ด่วน ! ศาลเพิกถอนคำสั่งจุฬาฯ เนติวิทย์และพวกวอล์คเอาท์ ‘พิธีถวายสัตย์’

ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอนคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัดคะแนนความประพฤติ “เนติวิทย์”และพวก กรณีแสดงความไม่เหมาะสมระหว่างร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนนิสิตใหม่

วันที่ 4 มี.ค.2562 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่4928/2560 เรื่อง “ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต” ลงวันที่ 30 ส.ค.2560 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กับพวก ซึ่งเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ คณะครุศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ รวม 8คน กระทำผิดวินัยนิสิต ตามข้อ 8 ของระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยวินัยนิสิต พ.ศ.2527 และ มติของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ของนิสิต ในการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่0408/2561 เรื่อง  “แก้ไขคำสั่งลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต” ลงวันที่ 26 ม.ค.2561 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า นายเนติวิทย์กับพวกรวม 8คน กระทำผิดวินัยนิสิต ตามข้อ8 ของระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยวินัยนิสิต พ.ศ.2527 และที่ให้ลงโทษตัดคะแนนความประพฤติของนายเนติวิทย์กับพวกรวม 8 คน

สำหรับการกระทำผิดวินัยนิสิตในข้อดังกล่าว 10 คะแนน (2)  คำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 4929/2560 เรื่อง “ให้สมาชิกสภานิสิตสามัญพ้นจากตำแหน่ง”  ลงวันที่ 30 ส.ค.2650 ที่ให้นายเนวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ,นายศุภลักษณ์ บำรุงกิจ ,นายธรณ์เทพ มณีเจริญ ,นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี และนายชินวัตร งามละมัย พ้นจากตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภานิสิตสามัญ ประจำปีการศึกษา 2560 โดยให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่มีคำสั่ง

ทั้งนี้คดีดังกล่าวนายเนติวิทย์ กับพวกรวม 8 คน ยื่นฟ้องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ของนิสิตต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2561 ว่า ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิตฯ และถูกสั่งเพิกถอนการเป็นสมาชิกสภานิสิตสามัญจุฬาฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากเหตุที่ตนเองและพวกเดินออกไม่ถวายบังคมต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราช และสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าระหว่างร่วมพิธีถวายสัตย์ปฎิญานและถวายบังคมของนิสิตใหม่ประจำปี 2560 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 60 จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว และให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชดใช้สินไหมทดแทนแก่นายเนติวิทย์กับพวกทั้ง 8 คนคนละ 10,000บาท รวมเป็นเงิน 80,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะชำระให้นายเนติวิทย์กับพวกทั้ง 8 คนจนเสร็จสิ้น

โดยเหตุผลที่ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งตัดคะแนนดังกล่าวระบุว่า จากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แม้การกระทำของนายเนติวิทย์ และกลุ่มเพื่อน 8คน ที่แสดงความไม่เหมาะสมในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ระหว่างทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนนิสิตใหม่ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2560 จนเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นนั้น จะเป็นการกระทำที่ไม่รักษา ซึ่งความสามัคคี ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และชื่อเสียงเกียรติคุณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการกระทำผิดวินัยนิสิตตามข้อ 6 ของระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยวินัยนิสิต พ.ศ.2527 แต่ก็ไม่เข้าข่ายความผิดระเบียบในข้อ 8 ตามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวอ้าง 

ดังนั้นการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่4928/2560 เรื่อง ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต ลงวันที่ 30 ส.ค. 2560 ,คำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 4929/2560 เรื่อง ให้สมาชิกสภานิสิตสามัญพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 30 ส.ค.2650  และคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่0408/2561 เรื่อง แก้ไขคำสั่งลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต ลงวันที่ 26 ม.ค.2561 ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิตของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กับพวก โดยอ้างว่า กระทำผิดวินัยนิสิต ตามข้อ8 ของระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยวินัยนิสิต พ.ศ.2527 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจุฬาลงกรณ์ เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยความผิดดังกล่าว

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัด “พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน” ขึ้นเป็นประจำทุกปีสำหรับนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง ซึ่งมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน โดยระบุจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังให้นิสิตเกิดความสมัครสมานสามัคคี และสร้างจิตสำนึกในการเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย เพื่อให้คำมั่นว่าจะเป็นนิสิตที่ดี และพลเมืองดีของประเทศชาติ

โดยการปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าถือเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อสองพระมหากษัตริย์ผู้ทรงก่อตั้งและสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกษัตริย์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศไทย

นอกจากนี้พิธีการดังกล่าวยังสืบเนื่องและเกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยในฐานะโรงเรียนมหาดเล็ก ซึ่งก่อตั้งในปี พ.ศ. 2445 และต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2453 และสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2459 ตามลำดับ การถวายบังคมเป็นการแสดงความเคารพของมหาดเล็กต่อพระมหากษัตริย์

การเลือกใช้รูปแบบการแสดงความเคารพดังกล่าวจึงมีความหมายเฉพาะสำหรับนิสิตชั้นปีที่หนึ่งของจุฬาฯ ถือเป็นการระลึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของมหาวิทยาลัย โดยทางมหาวิทยาลัยระบุด้วยว่า พิธีการนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น แต่ถือเป็นห้วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะเข้าสู่การเป็นนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างเต็มภาคภูมิอีกด้วย

‘ธนาธร’ เคลียร์ปมหมายเรียก ยัน!ไม่ได้พา ‘โรม’ หนี

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคลียร์ชัด หลังถูกออกหมายเรียก

วันที่ 4 เม.ย.2562 ที่ ลานหน้าเซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ถูกหมายเรียก ในวันที่ 6 เมษายน ว่าในวันดังกล่าวตนจะเดินทางไป สน.ปทุมวัน เวลา 10.00 น. ตามหมายเรียก เพื่อแสดงความจริงใจ ซึ่งกรณีดังกล่าว ตามข่าวที่ปรากฏระบุว่าเรื่องดังกล่าวเกิดเมื่อเดือน มิถุนายน 2558 มีกลุ่มนักศึกษาที่ออกมารณรงค์ ครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ก่อนที่เยาวชนกลุ่มนี้จะโดนคดีความ ทำให้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งเข้าไปให้กำลังใจที่บริเวณ หน้าสน.ปทุมวัน ในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เท่าที่ตนจำได้ รถคันที่ใช้ในวันเกิดเหตุ น่าจะเป็นรถของบริษัทที่มีคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจเป็นกรรมการผู้จัดการ

“ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เดินทางไปให้กำลังใจเยาวชนกลุ่มนี้ด้วย โดยเมื่อตนไปถึง สน.ประมาณช่วง 2-3 ทุ่ม พอตกดึก เมื่อเยาวชนกลุ่มนี้ได้รับการปล่อยตัวมาจาก สน. ผมอยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เมื่อพบกับ นายรังสิมันต์ โรม หนึ่งในสมาชิกของเยาวชนกลุ่มนี้ที่ริมถนน ผมเลยถามเขาว่า ออกมาแล้ว กำลังจะไปไหน ผมเลยอาสาไปส่งที่ที่เจ้าตัวต้องการไปให้ เรื่องเป็นแบบนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน การที่คุณรังสิมันต์เดินออกมาจาก สน.ได้ แสดงว่า เขาได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ใน สน.ออกมาแล้ว ผมไปเจอเขาอยู่ข้างถนน กำลังเรียกแท็กซี่กลับบ้าน ผมจึงอาสาไปส่ง เพื่อให้กำลังจิตกำลังใจกัน ซึ่งผมพร้อมชี้แจงทุกประเด้นในเรื่องนี้”นายธนาธร กล่าว

เมื่อถามว่ามองอย่างที่โดนข้อกล่าวหา มาตรา 116 นายธนาธร กล่าวว่า นี่เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการพยายามทำลายฝั่งตรงข้ามกับการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ ต่อข้อถาม มองว่าแปลกหรือไม่ เมื่อคดีดังกล่าวผ่านมา 4 ปีแล้ว แต่พึ่งจะโดนออกหมายเรียก นายธนาธร กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องให้สังคมช่วยกันพิจารณา ส่วนตัวไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

“ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ 2 อย่าง คือ 1.พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมออกจากเรื่องความผิดปกติของการเลือกตั้ง และความกดดันที่มีต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2.ความพยายามที่จะทำลายพรรคอนาคตใหม่ รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จากความกลัว การเติบโตขึ้นของพลังผู้ที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ”นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าหากกระบวนการยุติธรรมและโปร่งใสจริง ตนเชื่อว่าคดีที่เกิดกับตน นายปิยบุตร และพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายเพียงพอที่จะลงโทษเราทุกคดี เราเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ

เมื่อถามว่า ช่วงสัปดาห์นี้ นายปิยบุตร โดนโจมตีเรื่องเกี่ยวกับ ม.112 ได้มีการคุยกับนายปิยบุตรบ้างหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่านายปิยบุตรยังมีกำลังใจเข้มแข็งดี พวกเราพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่า นายปิยบุตรเป็นเสาต้นที่สำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ในเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้ต่อไป ซึ่งนายปิยบุตรเองก็ตอบชัดแล้ว ทั้งในรายการทีวี ในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว

ซึ่งการใช้เรื่องสถาบัน หรือคุณทักษิณ มาโจมตีศัตรูทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องเก่า คำถามคือ เราจะอยู่กับอดีตอย่างนี้ไม่เรื่อยๆรึไม่ หรือเราจะเดินหน้าไปสู่อนาคต ที่ยังมีความท้าทายในสังคมไทยอีกเยอะแยะไปหมดที่รอการจัดการ กลุ่มคนที่ใช้การเมืองเก่าเล่นงานคู่ต่อสู้ทางการเมือง คือกลุ่มคนที่พยายามดึงประเทศไว้ให้อยู่ในอดีต พรรคอนาคตใหม่ต้องการพาสังคมไทยเดินสู่อนาคตที่คนเท่าเทียมกัน อย่าใช้ข้อกล่าวหานี้ทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองอีกเลย เพราะข้อกล่าวหานี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

“ต่อเนื่องกับกรณีของนาย ปิยบุตร ที่มีประชาชนล่ารายชื่อ ไม่ให้นายปิยบุตรเป็น ส.ส. ทำหน้าที่ในสภา ซึ่งมีประชาชนลงชื่อราวหมื่นกว่าคน ในทางกลับกัน ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกกต.แล้วลงชื่ออนไลน์ เกือบถึงหนึ่งล้านคนแล้ว เช่นเดียวกับประชาชนที่ลงชื่อถอดถอน พล.อ.อภิรักษ์คง สมพงษ์ ผบ.ทบ.มีกว่า 30,000 คน ซึ่งเยอะกว่าที่ลงชื่อถอดถอนนายปิยบุตรเสียอีก ดังนั้นก็ชัดเจนว่า เสียงที่สังคมส่งเสียงอยู่ คือเสียงของการเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับมาสู่ ความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นนิติรัฐ” นายธนาธร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่สยามสแควร์มีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนมารอถ่ายรูปร่วมกับนายธนาธรจนแน่น รวมไปถึงบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ทำให้ทีมงานของพรรคต้องจัดแถวต่อเพื่อรอถ่ายภาพกับนายธนาธร

“ธนาธร” ยันคำนวณส.ส.มีสูตรเดียว ยึดเลข 71,000 ต่อผู้แทนหนึ่งคน งง กกต. ไม่รู้วิธีคิดที่นั่งสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ได้อย่างไร

นอกจากนี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้กล่าวถึงสูตรการคำนวณ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ว่า ถ้าเรายึดความเป็นธรรมจะตีความได้เพียงสูตรเดียวคือ เอาผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดหารด้วยจำนวนส.ส. ทำให้ได้71,000 คะแนน ต่อส.ส.หนึ่งคน ดังนั้นถ้าเรายึดตามสูตรนี้ก็จะรู้ว่าใครจะได้ส.ส.เท่าไหร่ ไม่มีอะไรซับซ้อน

“นี่เป็นเรื่องน่าห่วงมาก เพราะกกต.เองยังไม่รู้วิธีคำนวณที่ถูกต้องคืออะไร กกต. ควรจะรู้วิธีการที่ถูกต้องก่อนการเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ และประชาชนกำลังรอคำตอบจากกกต.ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีกับประเทศไทยเท่านั้น ความไม่แน่นอนที่ทำให้ประเทศไทยชะงักชะงั้นจะได้ชัดเจน” นายธนาธรกล่าวและว่า ตามกฎหมายระบุไว้แต่แรกแล้ว ยิ่ง กกต.ประกาศเร็วเท่าไรยิ่งดี

รู้จักกฎหมายอาญามาตรา 116

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ในหมวดของความมั่นคง ซึ่งหากผู้กระทำมีเจตนาให้กระทบต่อความมั่นคง โดยการทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นๆ จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 116 แต่หากเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิขึ้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116

ยูเอ็นชี้บรูไนออกกฎหมายปาหินประหาร ‘คนรักร่วมเพศ’ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เลขาธิการสหประชาชาติ วิจารณ์กฎหมายชารีอะห์ใหม่ของบรูไน ที่จะอนุญาตให้มีการขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศจนเสียชีวิต เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวกรณีนายสเตเฟน ดูจาร์ริค โฆษกยูเอ็น กล่าวว่า นายกูเตอร์เรสเชื่อว่า สิทธิมนุษยชนควรได้รับการสนับสนุนในทุกคนและทุกที่ โดยปราศจากการแบ่งแยก และกฎหมายก็พิสูจน์ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการแสดงออกของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวของบรูไนเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวานนี้ แม้นักการเมือง ผู้มีชื่อเสียงในสังคม และกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลกจะวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ นายดูจาร์ริคยังกล่าวอีกว่า ผู้นำยูเอ็นต่อต้านการลงโทษต่อการแสดงออกดังกล่าวในทุกรูปแบบ และยืนยันว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะสามารถรักใครก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ

กลุ่ม LGBT และกลุ่มสิทธิมนุษยชนประท้วงต่อต้านกฏหมายซารีอะห์ของบรูไน

ก่อนหน้านี้ทางการของบรูไนได้เห็นชอบนำกฎหมายซารีอะห์ หรือกฎหมายอิสลาม (Criminal Code Order)ซึ่งเป็นกฎหมายทางศีลธรรมของศาสนาอิสลาม ที่ควบคุมความประพฤติคนทั้งที่เป็นการกระทำต่อสาธารณะ และความประพฤติส่วนตัว นอกจากจะยังควบคุมความประพฤติตามจารีตประเพณีของชาวมุสลิมแล้ว ยังรวมไปถึงรูปแบบการปกครอง สังคมและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้เนื้อหาของกฎหมายได้กำหนดโทษต่อผู้ทำผิดกฎหมายไว้รุนแรง อาทิ การปรับ การจำคุก การเฆี่ยนตี การตัดมือและอวัยวะอื่นๆ การขว้างปาหินใส่ผู้กระทำผิด การแขวนคอ หากกระทำความผิดอันได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การหมิ่นศาสนา การลักทรัพย์ การข่มขืน การผิดรักกับคนเพศเดียวกัน เป็นต้น มาใช้ในการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายในประเทศ หลังจากประกาศไว้เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในบรูไนตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2562 เป็นต้นไป ทำให้บรูไนเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้กฎหมาย ‘ซารีอะฮ์’ ออกมาบังคับใช้ควบคุมประชาชนในประเทศ

  • ประเทศใดบ้างที่ใช้กฎหมายซารีอะฮ์อย่างเต็มรูปแบบ ?

    -อัฟกานิสถาน
    -อิหร่าน
    -อิรัก
    -มัลดีฟส์
    -ปากีสถาน
    -กาตาร์
    -ซาอุดีอาระเบีย
    -เยเมน
    -มอริเตเนีย
    -ซูดาน

ที่มา  www.reuters.com