น้อยทราย นักคอสเพลย์ชุดสุดครีเอท แจ้งความถูกคนร้ายยึดเพจ

น้อยทราย คนดังบนสื่อสังคมออนไลน์สายคอสเพลย์สุดครีเอท ถูกคนร้ายยึดเพจโร่แจ้ง บก.ปอท.ช่วยตรวจสอบพบว่าอาจจะโดนไวรัสของคนร้ายหรือโดนคนร้ายฟิงชิ่งหลอกให้กรอกข้อมูลพลาสเวิร์ด

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 22 พ.ค. 2562 ที่ บก.ปอท. น้องทราย เบญจพร เจษฎากานต์วัย 23 ปี  คนดังบนสื่อสังคมออนไลน์ สายคอสเพลย์ เจ้าของฉายา “สวยงบน้อยคอสเพลย์สุดครีเอท” และ นายกนก เดชมูล 38 ปี แอดมินเพจชื่อ”Farmsook Lek Lek” มีผู้ติดตามจำนวน 93,198 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วชิรพันธ์ ศิริพากษ์ ผกก.1 บก.ปอท. และ พ.ต.ต.หญิง อัมพร จันทะวงศ์ สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปอท.แจ้งความว่าสงสัยเพจ”Farmsook Lek Lek”ของตนจะถูกคนร้ายแฮก

ทราย เบญจพร เจษฎากานต์

โดยนางสาวเบญจพร กล่าวว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเปิดเข้าเพจที่ตนเป็นแอดมิน 1 ใน 3 คนอยู่แต่เข้าไม่ได้ พอตอนเช้าได้ตรวจสอบอีเมลพบว่ามีข้อความแจ้งมาจากทางเฟซบุ๊กว่าตนถูกเปลี่ยนสถานะแล้ว สอบถามแอดมินที่เหลืออีกสองคนก็โดนดีดออกเช่นกัน พอตอนสาย ๆ ก็มีการโพสต์ข่าวโดยคนอื่นที่ไม่รู้จัก จึงเชื่อว่าเพจดังกล่าวน่าจะถูกแฮกเกอร์เจาะระบบเข้ามายึดเพจไปแล้ว

พ.ต.อ.วชิรพันธ์ สั่งการให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำผู้เสียหาย พร้อมสั่งฝ่ายสืบสวนทำการตรวจสอบเพจดังกล่าวที่ยังพบว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่เป็นบุคคลอื่นที่มิใช่แอดมินผู้ก่อตั้งเพจดังกล่าว เบื่องต้นได้ข้อมูลจากน้องทราย ผู้เสียหายว่าก่อนหน้านี้ประมาณสองสัปดาห์ได้รับการติดต่อที่คิดว่าเป็นบริษัทโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กทาง Business manager ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร ได้ส่งแบบฟอร์มมาให้ผู้กรอกรายละเอียด ที่เป็นข้อมูลส่วนตัวส่งกลับไป ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนอื่นที่ไม่ใช่แอดมินเข้ามาโพสต์กระทู้
จึงน่าเชื่อว่าน่าจะเป็นการปลอมแปลงแบบฟอร์มข้อมูลมาหลอกลวงผู้เสียหายลักษณะ”ฟิชชิ่งเมล”

นางสาวเบญจพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนอยากได้เพจดังกล่าวกลับคืนมามากกว่าตนได้รายงานไปทางเฟซบุ๊กสำนักงานใหญ่ให้ทราบแล้วว่าเพจเราถูกแฮกฯซึ่งได้รับคำตอบแจ้งกลับมาว่าให้รอการดำเนินเรื่องประมาณสองวันสำหรับแฟนคลับของตนที่ต้องการติดต่อตนก็ขอให้ติดต่อทางเฟซบุ๊กส่วนตัวไปก่อนแล้วจะพยายามอัพเดทข้อมูลต่างๆของเพจนี้ให้ทราบต่อไป ขอให้ทราบว่าขณะนี้แอดมินทั้งสามไม่ได้กระทำการโพสต์ภาพใดๆ ให้เข้าใจว่าการกระทำของคนอื่นที่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมายึดเพจเราอยู่

ภายหลังจากพี่เข้าพบตำรวจ บก.ปอท.ให้ช่วยตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้วน้องทรายได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่าจากการที่เข้าใจว่าเพจ ของเราโดนแฮกนั้นอาจจะไม่ใช่แล้วน่าจะเป็นการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนตัวมากกว่า ทางตำรวจสงสัยอยู่สองประเภทคือหนึ่งคนร้ายส่งไวรัสมาให้เรา กับสองการกรอกข้อมูลที่เค้าฟิชชิ่งมาหลอกลวง

ตำรวจแนะนำว่าต่อไปให้ระมัดระวังเรื่องการกดลิงค์ที่มีการส่งมาให้เราปกติตนมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องโฆษณาในเพจของตนอยู่แล้วเมื่อคนร้ายส่งข้อมูลเหมือนกับต้องการจะลงโฆษณาในเพจ มีลิงค์มาให้เรากด ก็กดไปเห็นว่าหน้าตาเหมือนในเฟซบุ๊กของเราจริงๆ ดูแล้วเหมือนเป็นการให้เราเข้าสู่ระบบเฟซบุ๊กจริงๆ เราจึงป้อนรหัสผ่านลงไป ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกมันอาจจะเป็นเหมือนภาพลวงตาหลอกลวงเอาข้อมูลลับของเรา

สองวันจากนั้นก็มีการแชร์ข้อมูลข่าวแปลกๆ ในเพจ เมื่อเข้าไปตรวจสอบดูก็พบว่ามีเพิ่มมาอีก 1 คน ใช้คำว่าผู้แก้ไข ยังไม่ใช่ผู้ดูแลเพจ เราก็กดลบเขาออกไปจากการเป็นผู้แก้ไขเพจ คิดว่าน่าจะหมดเรื่องไม่มีปัญหาอะไร ผ่านมาได้สัปดาห์กว่าเช้านี้ถึงทราบว่าโดนคนร้ายเข้ามายึดครอบเพจและดีดแอดมินทั้ง 3 คนออกจากการเป็นผู้ดูแลไปเรียบร้อย

ตอนนี้ก็มีเพจใหญ่ๆ เช่นดราม่าแอดดิก เข้ามาช่วยกระจายข่าวให้ว่าเพจของตนโดนแฮกไปฝากเตือนแฟนเพจว่าหากมีอะไรแปลกๆ มีใครขอยืมเงินก็อย่าไปให้นะคนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเข้าไปคอมเม้นท์แรงๆ ก็อาจจะมีแฟนคลับไปช่วยชี้แจงให้ บางคนคิดว่าคงตนมาสร้างประเด็นปั่นยอดวิวและ ยอดคนติดตามตนขอบอกเลยว่าเดือดร้อนจริงๆ อยากได้เพจคืนมาทำมาหากินมากกว่าอื่นใด ทั้งนี้ด้าน พ.ต.อ.วชิรพันธ์ กก.1 บก.ปอท.จะได้สืบสวนสอบสวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

โปรดเกล้าฯ ตราพระนามาภิไธย ส.ท. ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันนี้ (22 พ.ค. 62) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระนามาภิไธย ส.ท. ในสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี สำหรับให้ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เชิญ ไปเผยแพร่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ด้วยความจงรักภักดี

ทั้งนี้ หน่วยราชการ สามารถติดต่อขอรับไฟล์ได้ที่ กรมประชาสัมพันธ์ www.prd.go.th

อินโดฯ เดือด ประท้วงผลการเลือกตั้ง ปธน. ล่าสุดมีเสียชีวิตแล้ว

ประเด็นน่าสนใจ

  • ผลการเลือกตั้ง ปธน.อินโด นายโจโกวี เป็นฝ่ายชนะไปด้วยคะแนน 85 ล้านเสียง
  • กลุ่มผู้สนับสนุนนายพลปราโบโว ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง รวมตัวกันออกมาชุมนุมประท้วง
  • สถานการณ์ยังตึงเครียด ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย บาดเจ็บราว 200 คน

หลังจากกกต.ของอินโดนีเซียได้ประกาศ ผลการเลือกตั้ง โดยนายโจโค วิโดโด ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ได้เป็นประธานาธิปดีต่ออีกสมัย ด้วยคะแนน 85 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 55.5% จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 192 ล้านคน ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้น โดยอ้างว่า มีการโกงการเลือกตั้งเกิดขึ้น

กระแส “โกงการเลือกตั้ง” โหมกระหน่ำ

ทางด้านนายพลปราโบโว ก็เคยออกมากล่าวถึงการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า มีการโกงการเลือกตั้งอย่างมโหฬาร ซึ่งทางด้านตัวแทนของนายปราโบโว ก็ได้ปฏิเสธยอมรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ พร้อมกับกล่าวว่า พวกเขานั้นยะไม่ยอมรับความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น จากการกระทำที่ขัดต่อประชาธิปไตย จะดำเนินการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

ซึ่งหลังจากกระแสวิพากวิจารณ์มากขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ ทำให้เกิดการรวมตัวประท้วงกันเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา สถานการณ์การประท้วงได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

สถานการณ์เริ่มบานปลาย ผู้ชุมนุมประทะเจ้าหน้าที่

ได้มีการประทะกันของกลุ่มผู้สนับสนุนนายพลปราโบโว กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีการขว้างปาสิ่งของ เผาทำลายรถยนต์ และทรัพย์สินของกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยมีการยิงแก็สน้ำตาสลายการชุมนุม

ทางด้านของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงก็ได้มีการขว้างปาก้อนหิน สิ่งของ รวมไปถึงระเบิดขวด (Molotov cocktail) เข้าใส่เจ้าหน้าที่อีกด้วย โดยยอดล่าสุดมีรายงานว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย ราว 200 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย

ซึ่งทางกลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่า มีการใช้กระสุนจริง ยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตถึง 6 ราย แต่ทางการอินโดฯ ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการใช้กระสุนจริงแต่อย่างใด

จากการประท้วงต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาจนถึงในขณะนี้ พื้นที่ภายในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียยังเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย และเข้าควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจราจลจากกลุ่มผู้ประท้วง

โดยสถานการณ์ล่าสุด ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ เนื่องจากยังคงมีกระแสข่าวต่างๆ เกิดขึ้นผ่านทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ตอนนี้ มีรายงานว่า จำนวนของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในเหตุการณ์นี้ สูงถึง 3 หมื่นคนแล้ว