กกต. นับคะแนนใหม่เขต 1 นครปฐม หลังผู้สมัครอนาคตใหม่ ร้อง กกต. ปมรวมคะแนนผิด

กกต. นับคะแนนใหม่เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดนครปฐม หลังผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ร้อง กกต. เพราะการรวมคะแนนผิดพลาด

นายฉัตรชัย จันทร์พลายศรี กรรมการ กกต. พร้อมด้วย พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ร่วมติดตามการนับคะแนน ที่อาคารศูนย์ศิลป มหาวิยาลัยศิลปากร ซึ่งจุดนับคะแนน เขตเลือกตั้ง ที่ 1 จังหวัดนครปฐม โดยได้จัดจุดนับคะแนน 61 จุด เพื่อนับคะแนนจาก 245 หน่วย โดยในการนับคะแนนวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคอนาคตใหม่ ได้ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการนับคะแนนทุกจุดนับคะแนน ในระหว่างการนับคะแนนก็มีผู้สังเกตการณ์ของพรรคการเมือง คัดค้านการนับคะแนน เพราะบางหน่วย บัตรเลือกตั้ง ทำเครื่งหมาย กากบาทซ้ำสองเส้น และบัตรไม่ตรงกับต้นขั้ว

การนับคะแนนใหม่ครั้งนี้เนื่องจาก น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ร้อง กกต.ให้มีการนับคะแนนใหม่ หลังพบคะแนนรวมอย่างไม่เป็นทางการผิดพลาด อีกทั้งระหว่างการนับคะแนนระบบล่ม ต้องยุติการนับกลางคัน

ภาพประกอบข่าว : การนับคะแนนเลือกตั้ง

พ.ต.อ. จรุงวิทย์ กล่าวว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่มีการร้องเรียน เบื้องต้นในวันนี้จะสามารถนับคะแนนแล้วเสร็จในเวลา 15.00 น ทั้งนี้ได้เปิดให้ผู้สังเกตการณ์ทักท้วงการนับคะแนนหน้าหน่วยทันที เพื่อให้กรรมการได้บันทึกเหตุการณ์ และกรรมการประจำหน่วนเลือกตั้งจะใช้ดุลยพินิจ ส่วนผลการนับคะแนนวันนี้จะแตกต่างจากการนับคะแนนในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ถือเป็นความรับผิดชอบของ กกต.หรือไม่ เลขาธิการ กกต.ระบุว่า การนับคะแนนในวันนี้ก็ใช้คณะกรรมการคนละชุด อีกทั้งการสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของ กกต.แล้ว

ส่วนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งขณะนี้มีกว่า 400 เรื่อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ถ้ามีมูลก็เสนอให้ กกต.ตั้งอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าจะต้องมีใบส้มกี่ใบ ขณะที่การสั่งเลือกตั้งใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น คาดจะเป็นเดือนพฤษภาคม ก็ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ เนื่องจากจะต้องมีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ และการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย

ขณะที่การคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ได้มอบหมายให้สำนักงาน กกต.ไปรวบรวมนั้น เลขาธิการ กกต.ระบุว่า มีรูปแบบการคำนวน 2-3 รูปแบบ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุม กกต.ให้พิจารณา ย้ำว่า กระบวนการคำนวณ เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนที่ผู้การแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรูปแบบการคำนวณ หากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยในระหว่างนี้ กกต. ก็จะดำเนินการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ตามกรอบเวลาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 พร้อมปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาหลังวันที่ 9 และอาจไม่ตรงกับสูตรที่ กกต. ใช้คำนวณ เพราะมองว่าเรื่องนี้ยังอีกไกลจึงขอไม่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้

แรงงานไทย ขอรัฐบาลใหม่ขึ้นค่าจ้างให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ

ผลสำรวจเผย แรงงานไทย ต้องการให้รัฐบาลใหม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ รองลงมาคือเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล 

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผู้ใช้แรงงาน เรื่อง “ความสุขและความคาดหวังของแรงงานไทย 2562” จากการสำรวจพบว่าระดับความสุขของผู้ใช้แรงงาน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.89 ระบุว่า มีความสุข รองลงมา ร้อยละ 27.39 ระบุว่า มีความสุขมาก ร้อยละ 6.93 ระบุว่า ไม่มีความสุข และร้อยละ 0.79 ระบุว่า ไม่มีความสุขเลย

สำหรับสิ่งที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยเหลือแรงงานไทยมากที่สุด พบว่า ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.13 ระบุว่า พิจารณาปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ รองลงมา ร้อยละ 21.97 ระบุว่า เพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 11.31 ระบุว่า ส่งเสริมพัฒนาทักษะความรู้ด้านฝีมือให้กับแรงงานไทย

ร้อยละ 10.59 ระบุว่า แก้ไขปัญหาการว่างงาน ร้อยละ 6.69 ระบุว่า ตรวจสอบ/ควบคุม นายจ้าง ไม่ให้เอารัดเอาเปรียบ ร้อยละ 2.07 ระบุว่า การแย่งงานของแรงงานต่างด้าว และร้อยละ 0.24 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ลดอัตราภาษี ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้มีกองทุนรวมเหมือนรัฐวิสาหกิจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงสิ่งที่แรงงานไทยอยากได้รับการพัฒนาฝีมือมากที่สุดพบว่า ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.69 ระบุว่า ด้านภาษาต่างประเทศ รองลงมา ร้อยละ 12.90 ระบุว่า ด้านช่างอุตสาหกรรม ร้อยละ 10.19 ระบุว่า ด้านคอมพิวเตอร์ ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ด้านอาหารและเครื่องดื่ม

ร้อยละ 6.93 ระบุว่า ด้านโซเชียลมีเดีย ร้อยละ 6.53 ระบุว่า ด้านช่างก่อสร้าง ร้อยละ 5.41 ระบุว่า ด้านช่างซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 4.86 ระบุว่า ด้านช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 3.50 ระบุว่า ด้านช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ร้อยละ 0.88 ระบุว่า ด้านช่างผม และร้อยละ 2.71 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ไม่มีสิ่งที่อยากพัฒนา

กต. ชี้แจงหลังมีข้อสงสัย คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมที่จีนจำนวนมาก

กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจง หลังมีกระแสทำไมคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum ครั้งที่ 2 ที่จีนเป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า การประชุมข้อริเริ่มสายแถบหนึ่งเส้นทาง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 เม.ย. 2562 ตั้งแต่การประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญ/ระดับสูง จำนวน 12 เวที ในลักษณะเวทีการหารือกลุ่มย่อย (Thematic Forum) ครอบคลุมประเด็นความเชื่อมโยงในทุกมิติ ตั้งแต่ด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน การค้าการลงทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ดิจิทัล จนถึงด้านการศึกษาและประชาชน

โดยมีผู้แทนจาก 150 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 29 องค์การ และภาควิชาการเอกชนจำนวนมาก ชาวต่างประเทศที่มาเข้าร่วมกว่า 5,000 คน สำหรับประเทศไทย ฝ่ายจีนได้เชิญรัฐมนตรีของไทยเข้าร่วมในเวทีต่างๆ ด้วย ได้แก่ รมว. กต. (เข้าร่วมเวที ความเชื่อมโยงด้านนโยบาย) รมว. คค. (เข้าร่วมเวทีการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน)

รมว. ดศ. (เข้าร่วมเวทีดิจิทัล) เลขาธิการ ป.ป.ช. (เข้าร่วมเวทีเกี่ยวกับการต่อต้านคอรัปชั่น) เลขาธิการ BOI (เข้าร่วมเวทีส่งเสริมการค้าการลงทุน) รวมทั้งผู้แทนหน่วยงานอื่นๆ ที่ได้รับเชิญเข้าร่วม อาทิ เวทีความเชื่อมโยงด้านนวัตกรรม การศึกษาและด้านประชาชน นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนภาคประชาสังคมและภาคเอกชนไทยจำนวนมากได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมด้วย

ในการประชุมระดับผู้นำ นรม. ได้รับเชิญจาก ปธน. สี จิ้นผิง (สปป. จีน) เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำระหว่างวันที่ 26 – 27 เมษายน 2562 ประกอบด้วยการประชุมระดับสูง (High Level) และการประชุมผู้นำโต๊ะกลม (Roundtable) โดยในการประชุมครั้งนี้ มีผู้นำเข้าร่วมทั้งหมด 38 ประเทศ จากทุกทวีป รวมทั้งอาเซียน 10 ประเทศ

เพื่อติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือและโครงการต่างๆ ภายใต้ข้อริเริ่มฯ และเพื่อหารือถึงทิศทางความร่วมมือในอนาคต ไทยให้ความสำคัญกับข้อริเริ่มฯ โดยถือเป็นยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา โดยเฉพาะความเชื่อมโยง การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาของไทยที่ไทยผลักดันมาโดยตลอด

โดยจีนถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในทุกระดับ และในการเข้าร่วมครั้งนี้ นอกเหนือจากการแสดงถึงบทบาทของไทยในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างภูมิภาครวมถึง BRI แล้ว ยังแสดงถึงบทบาทไทยในฐานะประธานอาเซียนด้วย