กสิกรไทย เปิดตัวฟีเจอร์โอนเงินต่างประเทศผ่าน K PLUS ปลายทางรับเงินเต็มจำนวน

ธนาคารกสิกรไทยเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ โอนเงินไปต่างประเทศผ่าน K PLUS เป็นครั้งแรก สะดวก ง่าย ทำได้ทุกที่ ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ ชูจุดเด่นปลายทางรับเงินเต็มจำนวนแบบเรียลไทม์ถึงภายใน 3 วันทำการ (T+3) ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ค่าธรรมเนียมถูก มีแจ้งเตือนผลการโอนผ่าน K PLUS โอนได้สูงสุดถึง 49,999 ดอลลาร์สหรัฐ/ครั้ง/วัน ไม่มีขั้นต่ำ ปัจจุบันโอนได้ 6 สกุลเงิน ไปยังกว่า 20,000 ธนาคาร 77,000 สาขาใน 24 ประเทศทั่วโลก 

นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมมือกับพันธมิตรฟินเทคชั้นนำพัฒนาฟีเจอร์โอนเงินไปต่างประเทศ พร้อมแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่ลูกค้าเคยเจอ เช่น การไม่ทราบจำนวนเงินและเวลาที่แน่นอนที่ปลายทางได้รับ ต้องไปสาขาและต้องใช้เอกสารประกอบการโอน รวมถึงค่าธรรมเนียมที่มีราคาสูง โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายหลักคือ กลุ่มที่โอนเงินซื้อของจากต่างประเทศ กลุ่มชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย และกลุ่มพ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนต่างประเทศ ที่มักจะโอนเงินไปต่างประเทศวงเงินไม่สูง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วกลุ่มนี้มักโอนเงินอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 200,000 บาท/รายการ

ปัจจุบัน ลูกค้าสามารถโอนเงินไปต่างประเทศผ่าน K PLUS ได้ 6 สกุลเงิน ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) ดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) ดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และยูโร (EUR) ไปยังกว่า 20,000 ธนาคาร 77,000 สาขาใน 24 ประเทศทั่วโลก และจะเพิ่มจำนวนสกุลเงินและประเทศปลายทางในเฟสถัดไป โดยลูกค้าสามารถโอนได้สูงสุด 49,999 ดอลลาร์สหรัฐ/ครั้ง/วัน ไม่มีขั้นต่ำในการโอน และโอนได้5 วัตถุประสงค์ คือ ค่าสินค้า ค่าที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายนักเรียน นักศึกษา รายได้ส่งกลับของแรงงาน และส่งเงินให้ครอบครัวที่มีถิ่นพำนักถาวรในต่างประเทศ

สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการนี้สามารถใช้ได้เมื่ออัปเดต K PLUS เป็นเวอร์ชันล่าสุด นอกจากนี้ธนาคารได้จัดโปรโมชัน ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. – 15 ก.ค. 62 นี้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

เพื่อไทย ปัดคุย อนุทิน ตั้งรัฐบาล ชี้แค่ข่าวปล่อย

เพื่อไทย โต้ข่าวลือคุยภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ชี้แค่ข่าวปล่อย สร้างแรงกดดันทางการเมือง

จากกรณีที่วันนี้ (16 พ.ค. 2562) ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมจะพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยชูนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยเฉพาะนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า นายอนุทิน เป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป ก่อนที่เวลาต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคเพื่อไทย จะออกมาปฏิเสธว่า พรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันเพื่อสนับสนุนให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น

ล่าสุด นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เป็นเพียง การปล่อยข่าวในลักษณะ IO เพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมือง โดยลงมือทำกันเป็นขบวนการเพราะหวังผลทางการเมือง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในเรื่องการตั้งรัฐบาล

สำหรับการปล่อยข่าวลักษณะ IO  คือ ปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation) ที่ใช้กลยุทธ์ในการกระจายข้อมูลข่าวสาร หรือชุดความคิด เพื่อการยุยงปั่นป่วนบิดเบือน ปลูกความเชื่อเพื่อเปลี่ยนความคิด โจมตีฝ่ายตรงข้ามให้ฝ่ายของตนได้เปรียบหรือได้รับความนิยมมากขึ้นนั่นเอง

สกสว. ร่วม ม.เกษตร ส่งมอบกล้าพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว ให้เกษตรกรเพาะปลูก

สกสว.ร่วมกับคณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ ส่งมอบกล้าพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวที่ผลิตโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แก่ผู้แทน 6 โรงงานเพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรในพื้นที่ หวังแก้ไขปัญหาโรคระบาดสำคัญอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วย ผศ. ดร.สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมอบกล้าพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวคือ พันธุ์ขอนแก่น 3 และพันธุ์ LK92-11 จำนวนทั้งสิ้น 100,000 ต้น แก่คณะผู้แทนจากโรงงานน้ำตาลต่าง ๆ รวม 6 โรงงาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่

สำหรับกล้าพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกระจายพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวให้กับเกษตรกร และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอ้อยปลอดโรคใบขาว รวมถึงชี้แจงแนวปฏิบัติของเกษตรกรที่จะรับต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวที่ผลิตได้จากโครงการฯ เพื่อนำไปปลูกในแปลงพันธุ์ขยาย ลดการระบาดของโรคใบขาวในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

โดย สกสว. ได้บริหารจัดการงานวิจัยกลุ่มเรื่องอ้อยและน้ำตาลตั้งแต่ปี 2556 มีจำนวนโครงการ 166 โครงการ งบประมาณรวม 400 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดผลงานวิจัยที่มีศักยภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ เชิงสังคมและชุมชน เชิงนโยบาย รวมถึงเป็นองค์ความรู้ต่อยอดงานวิจัย

โรคใบขาวอ้อยเป็นโรคที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งของการผลิตอ้อยในประเทศไทย และมีการระบาดอย่างต่อเนื่องปีละไม่น้อยกว่า 200,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท สาเหตุโรคเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมาซึ่งแพร่กระจายโดยการถ่ายทอดติดไปกับท่อนพันธุ์จากต้นหรือตอที่เป็นโรคใบขาว และสามารถถ่ายทอดเชื้อได้โดยมีแมลงปากดูดพวกเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะ

คณะนักวิจัยนำโดย ผศ. ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ เริ่มทำการวิจัยตั้งแต่ปี 2559 และการส่งเสริมและติดตามเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวแบบประณีตแนวใหม่สำหรับเกษตรกร จนถึงปัจจุบันได้ส่งมอบต้นพันธุ์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 700,000 ต้น