สธ.แนะช่วงหน้าร้อน ดื่มน้ำให้มากขึ้น เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

กระทรวงสาธารณสุข แนะนำประชาชนดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน ดื่มน้ำให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สวมเสื้อผ้าระบายอากาศได้ดี

นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงนี้สภาพอากาศร้อนจัด แดดแรง ประชาชนอาจได้รับความร้อนมากเกินไป มีภาวะขาดน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีสโตรก (Heat Stroke) โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion) โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) นอกจากนี้ รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด ซึ่งมีความสำคัญในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง และการสร้างเสริมเนื้อเยื่อกระดูก แต่ก็อาจทำให้ผิวหนังไหม้แดด (Sunburn) และเกิดอันตรายต่อดวงตาได้หากไม่มีการป้องกัน

นายแพทย์ไพศาลกล่าวต่อว่า ในการดูแลตนเองในสภาพอากาศร้อน แดดแรง ขอแนะนำประชาชน โดยเฉพาะ 6 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

1.ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด

2.เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีและผู้สูงอายุ

3.ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง

4.คนอ้วน

5.ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

6.ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด โดยเฉพาะช่วง 10.00 น. – 14.00 น. ซึ่งอากาศจะร้อนจัด แดดแรง มีปริมาณรังสียูวีเข้มข้น และจะเข้มข้นมากที่สุดในช่วงเที่ยงวัน ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร สวมใส่เสื้อผ้ามีสีอ่อน ไม่หนา ระบายความร้อนได้ดี สวมแว่นกันแดด สวมหมวก กางร่ม ทาโลชั่นกันแดด หากจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้งหรือกลางแดด ขอให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกจากบ้าน และดื่มน้ำเย็น 2 – 4 แก้วทุกชั่วโมง หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ทั้งนี้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดให้เหมาะกับสภาพผิว ซึ่งมีทั้งชนิดครีม โลชั่น เจล บางชนิดมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คนที่มีผิวค่อนข้างมันหรือเป็นสิว ควรเลือกใช้ชนิดที่เป็นโลชั่นหรือเจล เพราะไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ ส่วนคนที่มีผิวแห้งควรเลือกใช้ชนิดครีม ซึ่งมีส่วนที่เป็นน้ำมันช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ไม่ควรใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น และการเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดให้ดูค่า SPF ที่แสดงถึงความสามารถในการป้องกันการไหม้แดงของผิวหนังจากรังสียูวีบี

ซึ่งควรมีค่า 30 ขึ้นไป และค่า PA แสดงถึงความสามารถในการป้องกันการดำคล้ำของผิวหนังจากรังสียูวีเอ ให้มีค่า PA ++ ถึง PA+++ และควรเลือกครีมกันแดดที่มีความทนน้ำทนเหงื่อได้ (water resistant) โดยทาก่อนออกแดด 30 นาที และต้องทาซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมงในขณะที่ยังอยู่กลางแจ้ง หรือทาซ้ำทันทีหลังจากที่เหงื่อออกหรือขึ้นจากสระว่ายน้ำ

รองโฆษกตำรวจ แจง กรณีสาวโวยตำรวจนำรถของกลางไปใช้

รองโฆษกตำรวจ แจง กรณีสาวโวยตำรวจนำรถของกลางไปใช้ เผยมีการสั่งสอบข้อเท็จจริงแล้ว และต้องรายงานผลภายใน 3 วัน 

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการโพสต์ในโลกโซเชียลมีเดียจากสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ Bow Sunita กรณีที่รถเก๋งของตนได้ถูกยึดไว้เป็นของกลางในคดีที่สถานีตำรวจ ซึ่งภายหลังตนได้ไปตรวจสอบอยู่บ่อยครั้งกลับไม่พบรถของตนจอดอยู่ ต่อมาตนได้เดินทางมาตรวจสอบที่สถานีตำรวจอีกครั้ง พบว่าภายในรถของตนที่ถูกยึดนั้น มีเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของบุคคลอื่นอยู่ภายในรถ ที่ สภ.ท่าหิน ภ.จว.ลพบุรี จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ได้รับรายงานจาก สภ.ท่าหิน ภ.จว.ลพบุรี ว่า รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวถูกตรวจยึดเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นของกลางในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดียาเสพติด โดยอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมกำลังพยานหลักฐานและมีความเห็นในทางคดีเสนอต่อพนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องในชั้นศาลตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งได้เก็บรักษารถยนต์เก๋งของกลางดังกล่าวไว้ภายในสถานีตำรวจ

พร้อมกันนี้ พล.ต.ต.สุนทร โตรอด ผบก.ภ.จว.ลพบุรี ได้สั่งการให้มีตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยต้องรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายใน 3 วัน เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป กับทั้ง พ.ต.อ.ณัชภูมิ วรรณวิไล ผกก.สภ.ท่าหิน ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

โดยให้คณะกรรมการทำการตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากผลการตรวจสอบพบว่ามีข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการในทางอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาดต่อไป อีกทั้งในขณะนี้ จากการตรวจสอบในเบื้องต้นยังไม่พบว่ารถยนต์เก๋งดังกล่าว เกิดการเสื่อมสภาพหรือความเสียหายแต่อย่างใด

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง หากพบข้อบกพร่อง หรือเกิดการปล่อยปละละเลย ก็จะดำเนินการในทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยและการเก็บรักษาให้ดี มิใช่นำออกไปใช้หรือให้ผู้อื่นนำออกไปใช้โดยพลการ หากเกิดความเสียหายหรือของกลางสูญหาย ก็ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญากับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามกฎหมายต่อไป

ซึ่งที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับและสั่งการมาโดยตลอด ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจหน้าที่ ประพฤติผิดในทางมิชอบ แสวงหา หรือ ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการเหลื่อมล้ำกับกฎหมาย สร้างความเดือนร้อนแก่พี่น้องประชาชน โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงานด้วยความสุจริต ยุติธรรม ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย

และยังมีข้อสั่งการไปยังกองบัญชาการทุกภาคส่วนให้ผู้บังคับบัญชาควบคุม เสริมสร้างความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจ ทั้งเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ตามคำสั่งที่ 1212/2537 ในการกวดขัน กำกับ ดูแล สอดส่องความประพฤติและพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจภายใต้การปกครองบังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด

หากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความพฤตินอกรีต หรือแม้กระทั่งใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ให้ดำเนินทางวินัยและอาญา อย่างเด็ดขาด ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เสื่อมเสียชื่อเสียงขององค์กรและเสียกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดี

จิตแพทย์ห่วงคนไทย ความไฮเทคในยุค 5G ทำให้เสี่ยง ‘สมองเป็นสนิม’

จิตแพทย์เป็นห่วงความไฮเทคยุคเทคโนโลยี 5 จี อาจทำให้คนไทยเสี่ยงเกิดสภาวะสมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัว พึ่งความอัจฉริยะไฮเทคมากไป การใช้สมองเพื่อคิดและจำน้อยลง

นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 นี้ โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ได้จัดโครงการพัฒนาระบบมาตรฐานการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน หมู่บ้าน ที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมและมีปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจร่วมด้วย ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ประกอบด้วย 4 จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจนี้เป็นอาการที่เกิดตามมาหลังจากป่วยโรคสมองเสื่อม พบได้สูงถึงร้อยละ 90 ของผู้ป่วย ไม่ใช่โรคแสร้งทำของผู้ป่วย และอาจสร้างความเครียดให้ญาติ ครอบครัวได้ จึงต้องให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ

ปัญหาโรคสมองเสื่อม (Dementia) เป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย จากผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขครั้งล่าสุดในปี 2557 พบผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อม คือ สมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้ พบได้ร้อยละ 8.1 พบในผู้ชายร้อยละ 6.8 ผู้หญิงร้อยละ 9.2 ยิ่งอายุมากยิ่งพบมากเป็นเงาตามตัว เฉพาะในเขตสุขภาพที่ 9 คาดว่าจะมีผู้สูงอายุสมองเสื่อมประมาณ 89,000 คน จากผู้สูงอายุที่มี 1.1 ล้านกว่าคน ส่วนภาพรวมทั่วประเทศคาดว่าจะมีกว่า 800,000 คน จากผู้สูงอายุในปี 2561 ที่มี 10.6 ล้านกว่าคน โดยสาเหตุการเกิดโรคมาจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 กว่าร้อยละ 80 เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี ปกติเซลล์สมองจะมีโอกาสเสื่อมลงเมื่อเราอายุ 40 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับอวัยวะอื่น ๆ

แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยพบว่าเซลล์ประสาทจะถูกผลิตสร้างขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ ตลอดเวลาไม่มีหยุด ตราบใดที่มีการฝึกการใช้สมองบ่อย ๆ ในทางตรงกันข้ามหากสมองไม่ถูกใช้งาน เซลล์ประสาทจะเสื่อมสลายและตายไปที่สุด จึงมีความเป็นห่วงการใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว โดยเฉพาะในยุค 5 จีที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อย ๆ อาจทำให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อย ๆ และเกิดสภาวะที่คนไทยเรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น ประชาชนจึงต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และต้องไม่ลืมฝึกให้สมองแข็งแรงอยู่เสมอ

ทางด้านแพทย์หญิงอัญชลี ศิริเทพทวี รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานการบริการผู้สูงอายุของโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กล่าวว่า วิธีการฝึกสมองเพื่อลดการเกิดสนิมและชะลอการเสื่อม ประชาชนทุกวัยต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำตั้งแต่ตอนนี้ มีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไปต่อครั้ง อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว จะให้ผลทำให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลย์ของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส
  2. ฝึกลับคมสมอง ฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดค่ากับข้าว ซื้อของใช้รายวันเป็นต้น ฝึกท่องสูตรคูณ ท่อง ก.ไก่ ฝึกวาดรูป ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่างๆ ที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เกมจับคู่สิ่งของที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น จานกับช้อน กระดาษกับดินสอปากกา เป็นต้น ซึ่งได้ทั้งความสนุกและความภาคภูมิใจ ส่วนวัยเด็กและวัยรุ่นเกมที่ใช้เล่นฝึกกระตุ้นสมองได้ดี เช่น เกมสะกดคำ เกมตัวต่อภาพหรือจิ๊กซอว์ เป็นต้น การเล่นเกมประเภทกระตุ้นสมองทุกวัน จะเป็นการออกกำลังกายสมอง กระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองทำงานได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย
  3. ฝึกทำกิจกรรมใหม่ๆที่ไม่เคยทำ เช่น ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนทานข้าว จับปากกา หรือดินสอเขียนหนังสือ หรือขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น และ 4.กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น