คืบหน้าไฟป่า​ดอยหลวงเชียงดาว​เสียหาย​แล้ว​กว่า ​400​ ไร่​

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังทั้งภาคพื้นที่ดิน-อากาศ ดับไฟป่าดอยหลวงเชียงดาว เผยเสียหายแล้วกว่า 400 ไร่ คาดใช้เวลาอีก 2-3 วันดับสนิท เหตุจุดเกิดไฟป่าอยู่บนหน้าผาสูงชัน สลดพบลิงวอกอายุ 6 เดือน ถูกรมควันตายกลางป่า 

วันนี้ (1 เม.ย.2562) ที่สนามกีฬา กศน.บ้านถ้ำ ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับทหาร ตำรวจฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอ.เชียงใหม่ ได้ปล่อยแถวเพื่อระดมกำลังเพื่อเข้าดับไฟป่าที่โหมไหม้บนดอยหลวงเชียงดาว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินได้เดินเท้าลัดเลาะไปตามป่าเข้าเพื่อเข้าถึงจุดที่เกิดไฟไหม้ ซึ่งอยู่บริเวณม่อนพระจันทร์ทรงกลด  เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเดินทางนานหลายชั่วโมงเนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน โดยหลังเข้าไปถึงจุดที่เกิดเพลิงไหม้ ได้ใช้อุปกรณ์ดับเพลิง และทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม เพราะบางจุดที่เกิดไฟป่าเป็นภูเขาสูงชันไม่สามารถเข้าถึงได้

ขณะเดียวกันกำลังทางอากาศ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำเฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำ เพื่อโปรยน้ำดับไฟป่าในจุดที่กำลังภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยวันนี้เฮลิคอปเตอร์ได้ลำเลียงน้ำไปดับไฟป่าแล้ว 17 เที่ยว บรรทุกน้ำได้เที่ยวละ 500 ลิตร รวมใช้น้ำดับไฟป่าไปแล้วกว่า 8,500 ลิตร

อย่างไรก็ตามไฟป่าได้เผาไหม้พื้นที่ป่าบนดอยหลวงเชียงดาวไปแล้วราว 400 ไร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมไฟไว้ได้แต่ยังไม่ดับสนิท เพราะบางจุดอยู่บนภูเชาสูงชันที่เป็นหน้าผา คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 2  – 3 วันจึงจะดับได้สนิททั้งหมด

รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า การเข้าดับไฟป่าที่ดอยหลวงเชียงดาวเป็นไปด้วยความยากลำบาก  ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่เดินเท่าเข้าไปพบลงวอก อายุ 6 เดือนถูกรมควันตายในป่าบนดอยหลวงเชียงดาวด้วย

วิธีป้องกันไฟป่าและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย กรณีอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม ดังนี้

1. ดูแลพื้นที่ริมแนวชายป่า เก็บกวาดพื้นที่ให้โล่งเตียน มิให้มีใบไม้แห้ง กิ่งไม้แห้ง หรือหญ้าแห้งกองสุม เพราะหากเกิดไฟไหม้จะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้ไฟปะทุและลุกลามอย่างรวดเร็ว

2. สร้างแนวกันไฟล้อมรอบพื้นที่ เพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่น หมั่นเก็บกวาดและกำจัดเชื้อเพลิงจำพวกใบไม้ กิ่งไม้แห้งและหญ้าที่ทับถมบนแนวกันไฟ และระวังมิให้ต้นไม้ล้มพาดขวางแนวกันไฟ หากเกิดไฟไหม้ไฟจะลุกลามผ่านข้ามแนวกันไฟไปได้

3. เพิ่มความระมัดระวังการจุดไฟในป่าเป็นพิเศษ ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนหญ้าแห้ง หากก่อกองไฟหรือประกอบอาหารในป่า ควรควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด หลังใช้งานเสร็จแล้วควรดับไฟให้สนิททุกครั้ง

4. หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟป่า เช่น เผาขยะหรือตอซังข้าวบริเวณริมข้างทาง เป็นต้น เพราะนอกจากจะมีโอกาสที่ไฟจะลุกลามเป็นไฟป่าแล้ว ยังทำให้ควันไฟปกคลุมเส้นทาง หากจำเป็นต้องจุดไฟหรือเผาขยะ ควรควบคุมอย่างใกล้ชิด จัดเตรียมถังน้ำหรือทรายไว้ใกล้ๆ จะได้ดับไฟได้ทัน ในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกให้ใช้วิธีไถกลบหรือนำไปทำปุ๋ยหมักแทนการเผา

ข้อมูลจาก สสส.

เลขาฯ “อนาคตใหม่” เปิดข้อกฎหมาย – ยันมีวิธีเดียวคำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

วิธีเดียวคำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่พรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวใน 3 ประเด็นได้แก่ 1.กรณีการอบรมว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ และการลงนามสัตยาบันร่วมกัน 2. เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยผลคะแนนดิบรายหน่วย และ 3. ชี้แจงการคำนวนจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามกฎหมาย


|
โดยนายปิยบุตร กล่าวว่า กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 ตามมาตรา128 ระบุชัดเจนถึงวิธีคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีเพียงวิธีเดียว โดยใจความสำคัญ อยู่ที่วงเล็บ4 เมื่อนำคะแนนดิบมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พึงมี พรรคใดได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ถึง 1 คน ให้ตัดพรรคนั้นออกจากการคำนวณเทียบตามบัญญัติไตรยาง ดังนั้น กกต.ต้องยึดหลักการตามที่กำหมายกำหนด ซึ่งการยึดตามกฎหมายนี้ จะทำให้พรรคอนาคตใหม่มีจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 87 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 30 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 57 คน

นายปิยบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ได้จัดอบรม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.มีการลงสัตยาบันร่วมกัน และฝากถึงพรรคการเมืองที่พยามแทรกแซง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวซึ่ง พรรคอนาคตใหม่มีการรวบรวมหลักฐานไว้ ส่วนกรณีการนำคลิปและภาพที่กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปบิดเบือน

ตนยืนยันว่า คลิปดังกล่าวเป็นงานเสวนาทางวิชาการเมื่อปี 2556 รายละเอียดพูดถึงการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งการนำข้อความที่ตนบรรยายเมื่อ 6 ปีก่อน มาตัดใช้บางตอน โดยไม่ระบุว่าบรรยายในโอกาสใด เมื่อไร และยังใส่ตำแหน่งว่า เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับนำสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ไปติดในรูปภาพด้วย เป็นการแสดงเจตนาอันไม่สุจริตของผู้กระทำและการนำสถาบันกษัตริย์มาใช้โจมตีกันทางการเมือง

การคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตีลิสต์ (party list)

  1. (1) นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตหารด้วย 500 (ซึ่งเป็นจำนวนทั้งหมดของ ส.ส.ทั้งสภา)
  2. นำผลลัพธ์ตาม (1) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศ ของแต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับจากการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตทุกเขต จำนวนที่ได้รับจะเป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองจะมีได้
  3. นำจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองจะมีได้ ลบด้วยจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ ผลลัพธ์คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ
  4. ถ้าพรรคการเมืองใดได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะมีได้ ให้พรรคนั้นมี ส.ส.ตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

และให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะมีได้ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดมี ส.ส.เกินจำนวนที่จะมีได้

เพื่อไทยแถลง ร้องเปิดเผยผลคะแนนหน่วยเลือกตั้ง-แจงจำนวนบัตรที่เพิ่ม

พรรคเพื่อไทยแถลง ขอให้เปิดเผยผลคะแนนของหน่วยเลือกตั้ง ชี้แจงจำนวนบัตรที่เพิ่ม และเปิดเผยวิธีการคำนวณ สส. ระบบบัญชีรายชื่อที่ถูกต้อง

พรรคเพื่อไทยออกแถลง ตามที่มีการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งประชาชนทุกภาคส่วนมีข้อสงสัยและตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง การนับคะแนน การเปิดเผยผลคะแนนที่ล่าช้า และมีตัวเลขที่มีข้อสงสัย รวมทั้งข่าวเกี่ยวกับการคำนวณคะแนนบัญชีรายชื่อที่อาจไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยขอแถลงดังนี้

1. พรรคขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้งโดยพลัน เนื่องจากประชาชนมีสิทธิที่จะตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ จำนวนบัตรดีและบัตรเสีย รวมทั้งคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเลขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้แถลงนั้นถูกต้องหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย 6 พรรค ได้ทำหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเปิดเผยผลคะแนนดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. 2562 แต่ขณะนี้ กกต. ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ

2. จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 33,775,230 คน (65.96% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง) แต่ 4 วันต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งกลับแถลงว่า มีจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่ากับ 38,268,375 คน (74.69% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) จึงมีคำถามว่าทำไมจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จึงแตกต่างและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 4,493,145 คน (ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8.73%) ซึ่งทราบรายงานข่าวว่า กกต. ชี้แจงว่า บัตรเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นมาถึงกว่า 4 ล้านใบนั้น เป็นเพราะจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่แถลงไปในวันเลือกตั้ง ยังไม่ครบผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดและยังไม่ได้รวมจำนวนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตราว 2.3 ล้านใบ และบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรราว 100,000 ใบ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการเปิดเผยตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ควรสามารถกระทำได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังปิดหีบเลือกตั้ง ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 4 วันภาย หลังจากที่มีการเรียกร้องจากหลายฝ่าย ค่อยเปิดเผยเช่นนี้ทำให้ประชาชนยังเคลือบแคลงและตั้งคำถามว่ากระบวนการจัดการและการนับคะแนนเลือกตั้งมีความโปร่งใสหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีคำอธิบายที่รับฟังได้ จะเป็นการยากที่ประชาชนจะยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เสรีและเป็นธรรม และจะเป็นทางออกให้กับประเทศ

3. จากที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีการคำนวณคะแนนและจัดสรรที่นั่ง สส. ตามระบบบัญชีรายชื่อให้แก่พรรคขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลถึงการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พรรคขอเรียกร้องให้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ว่าเป็นไปตามข่าวหรือไม่ พรรคมีความเห็นว่าการคำนวณที่นั่ง สส. ระบบบัญชีรายชื่อ ให้แต่ละพรรคการเมืองนั้น มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอน มิอาจกระทำได้ตามอำเภอใจ โดยต้องกระทำตามบทบัญญัติมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญและมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดย รัฐธรรมนูญ มาตรา 91(4) บัญญัติว่า

“ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เท่ากับหรือสูงกว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ให้พรรคการเมืองนั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจํานวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับ การจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต่ำกว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)” ซึ่งความตอนท้ายของมาตรา 91(4) ที่ระบุว่า “แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)” เป็นสาระสำคัญที่ห้ามมิให้จัดสรรที่นั่งให้แก่พรรคที่ไม่มี สส. ที่พึงมีตั้งแต่ต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรที่นั่ง สส. ระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมนั้น จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่มี สส. พึงมีอย่างน้อย 1 คนขึ้นไปเท่านั้น

ดังนั้น พรรคจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยแนวทางและวิธีการคำนวณ สส. ระบบบัญชีรายชื่อที่ถูกต้องให้แก่สาธารณชนได้ทราบ มิใช่ปล่อยให้คลุมเครือและมีการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตนเอง

เกร็ดความรู้เรื่อง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตีลิสต์ (partyชช list)

จำนวน  มีจำนวน 150 คน เป็นบัญชีเดียวกันทั้งประเทศ โดยพรรคการเมืองจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี ซึ่งรายชื่อไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ส่งให้กรรมการการเลือกตั้ง ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

การลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวกันกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยหนึ่งคะแนนที่เราเลือกผู้สมัครในเขตของตัวเอง จะถูกนับเป็นหนึ่งคะแนนในการคิดที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้กับพรรคการเมืองที่ผู้สมัครคนนั้นๆ สังกัดอยู่