บิ๊กโจ๊กสั่ง ตร.นำกำลังรวบตัว ดร.เซปิง เจ้าของโครงการ เฟซออฟ ข้อหาคดีฉ้อโกง

บิ๊กโจ๊กสั่งตำรวจนำกำลังรวบตัว ดร.เซปิง เจ้าของโครงการ เฟซออฟ ข้อหาคดีฉ้อโกง 

วันที่ 3 เม.ย. 2562 ที่ สตช. พล.ต.ท.สุรเชษฐ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวยืนยันว่าตำรวจ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าจับกุมตัว ดร.เซปิง ไชยศาส์น ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟตามหมายจับข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนในคดีทำศัลยกรรมเสียโฉมซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนรายหลายเข้าแจ้งความโดยจับกุมตัวได้ที่หมู่บ้านหรูย่านรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาของวันนี้ 

ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนและค้นหาหลักฐานในคดีเพิ่ม โดยในวันพรุ่งนี้ตนเองจะแถลงรายละเอียดในเรื่องนี้ด้วยตนเองที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา10.00น. และจะมีผู้เสียหายบางรายที่อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเดินทางกลับมาร่วมแถลงข่าวและชี้ตัวผู้กระทำผิดด้วยพรุ่งนี้

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.กลุ่มผู้เสียหายจำนวน 7 คนเดินทางมาร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร.ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.เซปิง ไชยศาส์น กับพวกในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดอาญาใดๆ 

ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าวก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้เสียหายได้เปิดดูรายการโทรทัศน์รายการ”เรื่องเล่าเช้านี้”ซึ่งมีเนื้อหารายการเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมของนายสุรชัย สมบัติเจริญ ในโครงการเฟซออฟ บายด็อกเตอร์เซปิง รวมถึงช่อง YouTube ด็อกเตอร์เซปิง ซึ่งเป็นช่องนำเสนอวิดีโอเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมในโครงการเฟซอ๊อฟบายดอกเตอร์  

ซึ่งนางสาวเซปิง เองได้โฆษณาว่าตนเองนั้นจบระดับปริญญาเอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสัญญากรรมใบหน้าและโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถทำศัลยกรรมได้ดีที่สุด ใบหน้าบวมขึ้นเพียง 10% ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นไม่มีรอยช้ำและทำให้อ่อนเยาว์ลง 10-20 ปี

นอกจากนั้นยังมีการยื่นข้อเสนอลดราคาค่าบริการให้ถูกลงกลุ่มผู้เสียหายจึงหลงเชื่อชำระค่ามัดจำในการจองคิววันผ่าตัดโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยเลขที่ 391-105464-6 ชื่อบัญชีโครงการเฟซออฟ โดยนายบทมากร วัฒนนนท์ และตัดสินใจทำศัลยกรรมในโครงการดังกล่าวและทางโครงการได้นัดหมายให้ผู้เสียหาย ไปพบที่บ้านเลขที่ 124 / 3 โซน N หมู่บ้านมณียาเพอร์เฟคมาสเตอร์พีซ ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.ไทรม้า อ.เมือง จ. นนทบุรี

โดยได้พบกับ น.ส.เซปิง อยู่ที่โครงการและ น.ส.เซปิง จะทำการจับตรวจใบหน้าพร้อมกับแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าอาจจะต้องทำศัลยกรรมใบหน้าอย่างไรบ้างจากนั้นจะมีการนำเอกสารต่างๆมาให้เซ็นและจะมีการเรียกเก็บค่าบริการทันทีและจะมียอดค่าบริการเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่แจ้งไว้มากหากผู้ใดไม่มี เงินชำระก็จะใช้วิธีพูดโน้มน้าวหรือให้ผ่อนชำระได้ ผู้เสียหายจึงยอมทำศัลยกรรมตามโครงการดังกล่าวและชำระเงินไป  

จากนั้นจึงได้นัดวันผ่าตัดที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล เลขที่ 1223 ซอยลาดพร้าว 94 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.แต่หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้วนั้นผลที่ได้รับกลับไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้บางคนใบหน้าบวมและปวดมากและจะมีอาการดังกล่าวเป็นระยะเวลา 2-3 เดือนหรือมีอาการชาบริเวณศีรษะ  และหลังจากที่อาการบวมหายไปแล้วปรากฏว่าใบหน้าของผู้เสียหายกลับไม่สวยยังคงมีริ้วรอยไม่ได้อ่อนวัยลง และกลับมีรอยแผลเป็นเพิ่มขึ้นซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการโฆษณาไว้แต่อย่างใดทำให้สูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลได้อนุมัติหมายจับที่จ.108/ 2562 และจ.109 / 2562 ลงวันที่ 1 เมษายน 2562ชุดปฏิบัติการที่ 14โดย พ.ต.อ.กำพล รัตนประทีป ผกก.สน.ลุมพินี / หน.ชุดปฎิบัติการ 14 ศปอส.ตร.?พร้อมกำลัง ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 สส. ภ.1 ร่วมสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งสองนั้นอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 124 / 3 โซน N หมู่บ้านมณียาเพอร์เฟคมาสเตอร์พีซ ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.ไทรม้า อ.เมือง จังหวัดนนทบุรี จึงได้ขอหมายค้นเพื่อเข้าบ้านหลังดังกล่าวพบด็อกเตอร์ เซปิงไชยศาส์น และนายบทมากร วัฒนะนนท์ ผู้ต้องหาตามหมายจับและเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาและนำส่ง สภ.บางศรีเมือง เพื่อดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับต่อไป

โดยวันพรุ่งนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จะแถลงข่าวนี้ที่ ศปรส.ตร.

เกร็ดความรู้เรื่อง : คดีฉ้อโกง

คดีฉ้อโกงนั้น สามารถแบ่งได้หลายลักษณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 – 348 อาทิ การฉ้อโกงประชาชน จะเข้าข่ายมาตรา 343 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การฉ้อโกงแรงงาน เข้าข่ายมาตรา 344 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือแม้กระทั่งการหลอกกินอาหารและเครื่องดื่มฟรี เข้าข่ายมาตรา 345 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

ทั้งนี้ ความผิดฐานฉ้อโกง ถือเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ ซึ่งหมายถึงผู้เสียหายและผู้กระทำความผิด สามารถเจรจาคืนทรัพย์สินหรือชำระค่าเสียหายเพื่อยุติคดี แต่ยกเว้น “ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน” ขณะที่ผู้เสียหายต้องดำเนินการแจ้งความ หรือฟ้องคดีภายในเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่ทราบเรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด ไม่เช่นนั้น คดีจะขาดอายุความ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขั้นตอนและความสำคัญของพระราชประเพณี

ตามโบราณราชประเพณี การเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์จะทรงรับการบรมราชาภิเษกเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่ง เป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระเกียรติยศสูงสุดสมกับที่ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤษภาคม 2562 เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ไทย ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษกและการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎโดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้แบ่งออกเป็น 2 พระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายศตวรรษ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกประกอบไปด้วย พระราชพิธีสรงพระมูรธาภิเษก พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ และการสถาปนาพระราชินีและพระราชวงศ์ ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นโดยเหล่าสมาชิกของราชวงศ์ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์ที่ผ่านการสวมมงกุฎแล้วจะประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี

กำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติเป็นที่ปลาบปลื้มปีติยินดีของพสกนิกรโดยทั่วกัน มีกำหนดการพระราชพิธีเป็น 3 ช่วง คือ

1. พระราชพิธีเบื้องต้น ประกอบด้วย การเตรียมน้ำอภิเษก การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกร ระหว่างวันที่ 6 – 23 เมษายน พุทธศักราช 2562

2. พระราชพิธีเบื้องกลาง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กำหนดวันที่ 2 – 6 พฤษภาคม
พุทธศักราช 2562

3. พระราชพิธีเบื้องปลายคือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังวัดอรุณราชวราราม ในปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2562

กำหนดการเดือนเมษายน

  • 6 เมษายน 62 ที่จะมีพลีกรรม ตักน้ำทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
  • 8-9 เมษายน 62 พิธีปลุกเสกน้ำทุกจังหวัดพร้อมกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
  • 18-19 เมษายน 62 เสกน้ำรวมที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • 22-23 เมษายน 62 พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ

กำหนดการเดือนพฤษภาคม

  • 2 พฤษภาคม 62 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จบวงสรวงด้วยพระองค์เอง
  • 3 พฤษภาคม 62 พิธีเชิญพระสุพรรณบัฏเข้าวัง ประกาศการบรมราชาภิเษก โดยจะมีคณะรัฐมนตรีร่วมด้วย
  • 4 พฤษภาคม 62 จะมีกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงค่ำ ตั้งแต่การบรมราชาภิเษก การถวายพระพร ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก สักการะพระบรมอัฐิ เฉลิมพระแท่นบรรจถรณ์
  • 5 พฤษภาคม 62 ช่วงเช้าจะเฉลิมพระปรมาภิไธย ขณะที่ช่วงเย็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบพระนคร
  • 6 พฤษภาคม 62 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกให้ประชาชนและคณะทูตเข้าเฝ้า

ขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10

1. พิธีทำน้ำอภิเษก ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องเตรียมพิธีทำน้ำอภิเษก โดยทำพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักร จำนวน 107 แห่งตามโบราณราชประเพณี และทำพิธีพร้อมกันในวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2562 ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญประจำจังหวัดของแต่ละจังหวัด 76 แห่ง ในวันที่ 8 เมษายน และเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกในวันที่ 9 เมษายน

จากนั้นทุกจังหวัดเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดมาตั้งไว้ในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อเสกน้ำอภิเษก ประกาศชุมนุมเทวดา ทำน้ำเทพมนตร์เจริญพระพุทธมนต์ ทำน้ำพระพุทธมนต์รวมกับน้ำอภิเษกของกรุงเทพมหานคร (จากหอศาสตราคม พระบรมมหาราชวัง) ในวันที่ 18 เมษายน และแห่เชิญน้ำอภิเษกของ 77 จังหวัดรวมทั้งน้ำเบญจสุทธคงคา (แม่น้ำบางปะกงแม่น้ำป่าสักแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำราชบุรีและแม่น้ำเพชรบุรี)

และน้ำจากสระ 4 สระ (สระแก้ว สระเกษ สระคา สระยมนาในจังหวัดสุพรรณบุรี) จากวัดสุทัศนเทพวรารามไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 19 เมษายน เพื่อพราหมณ์ประกอบพิธี

2. การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร วันที่ 22 และ 23 เมษายน พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ตลอดจนจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

3. ถวายราชสักการะสมเด็จพระบรมราชบุพการี วันที่ 2 พฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 5 ณ พระลานพระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ ณ  เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า และเสด็จฯ ไปยังพระบรมมหาราชวังเพื่อทรงบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

4. การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 3 พฤษภาคม พิธีแห่เชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยูหัว เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ทรงนมัสการพระรัตนตรัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยถวายบังคมพระบรมอัฐิพระอัฐิณ หอพระธาตุมณเฑียรได้เวลามหามงคลฤกษ์ จุดเทียนชัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต

5. บรมราชาภิเษกและเฉลิมพระราชมณเฑียร วันที่ 4 พฤษภาคม ทรงสรงพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน บริเวณชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน โดยน้ำสรงพระมุรธาภิเษกเป็นน้ำจากเบญจสุทธคงคา น้ำจากสระ 4 สระ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และทรงรับน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนตร์ตามลำดับทรงรับน้ำอภิเษก ซึ่งเป็นน้ำจากทุกจังหวัดที่ประกอบพิธีแล้ว ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์

จากนั้นทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงราชศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพระบรมวงศานุวงศ์คณะองคมนตรีคณะรัฐมนตรีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เสด็จฯ โดยขบวนราบใหญ่ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เพื่อทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก เสด็จฯ ไปถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชณปราสาทพระเทพบิดร และเสด็จฯ ไปถวายบังคมพระบรมอัฐิพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการีณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

6. พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย สถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค วันที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยพระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ไปยังวัดบวรนิเวศวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาประธานและพระบรมราชสรีรางคาร

7. เสด็จออกทรงรับการถวายพระพรชัยมงคล วันที่ 6 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ท้องพระโรง พระที่นั่ง สุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้นำศาสนาและผู้แทนคณะพาณิชย์เฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จออก ณ สีหบัญชร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลจากนั้นเสด็จออกให้คณะทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลณ ท้องพระโรง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

8. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ในปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังวัดอรุณราชวราราม เพื่อทรงบeเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2562 เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี ขณะที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฯ ซึ่งเป็นเสื้อต้นแบบของรัฐบาล

พร้อมเปิดจำหน่ายให้แก่ประชาชน ระหว่างเวลา 9.00-14.00 น. ณ เรือนพอเพียง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยจำหน่ายในราคาตัวละ 290 บาท รวมทั้งเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสั่งจองเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสั่งจองเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (www.opm.go.th) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองการเจ้าหน้าที่ และร้านค้าสวัสดิการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 0-2283-4275-8, 0-2283-4281-7 และ 0-2283-4764-5 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ร.10 ทรงห่วงใยปัญหาหมอกควันไฟป่า-ฝุ่นละอองภาคเหนือ

นายกรัฐมนตรีอัญเชิญพระราชกระแสรับสั่ง ร.10 ทรงห่วงใยปัญหาหมอกควันไฟป่า-ฝุ่นละอองภาคเหนือ ย้ำรัฐร่วมเอกชนเร่งบรรเทาความเดือดร้อนเต็มที่

วันนี้ (3 เมษายน 2562) พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน

รวมทั้งทรงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนเสียสละ โดยรัฐบาลจะบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งลดพื้นที่ที่มีจุดความร้อน หรือ Hot spot ภายใน 7 วัน พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

นายกฯ เน้นย้ำว่าพระราชวงศ์ทรงติดตามความทุกข์ร้อนของพสกนิกรอยู่ตลอดเวลา และทรงให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและไฟป่าเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดทางกองทัพบกเตรียมขยายผลเรื่องการฝึกผจญเพลิงและดับไฟป่าตามแนวพระราชดำริให้เป็นรูปธรรม ส่วนของหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ร่วมกับภาคเอกชนขณะนี้กำลังช่วยกันบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในทุกวิถีทางอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด