ปภ. ประสานจังหวัดในภาคเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน

ปภ. ประสานจังหวัดภาคเหนือ-อีสาน-กลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนในวันที่ 28 เม.ย. 62

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนในวันที่ 28 เมษายน 2562 ซึ่งมีลักษณะอากาศของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก

โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วและเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมเผชิญเหตุตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือและระมัดระวังอันตรายจากสถานการณ์ภัยจากพายุฤดูร้อน

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า คลื่นกระแสลมจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน

อีกทั้งลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคกลางมีกำลังแรงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้เกิดพายุฤดูร้อนพายุในวันที่ 28 เมษายน 2562 โดยมีลักษณะอากาศของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก แยกเป็น

ภาคเหนือ

บริเวณจังหวัดลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง

บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัดและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย

รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด อีกทั้งตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง งดเว้นการใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดบริเวณที่โล่งแจ้ง เพราะอาจเกิดฟ้าผ่า ทำให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

ห้ามหลบพายุบริเวณใต้ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพราะอาจได้รับอันตรายจากการถูกล้มทับ ห้ามเข้าใกล้บริเวณที่มีสายไฟฟ้าขาดหรือเสาไฟฟ้าล้ม เพราะอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูด ตลอดจนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนในช่วงที่มีฝนตก เนื่องจากสภาพถนนเปียกลื่นและอาจมีน้ำท่วมผิวจราจร

ส่วนเกษตรกรให้จัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบังเพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุฤดูร้อน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

เรือรบหลวงแคนเบอร์รา นำทหารออสเตรเลียพันนาย ถึงอ่าวป่าตองทำกิจกรรมทางทหาร

เรือรบหลวงแคนเบอร์รา นำทหารออสเตรเลียกว่า 1,000 นาย เดินทางมาถึงอ่าวป่าตอง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมและภารกิจความร่วมมือทางการทหารในจังหวัดภูเก็ตในสัปดาห์นี้

เรือรบหลวงแคนเบอร์รา (HMAS Canberra) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เดินทางถึงอ่าวป่าตองในเช้าวันนี้ เรือรบหลวงแคนเบอร์ราเป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับกองทัพเรือออสเตรเลีย มีขนาดความยาว 230 เมตร และมีน้ำหนัก 27,000 ตัน เรือลำนี้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัยได้อย่างกว้างขวาง โดยภายในมีศูนย์บริการทางการแพทย์ พร้อมห้องผ่าตัด จำนวน 2 ห้อง และมีเภสัชกรจ่ายยา เรือสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้ 18 ลำ พร้อมทั้งยานพาหนะ และอุปกรณ์อื่นๆ เรือรบหลวงออสเตรเลียเยือนจังหวัดภูเก็ตพร้อมกับเรือรบหลวงนิวคาสเซิล (HMAS Newcastle) ภายใต้โครงการกระชับความสัมพันธ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Endeavour 2019)

พลอากาศจัตวา ริค โอเวนท์ ผู้บัญชาการหน่วยร่วมเฉพาะกิจ กล่าวว่า การมาเยือนในครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมืออันดีทางการทหารและระหว่างรัฐบาลในภูมิภาค รวมถึงระหว่างออสเตรเลียและไทย“ผมขอแสดงความขอบคุณชาวภูเก็ต และชาวไทย ที่ให้การต้อนรับพวกเราพวกเรามาที่นี่เพื่อหามิตรใหม่ และมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า” เจ้าหน้าที่ทหารไทยจะเข้าร่วมในการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ จำลองการค้นหาและกู้ภัยร่วมกับทหารออสเตรเลียในวันจันทร์นี้

พลอากาศจัตวา ริค โอเวนท์ ยังกล่าวอีกว่า การมาเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทหารเท่านั้น แต่กำลังพลออสเตรเลียจะขึ้นฝั่งเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทำความสะอาดชายหาดบนเกาะสิเหร่ จัดการแข่งขันการช่วยชีวิตทางทะเล และจะช่วยก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้คอร์เนอร์สโตนให้เสร็จสิ้น กองกำลังเฉพาะกิจร่วมภายใต้โครงการ Indo – Pacific Endeavour จะเดินทางเยือนอินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

ขอบคุณที่มา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต

ขนส่งฯ เตือน!! ใช้ป้ายทะเบียนรถที่ทำขึ้นเองมีความผิดตามกฎหมาย

กรมการขนส่งทางบก เตือน เจ้าของรถที่ใช้ป้ายทะเบียนที่ทำขึ้นเองมีความผิดตามกฎหมาย กรณีสวมทะเบียนมีความผิดทางอาญาโทษถึงขั้นจำคุก

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากกรณีรถยนต์ดัดแปลงเป็นรถยกจำนวนสองคันติดป้ายทะเบียน กธ 89 เชียงใหม่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 กรมการขนส่งทางบก โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่า รถยนต์ทั้งสองคันได้จดทะเบียนถูกต้อง

รถยนต์มิซูบิชิสีแดง-ขาว หมายเลขทะเบียน กธ 89 เชียงใหม่ ส่วนรถยนต์นิสสัน หมายเลขทะเบียน กข 2524 แม่ฮ่องสอน ซึ่งในวันเกิดเหตุได้นำรถยนต์ทั้งสองคันไปเคลื่อนย้ายรถที่เกิดอุบัติเหตุตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยมีการนำแผ่นป้ายทะเบียน กธ 89 เชียงใหม่ ที่ออกให้โดยกรมการขนส่งทางบกไปติดกับรถยนต์ทั้งสองคัน

ทั้งนี้ แผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ ใช้เฉพาะสำหรับรถคันที่แจ้งจดทะเบียนไว้ 1 คัน ต่อ 1 หมายเลขทะเบียนเท่านั้น โดยข้อมูลหมวดอักษร หมายเลขทะเบียน จังหวัด ที่ปรากฏในเล่มทะเบียนรถและป้ายวงกลมต้องถูกต้องและตรงกัน

กรมการขนส่งทางบกจึงได้พิจารณาลงโทษ เจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กธ 89 เชียงใหม่ โดยเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (2)และมาตรา 11 ฐานใช้รถไม่ชำระภาษีรถประจำปี และไม่แสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเป็นเงิน 2,000 บาท

ส่วนเจ้าของรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กข 2524 แม่ฮ่องสอน เปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (2) และมาตรา 14 ฐานใช้รถไม่ชำระภาษีประจำปี และเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถนั้น

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสิทธิการครอบครองรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กรณีเจ้าของรถประสบปัญหาหมายเลขทะเบียนรถแฝดที่กลุ่มมิจฉาชีพนำไปติดกับรถอีกคันเพื่อใช้ก่ออาชญากรรมในลักษณะต่างๆ หากพบเห็นทะเบียนรถแฝดหรือรถสวมทะเบียน ขอให้แจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้กรณีการทำหมายเลขทะเบียนรถขึ้นเองโดยไม่มีสิทธิใช้หมายเลขทะเบียนนั้น เจ้าของรถและผู้ที่ทำแผ่นป้ายนั้นขึ้นย่อมมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท ตามมาตรา 265 ประกอบมาตรา 268 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

และกรณีที่มีการนำหมายเลขทะเบียนที่ทางราชการออกให้ไปใช้กับรถคันอื่น ย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ส่วนกรณีที่เจ้าของรถยนต์บางรายนำวัสดุหรือแผ่นสติ๊กเกอร์ไปติดทับจนบดบังส่วนหนึ่งส่วนใดของแผ่นป้ายทะเบียน หรือการนำแผ่นป้ายทะเบียนรถไปตกแต่งลวดลายเลียนแบบป้ายทะเบียนรถแบบกราฟฟิกที่เป็นทะเบียนประมูล

หรือการนำป้ายพลาสติกที่สกรีนลายกราฟฟิกไปใช้ครอบแผ่นป้ายทะเบียนรถจะทำให้มองเป็นป้ายประมูล การใช้ป้ายทะเบียนรถที่ทางราชการไม่ได้ออกให้ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนมีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

และมาตรา 67 ฐานเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใดๆ หรือปิดบัง หรือทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด