ล้วงระบบ ‘เลือกตั้งอินเดีย’ คาด กกต.นับคะแนน 900 ล้านเสียงเสร็จสิ้นภายใน 1 วัน

อินเดีย ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย สำหรับการจัดการเลือกตั้งในประเทศอินเดียซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการยืนยันแล้วว่า จะมีการจัดวันเลือกตั้งยาวนานข้ามเดือน ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน-19 พฤษภาคม 2562 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มี 2 คู่แข่งสำคัญคือนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน จากพรรคภราติยะชนตะ และนายราหุล คานธี จากพรรคคองเกรส ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก

สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจคือการเลือกตั้งในอินเดียครั้งนี้ จะมีประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนกว่า 900 ล้านคน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควรว่า เจ้าภาพการจัดการเลือกตั้งอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้งอินเดียนั้น จะจัดสรรให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์จำนวนมหาศาลนี้แสดงออกทางการเมือง เพื่อเลือกผู้นำและรัฐบาลที่ตนต้องการอย่างไรให้เหมาะสม

ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอินเดียศึกษา จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า คณะกรรมการเลือกตั้งแห่งอินเดีย (Election Commision of India) ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญที่สุดที่จะทำให้การออกเสียงเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้

เทคโนโลยีที่ใช้จัดการเลือกตั้งในอินเดีย

คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งอินเดีย (กกต.) เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรัฐเกราละ (Kerala) ในปี 1982 หรือเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา จากนั้น กกต. ได้พัฒนาเครื่องมือร่วมกับบริษัท Bharat Electronics ก่อนที่ประกาศใช้เครื่องมือเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electornic Voting Machine (EVM) อย่างเป็นทางการในปี 1999 เพื่อจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

โดยให้เหตุผลถึงความรวดเร็ว โปร่งใส ลดข้อผิดพลาดจากการกากบาทของผู้ใช้สิทธิ์ ลดความเสี่ยงต่อการทุจริตจากการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญคือประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งจำนวนมหาศาลซี่งไม่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศน์

เจ้าหน้าที่กำลังเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือเลือกตั้ง ที่ใช้ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2014

โดย กกต. และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง จะติดตั้งเครื่องมือเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วนคือ แผงเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ และ หน่วยควบคุมซึ่งเก็บบันทึกข้อมูล โดยเครื่องมือนี้มีแบตเตอรี่ในตัวทำให้ไม่ประสบปัญหาหากมีข้อขัดข้องจากระบบไฟฟ้า อีกทั้งยังเก็บข้อมูลโดยไม่เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ไวไฟ หรือบลูทูธใดๆ เพื่อป้องกันการทุจริต

ขั้นตอนการเลือกตั้งในอินเดีย

เมื่อการเลือกตั้งมาถึง หลังจากที่ประชาชนลงทะเบียนเลือกตั้ง ตรวจสอบสิทธิ์และแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่แล้ว ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะเดินเข้าไปยังคูหา และ ลงคะแนนโดยกดปุ่มสีฟ้าบนแผงเลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ ข้างหมายเลข ชื่อผู้สมัคร และสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ตนเองต้องการได้เพียงหนึ่งครั้งเพื่อเพิ่มการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใส

การเลือกตั้งอินเดียเมื่อปี 2014

ย้อนกลับไปในปี 2013 กกต.อินเดีย ได้นำระบบตรวจสอบการเลือกตั้ง หรือ Voter Verifiable Paper Audit Trail มาใช้ควบคู่กัน โดยระบบดังกล่าวจะแสดงผลการลงคะแนนเป็นเวลา 7 วินาที เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิ์ตรวจสอบความถูกต้องของการลงคะแนนบนหน้าจอแสดงผล จากนั้นระบบจะพิมพ์ใบสำคัญเพื่อเป็นหลักฐานไว้ตรวจสอบ กรณีมีข้อร้องเรียนและยืนยันความถูกต้องไปพร้อม ๆ กับคะแนนอิเลกทรอนิกส์

หลังจากที่ปิดคูหาลงคะแนน เจ้าหน้าที่จะจัดส่งอุปกรณ์ลงคะแนนดังกล่าวไปเก็บรักษายังศูนย์นับคะแนนเลือกตั้ง เพื่อรอการนับคะแนนในวันประกาศผล ทั้งนี้เพราะอินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ในเชิงพื้นที่และประชากร การเลือกตั้งจึงถูกแบ่งออกเป็น 7 รอบ แต่ทุกรอบจะนับคะแนนพร้อมกัน

ขั้นตอนการนับคะแนนที่เสร็จสิ้นในเวลาเพียง 1 วัน !!

ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 7.00 น. ศูนย์การนับคะแนนจะตรวจสอบอุปกรณ์เลือกตั้งอิเลกทรอนิกส์ ก่อนที่จะทำการกดปุ่มประมวลผล ต่อหน้าสื่อมวลชน ผู้สมัคร และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ โดยแบ่งการประมวลผลเป็น 10-15 รอบ โดยในแต่ละรอบจะเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์สอบถามหรือร้องขอให้มีการตรวจสอบกับใบสำคัญเพื่อยืนยันความถูกต้อง

ทั้งนี้การนับคะแนนดังกล่าวจะแล้วเสร็จทั่วประเทศ และในเวลาไม่เกินบ่ายโมง กกต. จะสามารถประกาศผลการเลือกตั้ง และทราบผลผู้แทนทั้งหมด 543 คนทันทีและประกาศพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสูงสุดในรัฐสภาเพื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’

ให้เสรีภาพ และเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น !!

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาชนของอินเดียล้วนมีความเข้มแข็งและมีเสรีภาพในการรายงานความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง และมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทุจริตจากการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว

ในห้วงเวลาที่ผ่านมากระบวนการตุลาการได้นำข้อร้องเรียนการเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อตัดสิน ภาคประชาชนได้ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบผ่านเว็บไซต์ เพื่อร่วมเป็นกลไกในการตรวจสอบและมอบหลักฐานสาธารณะให้กับ กกต.

กลุ่มนักวิชาการได้เขียนบทความวิชาการอธิบายและถกเถียงปัญหาที่มาจากระบบเลือกตั้งดังกล่าว ในขณะที่นักวิศวกรรมศาสตร์และนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้สร้างและทดลองระบบจำลองความเป็นไปได้ในการโจรกรรมหรือเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ กระบวนการภาคประชาชนเป็นไปเพื่อตั้งคำถามและนำข้อสังเกตมอบให้กับ กกต. เพื่อสร้างระบบการเลือกตั้งที่ใกล้เคียงกับคำว่าบริสุทธิ์ ยุติธรรมที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อเคารพเสียงของชาวอินเดีย 900 ล้านคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่สำคัญ การให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำเพื่อจัดการเลือกตั้งแก่ประเทศต่างๆ เป็นภารกิจหนึ่งของคณะกรรมการเลือกตั้งแห่งอินเดียผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามดร.ปิยณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศใดที่ กกต.จัดการเลือกตั้งแล้วมีปัญหา ประชาชนไม่ยอมรับ สังคมโลกตั้งคำถาม ส่งทีมงานไปเรียนรู้จากอินเดีย ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย

จากบทสัมภาษณ์ ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เรียบเรียงโดย แก้วตา ปานมงคล

‘นายก’ ส่งสารถึงประชาชน ช่วยกันปกป้องบ้านเมืองไม่ให้กลับไปสู่ความวุ่นวาย

เพจตึกไทยคู่ฟ้าเผยแพร่สารจากนายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือปกป้องบ้านเมืองไม่ให้สั่นคลอนหรือกลับไปสู่ความวุ่นวาย

วันที่ 1 เมษายน 2562 เพจไทยคู่ฟ้าเผยแพร่สารจากนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สถานการณ์ในบ้านเมืองเราขนาดนี้ประชาชนทุกหมู่เราสามารถดำรงวิถีชีวิตประกอบอาชีพทำมาหากินได้อย่างเป็นสุข แต่ยังคงมีผู้ไม่หวังดีบางคนบางกลุ่มได้พยายามบิดเบือนข่าวสารข้อเท็จจริงในหลายประเด็นมีการใช้โซเชียลมีเดียและใช้บุคคลบางกลุ่มเข้ามาปลูกฝังแนวคิดที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อมุ่งหวังให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและบ่อน ทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ทั้งนี้รัฐบาลและคสช. รับทราบสถานการณ์มาโดยต่อเนื่อง และได้บังคับใช้กฎหมายปกติอย่างเคร่งครัดโดยให้กระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการไป มิได้ใช้อำนาจพิเศษมาดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแล ผู้ปกครองควรต้องเอาใจใส่ลูกหลานของตนและมีบุคคลใกล้ชิด ครูอาจารย์ควรต้องอบรมบ่มนิสัยดูแลศิษย์อย่างเข้าถึง ข้าราชการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัว

สิ่งสำคัญคือการรับรู้ข่าวสารจะต้องมีการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลศึกษาให้ดีหากพวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจช่วยกันปกป้องบ้านเมืองไม่ให้สั่นคลอนหรือกลับไปสู่ความวุ่นวายได้ประเทศชาติจะไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงและยังยืน

ข้อควรรู้ : โทษของการแชร์ข่าวเท็จ

การกระทำในลักษณะสร้างหรือผลิตข่าวปลอม fake news ในลักษณะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(2) ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

ส่วนผู้ใดทราบว่าข่าวที่เราส่งหรือแชร์ต่อเป็นข่าวปลอม ข้อมูลที่เป็นเท็จ เช่น ข่าวที่กระทรวงสาธารณสุขออกมายืนยันแล้วว่า “อย่าเชื่อคนตายจากฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว 1 ราย” แต่ก็ยังเอาไปแชร์หรือส่งต่อให้คนอื่น แบบนี้จะเข้าค่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม. 14(5) ผู้ใดเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม (1) (2) (3) หรือ (4) ซึ่งมีความผิดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

“ธนาธร” เยือนภาคตะวันออก ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุน

“ธนาธร” เยือนภาคตะวันออก ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุน ย้ำเป้าหมาย “อนาคตใหม่” คือเปลี่ยนแปลง-พร้อมให้ดีที่สุดไม่ว่าต้องเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

วันที่ 1 เมษายน 2562 แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ออกสตาร์ทคาราวานพรรคอนาคตใหม่เดินสายขอบคุณประชาชนเป็นวันแรกหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2561 โดยเริ่มต้นคาราวานในวันนี้ที่ภาคตะวันออกสามจังหวัด ประกอบไปด้วยจันทบุรี ตราด และระยอง ซึ่งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ได้รับการเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด

โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค, และนางสาววรรณวิภา ไม้สน ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกับนางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ว่าที่ ส.ส.เขต 3 จ.จันทบุรี ลงพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมร่วมกันขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนไปรอบตลาดวัดท่าม่วง ก่อนขึ้นกล่าวปราศรัยท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มารอต้อนรับเป็นจำนวนมาก

จากนั้น นายธนาธรและคณะได้เดินทางต่อไปยัง อ.เมือง จ.ตราด พร้อมกับว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.ตราด นายศักดินัย นุ่มหนู ขึ้นรถแห่ไปรอบตัวอำเภอ ท่ามกลางประชาชนสองข้างทางคอยโบกมือทักทายตลอดทางที่ผ่าน จากนั้น นายธนาธรได้ขึ้นปราศรัยเล็กๆที่ลานสนามหลวง อ.เมือง จ.ตราด

จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยัง อ.พลิ้ว จ.จันทบุรี พร้อมกับ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.จันทบุรี, และนายจารึก ศรีอ่อน ว่าที่ ส.ส.เขต 2 จ.จันทบุรี ขึ้นรถแห่ขอบคุณพร้อมกล่าวปราศรัยกับประชาชน ที่หน้าตลาดแหลมสิงห์ ตลาดน้ำพุ ตลาดจตุจักร ตลาดท่าใหม่พูลสวัสดิ์ ตลาดห้วยสะท้อน และตลาดหนองคล้า โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

โดยเนื้อหาของการปราศรัยนั้น นายธนาธรระบุว่าวันนี้ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์หลังจากการเลือกตั้ง สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ได้ทำตามสัญญาไปแล้วคือการพยายามหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยร่วมมือกับพรรคการเมืองต่างๆในฝ่ายประชาธิปไตย แต่หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะยังคงมี สว.250 คนที่อาจจะยกมือโหวตสวนเจตจำนงของประชาชน ให้ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากฝ่ายสืบทอดอำนาจ

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าไม่ว่าจะต้องเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน พรรคอนาคตใหม่ก็พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หากได้เป็นรัฐบาล ก็จะผลักดันทุกนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน ไม่ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่หากต้องเป็นฝ่ายค้าน ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างแข็งขัน สนับสนุนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและคัดค้านสิ่งที่จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์

นอกจากนี้ นานธนาธรยังย้ำว่าตนและพรรคอนาคตใหม่ พร้อมที่จะขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นจุดเริ่มต้น ในวันนี้การได้ 87 ที่นั่งยังไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศ มีแต่เมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น จึงจะสามารถนำประเทศนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จึงขอแรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน ร่วมกันเดินทางต่อไปด้วยกันข้างหน้ากับพรรคอนาคคใหม่ เพื่อนำประเทศนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้ได้

หลังจากนั้น นายธนาธรได้เดินทางต่อไปยัง อ.เมือง จ.ระยอง พร้อมกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดระยอง ขึ้นรถแห่ไปรอบเมืองขอบคุณทุกการสนับสนุนที่ประชาชนให้กับพรรคอนาคตใหม่ โดยระบุว่าถึงแม้พรรคอนาคตจะไม่ได้ ส.ส.ในจังหวัดระยอง แต่ตนและพรรคอนาคตใหม่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในสภาสมัยนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อผู้ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ แต่สำหรับประชาชนทุกคนในประเทศนี้ โดยขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ต่อไป