“คิม” เยือนรัสเซีย หวังผลหารือ “ปูติน” เป็นรูปธรรม

ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางถึงเมืองวลาดิวอสต็อกแล้ว เตรียมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย พร้อมแสดงความคาดหวังผลการหารือเป็นรูปธรรม

นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือเดินทางด้วยรถไฟส่วนตัวจากกรุงเปียงยางถึงเมืองวลาดิวอสต็อกของรัสเซียแล้ว เมื่อวานนี้ ก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ในวันนี้ (25 เมษายน 2562)

นายคิมลงจากรถไฟกันกระสุนพร้อมรอยยิ้ม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยการเดินทางเยือนรัสเซียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในปี 2554

ก่อนหน้านี้ นายคิมแวะพักที่สถานีรถไฟเมืองคาซาน เมืองชายแดนของรัสเซีย โดยเขากล่าวกับสื่อรัสเซียว่า เขาคาดหวังผลการหารือที่เป็นรูปธรรม เกี่ยวกับความพยายามยุติการเผชิญหน้าเรื่องนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างการหารือกับผู้นำรัสเซีย

นายคิมมีกำหนดประชุมสุดยอดกับนายปูตินในวันนี้ ที่เกาะรุสสกีในเมืองวลาดิวอสต็อก นับเป็นซัมมิตครั้งแรกระหว่างทั้งคู่ โดยประเด็นสำคัญน่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาทนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ของรัสเซีย อ้างคำกล่าวของนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย ว่า การประชุมระหว่างสองผู้นำจะมีขึ้นในเวลา 13.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น

ภายหลังการประชุม นายคิมอาจจะเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ก่อนเดินทางกลับเกาหลีเหนือในวันพรุ่งนี้ (26 เมษายน) นอกจากนี้ เขายังจะได้รับประทานอาหารท้องถิ่นของรัสเซีย อาทิ “บอร์ช” ซุปพื้นบ้านที่ทำจากบีทรูท, “เปลมินี” หรือเกี๊ยวรัสเซีย และคาเวียร์

นักวิเคราะห์มองว่า นายคิมเยือนรัสเซีย เพราะต้องการการสนับสนุนจากต่างประเทศ หลังการประชุมสุดยอดกับสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ล้มเหลว เพื่อลดแรงกดดันด้านเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และนานาชาติ

ด้านรัสเซีย การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้รัสเซียได้แสดงบทบาทในฐานะผู้เล่นรายสำคัญของโลก แม้ชาติตะวันตกจะคว่ำบาตรรัสเซียกรณีแทรกแซงทางทหารในยูเครน และข้อกล่าวหาว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศยกเลิก ‘มูลนิธิพลเอกเปรม ติณสูลานนท์’

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศยกเลิก ‘มูลนิธิ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์’ ด้านนายทหารคนสนิทพลเอกเปรม แจงเป็นเรื่องปกติ เมื่อสมาคม ไม่ได้มีการดำเนินการแล้ว ก็ต้องมีการแจ้งยกเลิก

วันนี้ (25 เม.ย.62) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศนายทะเบียนสมาคมประจำจังหวัดสงขลา เรื่องการเลิกสมาคม โดยระบุว่า ด้วยนายชัยรัตน์ เสถียร ได้แจ้งการเลิกสมาคมมูลนิธิ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2561

โดยนายทะเบียนสมาคมประจำจังหวัดสงขลา ได้อนุมัติรายงานการชำระบัญชี และจำหน่ายชื่อสมาคมออกจากทะเบียนแล้วเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2561 ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุด พลเอกพิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิทของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เมื่อสมาคม ไม่ได้มีการดำเนินการแล้ว ก็ต้องมีการแจ้งยกเลิก และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามกฏหมาย ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลเอกเปรม หรือ มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม แต่อย่างใด

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wassana Nanuam

EEC อัพเดทความคืบหน้า 4 เมกะโปรเจกต์ นัดเจรจา ‘กลุ่มซีพี’ ครั้งสุดท้ายวันนี้ คาดปิดจ๊อบ พ.ค.

การลงทุน 4 เมกะโปรเจกต์ ในพื้นที่ EEC ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดรับข้อเสนอภาคเอกชนเมื่อช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา จนได้รายชื่อผู้ยื่นประมูลและอยู่ระหว่างประเมินข้อเสนอ เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินการต่อที่ประชุมคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) รับทราบ และในการประชุม กพอ. ครั้งล่าสุด จึงได้สั่งเร่งรัดให้การเจรจาและคัดเลือกเอกชนทุกโครงการได้ข้อสรุป ก่อนเสนอ ครม. พฤษภาคมนี้ ด้าน รฟท. นัดเจรจากลุ่มซีพี ครั้งสุดท้าย 25 เมษายน 2562 ขณะที่เลขาธิการ EEC มั่นใจจะผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมตามมา 300,000 ล้านบาทต่อปี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินงาน โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 4 โครงการ ซึ่งเป็นรูปแบบการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) ทำให้ภาครัฐลงทุนน้อยที่สุด เพื่อประหยัดงบประมาณ และสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาคน พัฒนาบริการขั้นพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อย และประชาชนในด้านอื่น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) โดยคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการฯ ได้ประกาศเชิญชวนการลงทุนร่วม ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน 2561 เบื้องต้นมีเอกชนซื้อเอกสารประมูล จำนวน 31 ราย ต่อมามีเอกชนยื่นข้อเสนอโครงการฯ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR) และ 2.กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (CPH) ซึ่งประเมินข้อเสนอแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562

ปรากฏว่า กลุ่ม CPH เป็น “ผู้ยื่นข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนที่ผ่านการพิจารณา” และคณะกรรมการคัดเลือกได้เข้าสู่ขั้นตอนการเจรจากับกลุ่ม CPH โดยเจรจาร่างสัญญาร่วมลงทุนไปแล้ว 6 ครั้ง และประชุมคณะทำงานย่อยเพื่อเจรจาสัญญาไปแล้ว 5 ครั้ง คาดว่าจะบรรลุข้อตกลงในการเจรจาภายในวันที่ 26 เมษายน 2562

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการต่อไปนั้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะจัดส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนที่เจรจากับผู้ผ่านการประเมินให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา โดยสำนักงานอัยการฯ จะแจ้งผลการตรวจพิจารณาโดยเร็วต่อ รฟท. จากนั้น สกพอ. จะเสนอผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุน ให้ กพอ. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ รฟท. ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือก คาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

2.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้เปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอโครงการฯ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นข้อเสนอ 3 กลุ่ม คือ 1 กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส (BBS Joint Venture) 2 กลุ่ม Grand Consortium และ 3 กลุ่มกิจการค้าร่วม บริษัท ธนโฮลดิ้ง จากัด และพันธมิตร ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกฯ อยู่ระหว่างประเมินข้อเสนอ คาดว่าจะพิจารณาข้อเสนอแล้วเสร็จและประกาศผลผู้ผ่านการประเมินที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดได้ภายในพฤษภาคมนี้ เช่นกัน

3.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ทางคณะกรรมการคัดเลือกฯ เปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอโครงการฯ และมีผู้ซื้อเอกสารจำนวน 18 ราย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 มีเอกชนยื่นข้อเสนอ จำนวน 1 กลุ่มคือ กลุ่มกิจการร่วมค้า ได้แก่ กัลฟ์และพีทีทีแทงค์ ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกอยู่ระหว่างการประเมินข้อเสนอ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเจรจากับภาคเอกชนได้ภายในเดือนเมษายนนี้

เลขาธิการ EEC ยอมรับว่า แม้การดำเนินงานของทั้ง 4 โครงการ จะล่าช้าไปจากแผน 2 เดือน แต่ด้วยมูลค่าการลงทุนที่รวมกันกว่า 650,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี จะช่วยผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนตามมาไม่ต่ำกว่าปีละ 300,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกปีละ 0.8-1%

“โครงการท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน จะเข้าที่ประชุม กพอ. อีกครั้ง วันที่ 15 พฤษภาคม และจะนำเสนอ ครม. ให้ทันเดือนพฤษภาคม ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงจะพิจารณาแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ และเชื่อว่าโครงการ EEC ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่มีการดำเนินการด้านกฎหมายอย่างรัดกุม จะไม่เกิดปัญหากรณีเดียวกับโครงการโฮปเวลล์อย่างแน่นอน” นายคณิศกล่าว

4.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้เปิดรับให้เอกชนยื่นข้อเสนอโครงการฯ ซึ่งมีเอกชนซื้อเอกสาร 35 ราย วันที่ 29 มีนาคม 2562 ต่อมามีภาคเอกชนยื่นข้อเสนอ 2 กลุ่ม คือ 1 กลุ่มกิจการร่วมค้า จีพีซี (GPC) และ 2 กลุ่มกิจการร่วมค้า เอ็นซีพี (NCP) ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกอยู่ระหว่างประเมินข้อเสนอ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ด้าน นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจบริหารทรัพย์สิน รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายของคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท จะแจ้งกลุ่มซีพี ให้มาเจรจาเพื่อสรุปรายละเอียดเป็นครั้งสุดท้าย ในวันที่ 25 เมษายนนี้ หลังจากพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัญญาทั้งหมด เช่น ค่าปรับ การส่งมอบพื้นที่เพิ่มเติม เรียบร้อยแล้ว จากนั้น จะส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุด ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม และสามารถเสนอ สกพอ. พิจารณาในช่วงวันที่ 15-16 พฤษภาคม เพื่อนำเสนอ ครม. วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้