เตือน ! ปลอมเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ผิดกฎหมาย จำคุกสูงสุด 20 ปี

สปน.เตือน ! ปลอมเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ มีความผิดตามกฎหมาย จำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท

วันนี้ (26 เมษายน) นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายสมพาศ นิลพันธ์ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการจัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนได้อัญเชิญไปประดับในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยรายได้จากการจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งรัฐบาลได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมประดับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ในระหว่างเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2562 โดยพร้อมเพรียงกันนั้น

ปรากฏว่าประชาชนได้ให้ความสนใจ และมีความต้องการเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ จำนวนมาก เป็นเหตุให้มีการนำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ไปจำหน่ายเกินราคา และมีผู้ผลิตเลียนแบบเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นจึงได้มีการประชุมเพื่อวางแนวทางป้องกันและปราบปรามการผลิตเลียนแบบเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต

นายสมพาศ นิลพันธ์ กล่าวต่อว่า ผู้ผลิตเลียนแบบเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 “ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

และมาตรา 240 “ผู้ใดทำปลอมขึ้น ซึ่งดวงตราแผ่นดิน รอยตราแผ่นดิน หรือพระปรมาภิไธย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท” พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 15

ดังนั้นจึงขอแจ้งไปยังผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือเลียนแบบ ให้หยุดการจำหน่าย และการผลิตโดยทันที เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่บังควร และขอความร่วมมือประชาชนอย่าได้หลงเชื่อ หรือสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ หากพบผู้กระทำความผิดกรุณาแจ้งเบาะแสไปที่สายด่วนรัฐบาล หมายเลขโทรศัพท์ 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสมพาศ นิลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า ประชาชนที่มีความประสงค์จะสั่งจองเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ สามารถสั่งจองผ่านที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสั่งจองผ่านระบบร้านค้าออนไลน์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เว็บไซต์ thailandpostmart.com โดยสั่งจองได้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562

หรือสามารถซื้อได้ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ใน 30 สาขา 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 รอบ การจำหน่ายรอบแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 รอบที่สอง ในวันอังคารที่ 30 เมษายน 2562 และรอบที่สาม ในวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2562 โดยรายละเอียดสาขาที่จำหน่ายสามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (www.facebook.com/OPM.Society)

นายกฯ ยืนยันไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ BRI

นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมBRI ครั้งที่ 2 ที่จีน ยันไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ ย้ำถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและสร้างสรรค์และประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือ  ระดับสูง (High Level Meeting) ในช่วงการประชุมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (BRF) ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติจีน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมกล่าวสุนทรพจน์ โดยระบุว่า

ในนามของประธานอาเซียนในปีนี้ นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ และขอบคุณรัฐบาลจีนที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น อาเซียนและไทยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนมายาวนาน จึงรู้สึกชื่นชมและยินดีที่ได้เห็นจีนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จนกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียและของโลก และแจ้งว่าไทยในฐานะประธานอาเซียนมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ที่สำคัญนี้ให้ก้าวหน้าต่อไปภายใต้แนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน”
ซึ่ง BRI เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ของโลก และมีความสอดคล้องกับเป้าหมายและหลักการของอาเซียนและประเทศในภูมิภาค  ดังนี้

ประการแรก ยุทธศาสตร์ BRI จะช่วยส่งเสริมความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อความเจริญรุ่งเรือง สันติภาพและอนาคตร่วมกัน เราต้องร่วมมือกันรักษาและส่งเสริมบรรยากาศแห่งสันติภาพและความร่วมมือทั้งในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาคและโลก

นายกรัฐมนตรียินดีที่ประเทศที่ร่วมสนับสนุน BRI ต่างยึดมั่นในหลักการของความร่วมมือที่เปิดกว้างและครอบคลุมอย่างสร้างสรรค์และฉันท์มิตร บนหลักการสามเอ็ม (3Ms) ของอาเซียน กล่าวคือ การไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน

พร้อมยืนยันว่า ไทยจะยังคงมุ่งสร้างความร่วมมือกับหุ้นส่วนทั้งในและนอกภูมิภาค บนพื้นฐานของความโปร่งใสและความผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ BRI ด้วย

ประการที่สอง ประเทศไทยและอาเซียนเห็นว่า “การเชื่อมโยง” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการบรรลุ SDGs ดังนั้น เราจึงต้องเร่งรัดความร่วมมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงทั้ง 4 ด้านได้แก่ ความเชื่อมโยงทางกายภาพ กฎระเบียบ ดิจิทัล และประชาชนให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ด้านกายภาพ ไทยและอาเซียนเล็งเห็นความสำคัญของการเชื่อมต่ออาเซียนสู่โลกผ่าน BRI โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทาง NSEC การพัฒนาเส้นทาง EWEC และเส้นทาง R9 นอกจากนี้ EEC จะเป็นหนึ่งในโครงการแม่แบบในการสร้างฐานเพื่อเชื่อมโยงไทยเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคใกล้เคียง

ทั้งทางบก อากาศ น้ำและทางรางในรูปแบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ทั้งนี้ไทยยังร่วมกับอาเซียนในการขับเคลื่อนแม่บทของอาเซียนว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (MPAC 2025) และแผนแม่บท ACMECS Master Plan ปี ค.ศ. 2019-2023 จึงขอเชิญชวนจีนให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของ ACMECs เพื่อขับเคลื่อน BRI ในอาเซียนและการส่งเสริมแนวคิด “การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง”

ด้านกฎระเบียบ การส่งเสริม “ความเชื่อมโยงทางการค้า” โดยการเร่งรัดการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ที่ไทยตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จาก ASEAN Single Window

ด้านดิจิทัล โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ชุมชนห่างไกล ชุมชนด้อยโอกาสต่าง ๆ ไทยจึงยินดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสนใจจะร่วมมือกับจีนและฮ่องกงในโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกระบบใหม่

ด้านประชาชน ยุทธศาสตร์ BRI จะช่วยส่งเสริมความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ เพื่อพร้อมรับการปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ เพื่อให้ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ของการพัฒนา ไทยให้ความสำคัญต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพซึ่งโปร่งใส เปิดกว้างและครอบคลุม และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ประการสุดท้าย ควรร่วมมือกันจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ BRI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของพลเมืองของเรา ซึ่งอาจเป็นรูปแบบของกองทุนสำหรับการพัฒนาเป็นการเฉพาะ ซึ่งในส่วนของอาเซียนนั้น นายกรัฐมนตรียินดีที่ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังของอาเซียนได้มีดำริเกี่ยวกับการส่งเสริมแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบพื้นฐานที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่าไทยต้องการเห็นยุทธศาสตร์ BRI ประสบความสำเร็จ และต้องการเห็นไทย อาเซียน จีน และมิตรประเทศทุกประเทศ ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดอย่างฉันท์มิตร อย่างสร้างสรรค์ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสันติภาพของภูมิภาคและของโลก และเพื่อการพัฒนามั่งคั่งของพลเมืองของเรา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แบบนี้ก็มีด้วย ตะกรุดคลอดง่าย-คุมกำเนิดได้ ถูกโพสต์ขายว่อนเน็ต

วิจารณ์แซด ตะกรุดรุ่นนี้คนเป็นแม่ควรมี สรรพคุณสุดล้ำคลอดง่าย – คุมกำเนิดได้ ด้านหมอแล็บแพนด้าโร่แชร์ต่อหวังเตือนภัย พร้อมชี้เข้าข่ายหลอกลวง

วันนี้ (26 เม.ย. 2562) โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อเพจ หมอแล็บแพนด้า ได้มีการส่งต่อเรื่องราวของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีการประกาศให้เช่าตะกรุดของขลัง ที่อ้างว่าคนเป็นแม่ต้องมีเพราะช่วยในการคุมกำเนิด และทำให้คลอดลุกง่ายสำหรับคนที่ตั้งครรภ์

โดยภาพได้เผยให้เห็นว่า ของขลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นเชือกหลากสีที่ถูกมามัดรวมกันด้วยแผ่นเหล็กบางๆ ที่ลงอักขระโบราณไว้ พร้อมมีข้อความระบุสรรพคุณ ว่า  ตะกรุด มหาอุต แคล้วคลาด ใช้ทางอยู่ยงคงกะพัน คลาดแคล้วมหาอุตโชคลาภ ค้าขาย มหานิยม คลอดลูกง่าย และบางคนใช้คุมกำเนิด โดยมีเกจิดังเป็นคนทำพิธีปลุกเสก

ขณะที่เพจ หมอแล็บ ได้ระบุข้อความว่า ” ผมรู้แล้วว่าทำไมการคุมกำเนิดไม่ได้ผล อ๋อ ใช้ตะกรุดนี่เอง” ซึ่งสาเหตุที่นำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อ ก็เพราะอยากเตือนให้ผู้นิยมของขลังบางท่านอย่าเขียนพุทธคุณเกินจริง เพราะมีบางคน เชื่อแล้วอาจเอาไปใช้คุมกำเนิดจนเกิดอันตรายได้ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า คนในวงการพระเครื่องส่วนใหญ่ เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้

ทั้งนี้เมื่อภาพและข้อความดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างก็ไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ สำหรับการใช้ข้อความหรือถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือเกินจริง มีความผิดทั้งทางแพ่ง และทางอาญา

โดยความผิดทางอาญาตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 เผยว่า การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ

มาตรา 47 ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งกระทำผิดซ้ำอีก ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากการกระทำดังกล่าวนั้น เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง ก็จะต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากการโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น ถือเป็นการหลอกลวงประชาชน ซึ่งต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ประกอบมาตรา 343 เบื้องต้นมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขระที่