เผาแล้ว! ‘น้องฌาดา’ เหยื่ออาคารโรงเรียนถล่มทับร่างดับ

เผาแล้ว ศพน้อง ฌาดา เด็กหญิงวัย 4 ขวบชั้นอนุบาลของโรงเรียนเอกชน ถูกผนังอาคารขอโรงเรียนถล่มทับเสียชีวิตคาที่ ขณะเกิดพายุฝนตกหนัก พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ร่ำไห้ ส่งดวงวิญญาณน้องสู่สุขติ พ่อขอไม่พูดถึงคดี ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

วันที่ 26 เม.ย.2562  เมื่อเวลา 15.00 น. ที่วัดกลาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีพ่อ แม่ และญาติๆ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัยน้อง ฌาดา เด็กหญิงวัย 4 ขวบ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์พายุฝนตกหนัง ทำผนังอาคารโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ ต.บ้านเป็ด พังถล่มลงมาทับร่างขอน้อง ฌาดา จนเสียชีวิตคาที่ภายในอาคาร และมีผู้บาดเจ็บเป็นพ่อขอน้องฌาดา และครู รวมทั้งเด็กอนุบาลอีกรวม 5 คน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 เม.ย.2562

ซึ่งเดินทางเข้ามาร่วมส่งดวงวิญญาณ ประกอบพิธีฌาปนกิจน้อง ฌาดา ไปสู่สุขติ ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศกเสียใจของผู้ที่เข้ามาร่วมงาน โดยผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับพ่อของน้องฌาดา ที่ยังอยู่ในอาการเศร้าต่อการเสียชีวิตของลูกสาวคนเดียวว่า ในทางคดีครอบครัวขอไม่พูดถึง ซึ่งขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย และเผยถึงความทราบซึ้งในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานตะกร้าสิ่งของพระราชทานให้กับครอบครัว ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูลอันสูงสุด

ส่วนทางด้านคดีดังกล่าวผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ประวิทย์ โทหา ผกก.สภ.บ้านเป็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นได้สอบปากคำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ครบแล้ว รอเพียงอาทิตย์หน้า ผู้เชี่ยวชาญจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยจะลงมาตรวจสอบอาคารเรียน โครงสร้างทั้งหมด

ทั้งนี้ การตรวจสอบในภาพรวมทั้งหมดนอกจากผู้เชี่ยวชาญจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยแล้ว ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทั้งเทศบาลตำบลบ้านเป็ด โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดขอนแก่น พนักงานสอบสวน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกรมอุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เข้าร่วมตรวจสอบด้วย เมื่อทุกฝ่ายตรวจสอบแล้ว ก็จะมีการสรุปความเห็นส่งมายังพนักงานสอบสวน เพื่อนำมาประกอบสำนวนการสอบสวนของคดีดังกล่าวทั้งหมด คาดว่าทุกอย่างจะครบถ้วนภายในอาทิตย์หน้า จากนั้นก็จะมีการแจ้งข้อหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลตามขั้นตอนต่อไป

ดีแทค โชว์กำไรไตรมาสแรก 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ฐานลูกค้า 20.7 ล้านเลขหมาย

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค รายงานว่า ในไตรมาสที่ 1/62 ดีแทคยังคงขยายและปรับปรุงโครงข่ายหลังจากการขยายโครงข่ายครั้งใหญ่ในไตรมาส 4/61 โดยประสบการณ์การใช้งานและความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อโครงข่ายดีแทคดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์จากระบบสัมปทานในเดือนธันวาคม 2561 มาเป็นระบบใบอนุญาต นอกจากนั้นดีแทคยังได้เปิดตัวแคมเปญ “Never Stop Caring” หรือ “สัญญาว่า…จะไม่หยุดดูแลกัน” เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการบนโครงข่าย 2300 MHz ซึ่งเป็นโครงข่ายที่มอบประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ดีที่สุด

ณ สิ้นไตรมาส 1/62 ฐานลูกค้าทั้งหมดอยู่ที่ 20.7 ล้านเลขหมาย และมีจำนวนสถานีฐานอยู่ที่ 15,400 สถานีซึ่งเพิ่มขึ้น 2,700 สถานีในช่วงไตรมาสนี้ ลูกค้าประมาณ 7.8 ล้านราย หรือร้อยละ 76 ของฐานลูกค้า 4G ได้ใช้บริการบนโครงข่ายคลื่นความถี่ 2300 MHz ทั้งนี้โครงข่ายโดยรวมของดีแทคครอบคลุม 94% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ

รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC สำหรับไตรมาส 1/62 ลดลงร้อยละ 5.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากผู้ใช้บริการเติมเงิน และจากบริการระหว่างประเทศต่างๆในช่วงที่ดีแทคกำลังสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้าต่อโครงข่ายของดีแทค อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ใช้บริการรายเดือนยังคงเพิ่มขึ้นจากผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนจากระบบเติมเงินมาเป็นระบบรายเดือน และแคมเปญอุปกรณ์ที่น่าสนใจต่างๆ EBITDA สำหรับไตรมาส 1/62 อยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้นทุนหลังการสิ้นสุดระบบสัมปทาน เช่น ต้นทุนค่าธรรมเนียม (Regulatory costs) ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสัญญาเช่าสินทรัพย์ภายใต้สัมปทานกับ CAT และค่าโรมมิ่งบนโครงข่าย 2300MHz กับ TOT รวมถึงการจัดการต้นทุนที่ดีของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้บริการ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร EBITDA margin สำหรับไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 34.7 CAPEX ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 4.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 28% ของรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC

กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/62 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะลดลง ซึ่งเป็นผลจากโครงสร้างต้นทุนใหม่เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกหลังการสิ้นสุดระบบสัมปทาน ซึ่งรวมถึงการลดลงของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย อย่างไรก็ตามกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA – CAPEX) สำหรับไตรมาส 1/62 กลับมาเป็นบวกที่ 1.7 พันล้านบาท แม้ว่ายังมีการดำเนินการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฐานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.3 เท่า และมีเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 1/62 จำนวน 1.28 หมื่นล้านบาท

สิ่งที่ดีแทคได้มุ่งเน้นในขณะนี้ได้แก่ 1) ปรับปรุงโครงข่ายและประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า 2) สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ดีแทค และ 3) ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ดีแทคคาดว่าจะกลับมาเติบโตในปี 2562 โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากนี้ดีแทควางแผนที่จะใช้เงินลงทุนในปี 2562 จำนวนประมาณ 1.3 – 1.5 หมื่นล้านบาท

อเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีแทค กล่าวว่า “ในไตรมาสแรกของปี 2562 ดีแทคได้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อโครงข่ายดีแทคหลังจากสิ้นสุดระบบสัมปทาน ด้วยการขยายโครงข่ายครั้งใหญ่ในไตรมาสที่ 4/61 และต่อเนื่องมาในไตรมาส 1/62 โดยเริ่มที่จะเห็นผลในเชิงบวกแล้ว ในส่วนของการให้บริการในระบบรายเดือนยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การให้บริการในระบบเติมเงินยังคงต้องมีการปรับปรุง เราจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าระบบรายเดือนของเรา และใช้วิธีการแบ่งกลุ่มการตลาด (segmentation approach) เพื่อดึงดูด และเข้าถึงลูกค้าเติมเงินให้กลับมาใช้ดีแทคอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างด้าว กลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มคนเล่นเกม”

ดิลิป ปาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงินของดีแทค กล่าวว่า “แม้ว่าการการเติบโตของรายได้จะอยู่ภายใต้ความท้าทาย แต่ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังคงดีอย่างต่อเนื่อง ไตรมาส 1/62 เป็นไตรมาสแรกที่ดีแทคดำเนินการภายใต้ระบบโครงสร้างต้นทุนใหม่ที่มีต้นทุนค่าธรรมเนียม และค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายภายใต้สัมปทานที่ต่ำลง แต่ค่าใช้จ่ายของค่าเช่ากับ CAT ค่าโรมมิ่งกับ TOT และค่าตัดจำหน่ายของใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 และ 1800 MHz ได้เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามต้นทุนอื่น ๆ อันประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานของโครงข่าย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ถูกควบคุมเป็นอย่างดี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานกลับมาเป็นบวกในไตรมาสนี้หลังจากการลงทุนด้านโครงข่ายครั้งใหญ่ในไตรมาส 4/61 สถานะทางการเงินของเรายังคงแข็งแกร่ง และมีความยืดหยุ่น”

พบร่างสาวเล็บแดง ถูกฆ่าหั่นศพยัดถุง ทิ้งน้ำกลางเมืองอยุธยา

เจอชิ้นส่วนสาวเล็บแดงเปลือยกาย ถูกห่าหั่นศพยัดใส่ถุง 2 ใบทิ้ง น้ำกลางเมืองอยุธยา

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น.วันนี้ ( 26 เม.ย. 2562) ร.ต.ท.ประสิทธิชัย ชอบธรรม รอง สว. (สอบสวน) สภ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุพบชิ้นส่วนมนุษย์ บริเวณสะพานข้ามคลองโคกมะยม หมู่ 7 ริมถนนอุทัย-ภาชี กม.9 ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา

จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมิธ สารอด พ.ต.ท.พีรพัสส์ ชูช่วย รองผกก.สส. สภ.อุทัย เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานพระนครศรีอยุธยา แพทย์เวรโรงพยาบาลอุทัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิพุทไธสวรรย์

ริมตลิ่งพบกระดูกขาข้างขวา ตั้งแต่หัวเข่าลงไปจนถึงข้อเท้า เท้ายังมีเนื้อติดอยู่ และ ชิ้นส่วนกระดูกขาจากสะโพกลงไปถึงเข่า หัวกะโหลก 1 หัว ภายในคลองพบถุงกระสอบใบ ใหญ่ 2 ถุง ถูกมัดด้วยหูของถุงกระสอบมัดด้วยลวดสายไฟฟ้า ใบที่ 1 สีฟ้าลายบอลลูนภายใน พบชิ้นส่วนของลำตัวสภาพเปื่อยยุ้ยเนื้อหลุด

ใบที่2 ถุงขาด สีเขียวลายใบไม้ ภายในพบเพียง หนังมือลอกออกมามีเล็บติดอยู่ทาสีแดง คาดว่าถุงน่าจะถูกสัตว์เลื้อยคลานกัดแทะแล้วลากชิ้นส่วนขึ้นมา ถุงที่ขาดน่าเป็นถุงที่บรรจุชิ้นส่วนของแขนขาและหัวกะโหลก ไม่พบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต น่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์

สอบสวนนายเดชกำจร นพเก็ง อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์ ผู้พบศพคนแรก กล่าวว่า ตนเองมาหาทอดแหหาปลา ระหว่างนั้นเหลือบไปเห็นเท้าของมนุษย์ ตกใจทิ้งปลาที่หาได้รีบขึ้น จากน้ำแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

สอบสวนนายไพรัช เดชะ อายุ 56 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าพอได้รับแจ้งคนหาปลาเจอศพจึงรีบมาดูพบถุงสองใบมีกลิ่นเหม็นเน่า และพบชิ้นส่วนมนุษย์ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่พบชิ้นส่วนมนุษย์ไม่พบว่ามีการแจ้งคนหาย นอกจากนี้บริเวณนี้เป็นชุมชนเมืองใหม่มีแรงงานต่างชาติ และประชากรแฝงเข้ามาทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีคนหายในพื้นที่ของ สภ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ระหว่างประสานในพื้นที่ใกล้เคียงและจังหวัดใกล้เคียงว่ามีการแจ้งคนหายไว้บ้างหรือไม่ และต้องเร่งหาชิ้นส่วนที่ยังไม่พบ ต้องตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังไปบริเวณจุดที่พบชิ้นส่วนมนุษย์ และเร่งสืบสวนหาพยานในบิเวณที่เกิดเหตุ ส่วนชิ้นส่วนที่พบ ส่งไปชันสูตร ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี