สั่งจำคุก ‘ทักษิณ’ 3 ปี คดีทุจริตเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า

สมชาย แสวงการ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกทักษิณ 3 ปี กรณีทุจริตเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า

วันนี้(23 เม.ย. 62) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “สมชาย แสวงการ” ระบุว่า ข่าวดี รายงานมา เพื่อทราบครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 ระหว่าง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแห่งรัฐ (คตส.) โดย คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายทักษิณ ชินวัตร จำเลย

กรณีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (exim bank) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่า โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น ศาลมีคำพิพากษา วันที่ 23 เมษายน 2562 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) ให้จำคุก 3 ปี

สำหรับคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ปปช.) ส่งฟ้อง นายทักษิณ สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (exim bank)อนุมัติเงินกู้สินเชื่อจำนวน 4,000 ล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่า โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

ด่วน! กกต. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ‘ธนาธร’ ปมถือหุ้นสื่อ

ด่วน! กกต. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ‘ธนาธร’ ปมถือหุ้นบริษัทสื่อ จำนวน 675,000 หุ้น ให้เวลาชี้แจงข้อกล่าวหา 7 วัน

จากกรณีที่มีผู้ร้องว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลำดับที่ 1 เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42 (3) อันเป็นการกระทำฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดเผยว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้ว มีหลักฐานเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จำนวน 675,000 หุ้น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายธนาธร โดยมอบหมายให้เลขาธิการ กกต. เป็นผู้แจ้งข้อกหล่าวหาและรับฟังพยานหลักฐานแทน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 43 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 ข้อ 64 และดำเนินการไต่สวนให้สิ้นกระแสความต่อไป

ทั้งนี้ตามข้อกล่าวหาข้างต้น นายธนาธร มีสิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือชี้แจงแสดงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหา และมีสิทธิที่จะให้ทนายความหรือบุคคลซึ่งไว้วางใจเข้าร่วมฟังการชี้แจงแสดงหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาได้ แก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วันหลังได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา

เร่งส่งเสริม ‘ฟู้ดทรัค’ – ‘แปรรูปกัญชา’ และ ‘จับมือญี่ปุ่น’ หวังยกระดับเอสเอ็มอีครึ่งปีหลัง

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ลุยต่อเนื่องไตรมาส 3 มุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3 พันล้านบาท พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาการแปรรูปกัญชา เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมยา คาดชัดเจน 1-2 เดือนนี้ ขณะเดียวกันเตรียมเดินหน้าทำ MOU กับรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น สานพลังขยายธุรกิจเอสเอ็มอีสู่สากล

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านเครื่องมือ กิจกรรม/โครงการต่าง ๆ ภายใต้ นโยบาย “From Local to Global” by Marketing and Innovation หรือ การผลักดันให้ผู้ประกอบการก้าวสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก ด้วยกระบวนการที่สำคัญ 2 รูปแบบ คือ “การตลาดนำการส่งเสริม” และ “นวัตกรรมนำการส่งเสริม” โดยในไตรมาส 3 นี้ กสอ. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นใน 3 เรื่อง คือ อุตสาหกรรมฟู้ดทรัค อุตสาหกรรมการแปรรูปกัญชา และการบูรณาการความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศในการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สำหรับอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคนั้น ได้มีการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาผ่าน 5 มาตรการ คือ การสนับสนุนให้เกิดฟู้ดทรัคที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 นี้ กสอ. จะร่วมกับ 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมอนามัย กรมการขนส่งทางบก สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันอาหาร สถาบันยานยนต์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดพิธีลงนามความร่วมมือ เพี่อส่งเสริมและกำกับดูแลผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมฟู้ดทรัค ให้มีองค์ความรู้สำหรับประกอบอาชีพธุรกิจฟู้ดทรัคอย่างเหมาะสม ได้มาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย คน ครัว รถ และตลาด

รวมถึงจะมีการพัฒนาบ่มเพาะผู้ประกอบการฟู้ดทรัคเป็นบันได 5 ขั้นสู่ความสำเร็จในธุรกิจฟู้ดทรัค การพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมในระดับประเทศให้เป็นเครือข่ายฟู้ดทรัคคลัสเตอร์ประเทศไทย การเชื่อมโยงสู่ตลาดฟู้ดทรัค และความพร้อมทางด้านการเงิน ซึ่ง กสอ. ได้ลดอัตราดอกเบี้ยของกองทุนหมุนเวียนเหลือ 4% และเพิ่มเพดานวงเงินกู้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการสนใจขอสินเชื่อจำนวนมาก โดยผู้ขอสินเชื่อต้องมีคุณสมบัติเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการต่าง ๆ ของ กสอ. ทั้งนี้ คาดว่าว่าจะส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมฟู้ดทรัคให้เติบโตได้มากว่า 3,500 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,200 ล้านบาท ในไม่ช้า

ส่วนด้านอุตสาหกรรมการแปรรูปกัญชา หลังจากที่มีการปลดล็อกกัญชาให้สามารถนำมาสกัดใช้รักษาโรคได้นั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้มีการตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ กลุ่มกัญชาและสมุนไพร เพื่อศึกษาขอบเขตการแปรรูปสารสกัดจากพืชกัญชาไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยจะมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุขและในส่วนของการปลูกกัญชา ทาง กสอ. จะจำแนกเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ที่สามารถขออนุญาตปลูกกัญชาได้ตามกฎหมาย และมีรูปแบบการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายส่วนรายละเอียด ในการดำเนินงานจะมีการเชิญหน่วยงานเครือข่ายร่วม (Stakeholders) ที่มีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องมาร่วมด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นต้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปในภาพรวมภายใน 1 – 2 เดือนหลังจากนี้

นอกจากนี้ กสอ. ยังเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมมือสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ในการขยายธุรกิจในระดับสากล รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิด โดยการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน อาทิ การจัดโครงการแลกเปลี่ยนด้านอุตสาหกรรม การส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเกิดภัยพิบัติ เป็นต้น