เผยภาพ ‘เค ร้อยล้าน’ บุกโวยศูนย์ดำรงธรรม ก่อนเป็นข่าวที่ กทม.

ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท เผย ‘เค ร้อยล้าน’ บุกมาร้องเรียนเรื่องการติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 ก่อนที่จะไปก่อนเหตุในกรุงเทพฯ

วันที่ 25 เม.ย. 62 ผู้สื่อข่าว จ.ชัยนาท รายงานว่า ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท ได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดของศูนย์ฯ ที่จับภาพไว้ได้เมื่อช่วงเช้าของเมื่อวานที่ผ่านมา (24 เม.ย.62) แสดงต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นภาพชายสวมเสื้อสีเหลืองทราบต่อมาว่าคือ เค ร้อยล้าน ชายชาวอินเดีย ที่บุกเข้ามาเคาะกระจกของศูนย์ฯ เพื่อเรียกเจ้าหน้าที่

โดยนางสาวพรเพ็ญ โตประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมฯ เปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวได้โวยวายเสียงดังกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม ว่า ตรวจสอบพบว่ามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง ไม่ได้ติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 และหลายแห่งติดตั้งขนาดเล็กเกินไป ตนเป็นคนที่รักรัชกาลที่ 10 มาก ต้องการให้สถานที่ราชการทุกแห่ง ติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ให้สมพระเกียรติ

ซึ่งชายดังกล่าวได้พูดคุยโวยวายอยู่ประมาณ 2-3 นาทีก็เดินจากไป และทราบว่าไปหาซื้อรูปภาพและพระบรมฉายาลักษณ์จากร้านค้าหน้าศาลากลาง ซึ่งเป็นภาพและพระบรมฉายาลักษณ์ ที่นายเค วางไว้บนหลังคารถป้ายแดง ตามที่ปรากฏในภาพข่าวที่กรุงเทพฯเมื่อบ่ายวานที่ผ่านมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>> เผยชื่อแล้ว หนุ่มขับเบนซ์ สับงูเห่าโชว์ หน้าห้างดัง แต่ยังให้การสับสน

กาย-ฮารุ เข้าแจ้งความหลังพบผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักนำภาพไปแอบอ้างขายสินค้า

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 เมษายน 2562 ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายรัชชานนท์ หรือ กาย และ นางฮารุ สุประกอบ ดารา นักแสดง เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก ปอท. และ ร.ต.อ.ศตวรรฒ แวงแสน รอง สว.(สอบสวน)กก.3 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าของผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักรายหนึ่ง หลังนำภาพตนเองไปแอบอ้าง ขายสินค้าผ่านเว็บไซต์จนมีผู้หลงเชื่อสั่งซื้อมาใช้ ทั้งที่ตนเองไม่ได้รู้จักหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมี พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบช.ภ.1 เป็นผู้ประสานนำผู้เสียหายเข้าแจ้งความ หลังไปร้องทุกข์ไว้กับตำรวจภูธรภาค 1

นายรัชชานนท์ กล่าวว่า มีบริษัทขายาหารเสริมรายหนึ่ง นำรูปฮารุ ภรรยาของตน ออกกำลังกายลดความอ้วนหลังจากคลอดบุตรคนที่ 3 พร้อมมีเนื้อหาระบุขั้นตอนการลดความอ้วนโดยละเอียด จากอินสตาแกรมที่เปิดสาธารณะ ใช้แอบอ้างขายสินค้าลดน้ำหนักดังกล่าว

นางฮารุ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 3-4 วันที่ผ่านมา มีคนรู้จักที่ออกกำลังกายด้วยกันที่ยิม ส่งภาพของตนจากเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร มาสอบถามตนว่าได้ใช้ผลิตภัณฑ์นี้จริงหรือไม่ เนื่องจากได้สั่งซื้อมาแล้ว 1 กล่องในราคาประมาณ 1,900 บาท ตนจึงปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์จากบริษัทนี้แต่อย่างใด พร้อมไปตรวจสอบดูเว็บไซต์พบว่ายังมีภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังลดความอ้วนของชาวไทยและต่างชาติอีกมาก แต่ไม่ทราบว่าทางบริษัทได้ขออนุญาตเจ้าของภาพมาแล้วหรือไม่ ทางตนจึงต้องมาแจ้งความไว้ก่อน เนื่องจากยังไม่ทราบว่าผลิตภัณฑ์นี้จะมีผลข้างเคียงหรือไม่ เกรงจะเป็นอันตราย

“เมื่อวานให้เลขาฯ ส่วนตัว โทรศัพท์ไปยังเบอร์ของบริษัทดังกล่าว ไปสอบถามข้อมูลว่า บุคคลในรูปเป็นผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์จริงหรือไม่ ทางปลายสายอ้างกลับมาว่าใช้จริง โดยตลอดการพูดคุยได้บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานมาประกอบการแจ้งความด้วย ทั้งนี้ยังมีคนที่ติดตามชีวิตครอบครัวของเราอีกมาก อาจมีคนหลงเชื่อจริงๆ จึงอยากให้เคสนี้เป็นอุทาหรณ์ว่าให้ตรวจสอบข้อมูลสินค้าก่อนซื้อมาใช้”

เบื้องต้น พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ต่อจากนี้เจ้าพนักงานจะเร่งตรวจสอบว่าใครเป็นผู้กระทำผิดครั้งนี้ ซึ่งเข้าข่ายลักษณะความผิด มาตรา14 (1) นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่ก่อนขยายผลตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดฉ้อโกงประชาชนหรือไม่

รู้จัก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1)

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1)ระบุว่า “ผู้ใด …. (1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” การเขียนกฎหมายเช่นนี้เป็นการเปิดให้ต้องตีความอยู่มาก ทำให้ลักษณะของความผิดที่ฟ้องร้องเป็นคดีความกันด้วยมาตรา 14(1) มีความหลากหลาย ดังต่อไปนี้

1.ความผิดต่อระบบ เช่น การปลอมแปลงไฟล์เพื่อแฝงตัวเข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์
2.การหลอกลวง ฉ้อโกง เช่น การปลอมหน้าเว็บไซต์ว่าเป็นเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน
3.การหมิ่นประมาท

โดยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

อธิบดีกรมป่าไม้ ไล่ออก 2 เจ้าหน้าที่ป่าไม้เอี่ยวลักลอบค้าไม้ข้ามชาติ

อธิบดีกรมป่าไม้ ไล่ออก 2 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้าไม้ข้ามชาติในท้องที่ปราจีนบุรี และจันทบุรี หลังจากขยายผลพบว่าผิดจริง

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ เปิดเผยความคืบหน้า กรณีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าไม้ข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และจันทบุรีว่า นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ลงนามเห็นชอบให้ออก 2 เจ้าหน้าที่ของกรมป่าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบไม้พะยูง รายแรกเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งผู้ช่วยพิทักษ์ป่า ประจำศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง)

จากการตรวจสอบพบเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบทำไม้พะยูง เหตุเกิดในเขตพื้นที่ป่าไม้ตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ในท้องที่ ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้จับกุมดำเนินคดีขบวนการลักลอบทำไม้พะยูง ได้พร้อมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน พร้อมรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด และไม้พะยูงของกลาง 19 ท่อน ปริมาตร 3.37 ลูกบาศก์เมตร

ต่อมาอธิบดีกรมป่าไม้ ได้สั่งการให้นายชีวะภาพ ชีวะธรรม พร้อมด้วยนายนิพนธ์ ทิพย์มณฑา หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษพยัคฆ์ไพร นำกำลังลงขยายผลโดยละเอียดจนพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ กระทั่งได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้สรุปเรื่องราวเสนอมีความเห็นว่ากระทำผิดจริง จึงเห็นสมควรให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้ออกจากราชการ

สำหรับอีกรายชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ได้ขยายผลตรวจพบว่า ไปมีส่วนพัวพันกับขบวนการลักลอบค้าไม้พะยูง เป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า ส 2 ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ จบ.8 (คลองแดง) ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เหตุเกิดเมื่อช่วงวันที่ 9 มกราคม 2562 ซึ่งชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าจับกุมขบวนการลักลอบไม้พะยูงขบวนการใหญ่ ที่มีทั้งพลเรือนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภาคตะวันออก และภายหลังชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพรได้ขยายผลจนพบว่า มีเจ้าหน้าที่ 4 รายที่เกี่ยวข้อง อธิบดีกรมป่าไม้

จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบ กระทั่งมีคำสั่งให้ไล่ออกเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ จบ.8 (คลองแดง) และมีการแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาด้วย ต่อมาชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ได้ขยายผลต่อเนื่องพบว่า ยังมีเจ้าหน้าที่ตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า ส 2 อีก 1 รายที่ไปเกี่ยวข้อง และได้เสนอความเห็นให้ นายอรรถพล เจริญชันษา ลงนามเห็นชอบให้ออกจากราชการเพิ่มอีก 1 ราย

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เสนอให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานราชการถือปฏิบัติ ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการในระบบราชการอย่างเคร่งครัด ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ภาครัฐที่กระทำผิดทั้งอาญาและทางวินัย ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการอย่างรุนแรง จึงเห็นสมควรให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบพบการกระทำผิด จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าวหยุดการกระทำ ปรับตัวใหม่ เพราะหากมีการตรวจสอบพบจะถูกดำเนินการทั้งทางวินัยคือให้ออกและถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย