี้

‘จ่านิว’ ล่ารายชื่อถอดถอน กกต. เผยขณะนี้ได้ 7,200 รายชื่อแล้ว มีกำหนดยื่นถึง ป.ป.ช. 11 เม.ย.นี้    

วันนี้ (5  เม.ย.62)  ที่ บริเวณด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว และนายธนวัฒน์ วงค์ไชย แนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ตั้งโต๊ะเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมยื่นรายชื่อถอดถอนกกต. โดยมีประชาชนทั่วไป นิสิตนักศึกษา ทยอยร่วมลงรายชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้มีตัวแทนนักศึกษาจากม.นเรศวร (พิษณุโลก) มอบรายชื่อถอดถอนกกต. จำนวน 175 รายชื่อ ให้กับนายสิรวิชญ์ บรรยากาศทั่วไปเป็นไปอย่างสงบ

ขณะเดียวกัน นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เดินทางมาร่วมลงชื่อถอดถอนกกต. นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นำรายชื่อจำนวน 64 รายชื่อ มามอบให้กับนายสิรวิชญ์ด้วย

ทั้งนี้นายเนติวิทย์เปิดเผยว่าวันนี้ตนมาใช้สิ่งที่เป็นเจตจำนงของคนไทยคือ อยากให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์โปร่งใส ซึ่งเราก็ใช้จ่ายงบประมานไปจำนวนมากมายมหาศาลให้กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่เราไว้วางใจ และคอยอำนวยความสะดวกให้เกิดความยุติธรรมโปร่งใสมากที่สุด แต่เราก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น ตนรู้สึกว่า เป็นการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึง มีกลุ่มคนบางกลุ่มอาจมีความไม่บริสุทธิ์เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ คือ ความกังขาของประชาชน จึงมาร่วมแสดงพลังให้เป็นเสียงบอกไปว่าเราไม่ต้องการสิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้

หลังจากนั้นในเวลา 17.00 น. นายสิรวิชญ์ได้เปิดเผยว่า ตามที่แนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรมได้จัดกิจกรรมให้ประชาชนร่วมลงชื่อถอดถอน กกต.ตามสถานที่ต่างๆ ได้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งส่งรายชื่อมาให้ด้วย จนถึงขณะนี้เราสามารถรวบรวมรายชื่อได้แล้วประมาณ 7,234 รายชื่อ และยังมีในส่วนของต่างจังหวัดที่อยู่ระหว่างส่งทางไปรษณีย์อีก คาดว่าตัวเลขจะชัดเจนในสัปดาห์หน้า เป้าหมายยังคงเดิมคือ 20,000 รายชื่อ สำหรับการลงชื่อร่วมแคมเปญถอดถอนกกต.ใน www.change.org ขณะนี้ มีประมาณ 850,000 รายชื่อ  เป้าหมายคือ 1,000,000 รายชื่อ  โดยในวันที่ 11 เม.ย.นี้  เวลา 10.30 น. ตนจะเดินทางไปยื่นเอกสารรายชื่อถอดถอนกกต.ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ที่สำนักงานในจ.นนทบุรีต่อไป

กกต.แจงฟ้อง ‘โบว์-ศิโรฒม์’ หมิ่นประมาทเป็นการใช้สิทธิ ทางกฎหมาย

กกต.ร่อนเอกสารชี้แจง กรณีดำเนินคดีหมิ่นฯ โบว์ อยากเลือกตั้ง

วันที่ 5 เม.ย.2562 ศูนย์ปฏิบัติการด้านการข่าว สำนักงาน กกต.ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีข่าวระบุว่า กกต.ฟ้องหมิ่นประมาทสื่อมวลชนและทำตัวเป็นมาเฟียนั้น โดยสำนักงาน กกต.ชี้แจงว่า การดำเนินคดีหมิ่นประมาทตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมาย เมื่อ กกต.เห็นว่าข้อความตามที่โพสต์เป็นความเท็จ ทำให้ กกต.เกิดความเสียหาย ทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง สำนักงาน กกต.ได้รับความเสียหาย กกต.มิได้เจาะจงที่จะดำเนินคดีต่อผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ เป็นอำนาจในการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อผู้กระทำความผิดต่อไป

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเรื่องการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร มีความผิดปกติ มีการนำบัตรเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งอื่นมานับ ณ เขตเลือกตั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร และพรรคเพื่อไทยเห็นว่ามีผลทำให้การนับคะแนนของเขตเลือกตั้งดังกล่าวและเขตเลือกตั้งอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม 

ในโอกาสนี้สำนักงานกกต. ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่าสำนักงานกกต.ได้รับเรื่องร้องคัดค้านของพรรคเพื่อไทยในประเด็นดังกล่าวไว้เพื่อดำเนินการตามระเบียบกกตว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยแล้ว เมื่อวันที่ 28 มี.ค ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวนไต่สวนไว้การพิจารณาดำเนินการตามระเบียบแล้ว โดยจะดำเนินการเร่งรัดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

รู้จักความผิดฐานหมิ่นประมาท

ในประมวลกฏหมายอาญา ซึ่งระบุถึงประเด็นเรื่องการหมิ่นประมาทอยู่ด้วยกันคือ

มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่ง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามมาตรา 326 ได้ระบุไว้ถึงการใส่ความ “ผู้อื่น” ซึ่งในประเด็นนี้จำเป็นที่จะต้องระบุให้รู้ได้ว่า ผู้อื่นที่เอ่ยถึงนั้นเป็นใคร หากไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ก็ไม่เข้าข่ายความผิดในมาตรานี้

และคำว่า “ใส่ความ” นั้นเปิดกว้างไว้ อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องที่เราได้เอ่ยหรือใส่ความใคร ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม มีความผิดในประเด็นนี้ทั้งสิ้น รวมทั้งกฏหมายมิได้ระบุลักษณะของวิธีการใส่ความอีกด้วย นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเราจะใช้คำพูด เขียน บอกใบ้ต่างๆ ถือเป็นการใส่ความ และมีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ทั้งหมด

กรมสุขภาพจิต เผยสถิติสายด่วนโทรปรึกษาเรื่องความเครียดจากการเมืองพุ่ง

กรมสุขภาพจิต เผยสถิติประชาชนโทรปรึกษาสายด่วน 1323 เรื่องความเครียดจากการเมืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 แนะรับฟังความคิดที่แตกต่างได้ แต่ไม่แตกแยก

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยรายงานสถิติการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ สายด่วน 1323 ในรอบ 2 เดือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา พบมีการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 13,229 ครั้ง โดยปัญหาสุขภาพจิตที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ปัญหาทางจิตเวช ร้อยละ 39.02 ความเครียด วิตกกังวล ร้อยละ 27 ปัญหาความรัก ร้อยละ 8.74 ปัญหาซึมเศร้า ร้อยละ 6.89 และ ปัญหาครอบครัว ร้อยละ 5.59

จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายเดือนจะพบว่า ผู้ที่โทรศัพท์ปรึกษาเฉพาะเรื่องความเครียดและวิตกกังวลจากการเมือง ในช่วงเดือกุมภาพันธ์ 2562 มี 22 ราย และเดือนมีนาคม 2562 มี 37 ราย เมื่อเทียบกันถือว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 ส่วนใหญ่เกิดความเครียดจากการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองระหว่างคนใกล้ชิด คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ทำให้รู้สึกเครียด จึงโทรศัพท์มาปรึกษาพูดคุยเพื่อระบายความเครียด

โดยขณะนี้กรมสุขภาพจิต กำลังติดตามเรื่องความเครียดจากการเมืองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่แตกแยก สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยเน้นรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่นด้วยความเคารพ ให้เกียรติกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสมและวิตกกังวลจนเกินไป ควรมีการติดตามข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี เปิดกว้างรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ไม่รับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ พักผ่อนให้เพียงพอและมีการผ่อนคลายความเครียด

หากยังมีความเครียดและวิตกกังวลอยู่ สามารถโทรมาขอรับบริการปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือขอรับบริการด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิตได้ทุกแห่งทั่วประเทศ