ยาน Beresheet lander จากอิสราเอลเข้าสู่วงโคจรลงแตะผิวดวงจันทร์อาทิตย์หน้า

เส้นทางสู่ดวงจันทร์ของยาน ‘Beresheet lander’

เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศรายงานข่าว ยานอวกาศหุ่นยนต์ขนาดเล็กชื่อว่า Beresheet lander ซึ่งเป็นยานเอกชนสัญชาติอิสราเอลได้เข้าสู่วงโคจรดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีกำหนดลงแตะพื้นดวงจันทร์ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ยานอวกาศหุ่นยนต์ที่ชื่อ Beresheet สร้างขึ้นโดย SpaceIL องค์กรทางอวกาศของอิสราเอล ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่ร่วมกับนาซาดำเนินการต่าง ๆ บนอวกาศ โดยยาน Beresheet จะใช้เครือข่ายโทรคมนาคมในห้วงอวกาศที่ลึกล้ำของนาซาส่งข้อมูลกลับไปยังทีมภาคพื้นดิน ซึ่งจะใช้ภาพถ่ายของนาซาหาจุดลงจอดยานที่เหมาะสมที่สุด ทั้งยังมีอุปกรณ์สะท้อนคลื่นแสง หรือ retroreflector ติดตั้งโดยองค์การนาซา ซึ่งจะสะท้อนคลื่นแสงเลเซอร์จากโลกกลับไป เพื่อวัดระยะทางที่ถูกต้องระหว่างโลกและดวงจันทร์

ภาพ : SpaceIL

อย่างไรก็ตาม Beresheet เป็นยานลงสำรวจดวงจันทร์ของเอกชนลำแรก และได้เข้ารอบสุดท้ายในโครงการ Lunar XPrize ของ Google ซึ่งเป็นการแข่งขันส่งยานสำรวจหุ่นยนต์ไปดวงจันทร์ โดยมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วม โดยการแข่งขันครั้งนี้มีข้อกำหนดให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันสร้างยานไปลงจอดบนผิวดวงจันทร์โดยไม่เสียหาย และต้องเคลื่อนที่ด้วยวิธีการใดก็ได้ออกจากจุดลงจอดไป 500 เมตรเป็นอย่างน้อย สุดท้ายต้องถ่ายภาพทิวทัศน์บนดวงจันทร์ในระดับไฮเดฟส่งกลับมาที่โลก แต่กระนั้นก็ไม่มีใครคว้ารางวัลไปครอบครองได้สำเร็จ จากนั้น SpaceILได้เดินหน้าต่อ ด้วยการพยายามส่งยานลำนี้ไปลงจอดบนดวงจันทร์ให้ได้จริง

การลงจอดบนดวงจันทร์ของ Beresheet จะทำให้อิสราเอลกำลังจะเป็นประเทศที่ 4 ที่ส่งยานไปลงจอดบนดวงจันทร์แต่สิ่งที่ต่างนั้นคืออิสราเอลจะเป็นประเทศแรกที่ลงจอดบนดวงจันทร์ด้วยยานอวกาศของเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานอวกาศของรัฐอีกด้วย

มนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบดวงจันทร์

นีล ออลเดน อาร์มสตรอง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน และเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ จากความชื่นชอบเรื่องการบินมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งได้รับเลือกจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ให้มาเป็นนักบินอวกาศ

นีล อาร์มสตรอง
นีล อาร์มสตรอง

เขาถูกรับเลือกให้เป็นหนึ่งในนักบินอวกาศที่ได้เข้าร่วมภารกิจ Apollo 11 เพื่อนำมนุษย์ขึ้นไปเยือนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกและทำภารกิจได้สำเร็จ กลายเป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ได้เหยียบดวงจันทร์ จากนั้นเขาก็ได้รับเหรียญกล้าหาญต่าง ๆ มากมายจาก 17 ประเทศทั่วโลก

ที่มา www.theverge.com

ตร.-ทหารเชียงดาว ตรวจพบซากเลียงผา-นกเขา ซุกรถนายพรานจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่พบซากเลียงผา-นกเขา ซุกรถนายพรานจำนวนมาก จ่อแจ้งข้อหาหนัก พร้อมส่งซากสัตว์ป่าตรวจพิสูจน์ คาดไฟป่าดอยหลวงเชียงดาวเป็นฝีมือกลุ่มพราน

วันที่ 4 เมษายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงาน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตวป่าเชียงดาว เดินทางเข้าตรวจสอบซากเนื้อเลียงผา และ นกเขา จำนวนมาก ที่ถูกยึดเป็นของกลางไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะนำไปไปตรวจพิสูจน์ซากเพื่อยืนยันชนิดของสัตว์ป่า

โดยของกลางทั้งหมดนี้ถูกพบหลังจากเจ้าหน้าที่หลายหน่วยทั้ง ตำรวจ สภ.เชียงดาว ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย 2 จุด ในอำเภอเชียงดาวที่มีสวนเชื่อมโยงกับการล่าสัตว์และค้าสัตว์ป่า

จุดแรกคือบ้านของนายศักดิ์ชัย หรือ แอร์ อายุ 51 ปี พบปืนลูกซองยาว 1 กระบอก พร้อมกระสุน 13 นัด รวมทั้งหนังซากและเลียงผา ซากเนื้อเลียงผา ที่เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซากนกเขา ซากเขาเก้ง ซุกซ่อนในรถยนต์ ทะเบียน ผท 8748 เชียงใหม่ จุดที่สองเป็นบ้านของนายบุญทอง ธาตุคำ อายุ 55 ปี พบ อาวุธปืนยาว ขนาด .22 พร้อมกระสุนปืน 62 นัด เลื่อยโซ่ไฟฟ้า ขนาดบาร์ยาว 66 เซนติเมตร

นายประกาศิต ระวิวรรณ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เปิดเผยว่า การตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องมาจากขณะที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าบนดอยหลวงเชียงดาวอยู่นั้น ได้ยินเสียงปืนที่คาดว่าจะเป็นการล่าสัตว์ป่า ส่วนไฟป่าที่เกิดขึ้นก็เชื่อว่ามาจากการลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งพื้นที่ป่าสร้างปัญหาหมอกควัน และยังทำให้สัตว์ป่าถูกเผาล้มตาย เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบบัญชีนายพรานก่อนนำกำลังเข้าตรวจค้นจนพบของกลางทั้งหมด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย,มีซากสัตว์ป่าสงวนคุ้มครองไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ผู้ต้องหาทั้งสองรายยังให้การภาคเสธ โดยอ้างว่ามีคนนำมาจำหน่ายให้เห็นว่าราคาถูกจึงรับซื้อไว้

กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในประเทศไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายหลักที่ใช้เพื่อดูแลการคุ้มครองสัตว์ป่า ได้แก่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งได้มีการแก้ไขมาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2557

โดยเฉพาะอัตราโทษสูงสุด ของการล่าสัตว์ป่าสงวน, สัตว์ป่าคุ้มครอง ตลอดจนมีสัตว์ป่าสงวน, สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือมีซากไว้ในครอบครอง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีล่าสัตว์ป่าใดๆ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประกันสังคมร่วมกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส รับชำระเงินนายจ้างด้วยบัตรเดบิต/เครดิต

สำนักงานประกันสังคม ร่วมกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส รับชำระเงินนายจ้างด้วยบัตรเดบิต/เครดิต ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและระบบ e-Payment

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมเพิ่มช่องทางให้บริการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยได้ร่วมมือกับบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เปิดให้บริการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ด้วยบัตรเดบิตหรือเครดิตมาสเตอร์การ์ด

โดยชำระเงินสมทบ พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย (ถ้ามี) จำนวนเงินที่ชำระรวมไม่เกิน 49,000 บาทต่อรายการ นายจ้างสามารถสมัครใช้บริการและทำรายการผ่านระบบ e-Service ได้ทาง Website : www.sso.go.th เลือกเมนูสถานประกอบการ Login เข้าระบบด้วย User/Password ของสำนักงานประกันสังคม เพื่อส่งข้อมูลเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย เลือกชำระเงินด้วยบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต มาสเตอร์การ์ด เมื่อนายจ้างส่งข้อมูลเงินสมทบและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถพิมพ์ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)) จากเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมได้ทันที ที่ชำระเงินโดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป

หากนายจ้างมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลสำนักงานประกันสังคมทางโทรศัพท์ 1506 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ

เงินสมทบคืออะไร ?

เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้าง ลูกจ้าง ต้องนำส่งกองทุนประกันสังคมทุกเดือน ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนกลุ่มที่ 1 กลุ่มทำงานประจำเท่านั้น ส่วนกลุ่มอื่นๆจะกล่าวถึงในบทความต่อๆไปครับ

กลุ่มผู้ประกันตนกลุ่มนี้จะคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้าง ซึ่งกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งรัฐบาลจะร่วมสมทบด้วยส่วนหนึ่ง โดยลูกจ้างจะถูกนายจ้างหักเงินเดือนในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้าง นายจ้างจะร่วมจ่ายสมทบด้วยในอัตราที่เท่ากัน คือร้อยละ 5 และรัฐบาลร่วมจ่ายสมทบด้วยในอัตราร้อยละ 2.75

ที่มา  thainews.prd.go.th