ศาลสั่งปรับ 5 พัน หนุ่มหัวร้อน โวยตำรวจจับไม่มีใบขับขี่

ศาลสั่งปรับแล้ว หนุ่มในคลิปฉาวจะไล่ตบตำรวจ หลังถูกเรียกจับปรับไม่สวมหมวกกันน็อก และไม่มีใบขับขี่

ความคืบหน้าจากกรณีที่ปรากฏคลิปของชายคนหนึ่ง แสดงอาการไม่พอใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สั่งจับปรับเขาในข้อหาไม่มีใบขับขี่ หลังจากที่ถูกเรียกตรวจไม่สวมหมวกกันน็อคระหว่างที่จอดติดไฟแดง บริเวณแยกคลองตัน แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร  (อ่านข่าว : วิจารณ์แซด คลิปหนุ่มด่าตำรวจยับ เหตุฉุนถูกจับไม่มีใบขับขี่)

จากนั้นเขาได้แสดงอาการก้าวร้าว ด้วยการท้าต่อยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และด่าทอหยาบคายสารพัด ทำนองว่าถ้าเรียนจบออกมาจากจะตบให้ดาวหลุดจากบ่า ก่อนที่เวลาต่อมาเจ้าตัวจะถูกคุมตัวไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก ซึ่งระหว่างที่อยู่โรงพักเขาได้สำนึกผิดและร้องไห้ออกมาตลอดเวลานั้น

ล่าสุดวันนี้ (16 พ.ค. 2562) ศาลได้มีคำพิพากษาสั่งปรับชายคนดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่  จากการที่ พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเขาในฐานความผิดดังกล่าว

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่26) พ.ศ.2560 มาตรา 5 คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2519 ข้อ 3

ส่วนคดีไม่สวมหมวกนิรภัยและขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตนั้นสิ้นสุดลง เจ้าหน้าที่ทำการเปรียบเทียบปรับแล้ว ตามคดีเปรียบเทียบที่ 3346/2562 ลง 16 พ.ค. 62 และตามคดีเปรียบเทียบที่ 3035/2562 ลง 16 พ.ค. 2562 หลังจากชายคนดังกล่าวได้รับสารภาพในชั้นสอบสวน

ธนาธร ประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช.

เพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช. – แก้ รธน. 60 “อนาคตใหม่” ประกาศนำจัดตั้ง รบ. – “ธนาธร” ลั่น พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี

วันนี้ (16 พ.ค.2562) เวลา 16.00 น. ที่พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวจุดยืนพรรคอนาคตใหม่ และประกาศความพร้อมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดย นายธนาธร กล่าวว่า ก่อนการเลือกตั้ง สังคมไทย พี่น้องประชาชนทุกภูมิภาค กระตือร้นอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง คาดหวังว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมจะเป็นทางออก เป็นความหวังให้ว่าสังคมไทยได้เดินทางจะกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย กลับสู่ความปกติ ความหวังของพี่น้องประชาชนสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลัง 24 มีนาคม ทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนสงสัยกันทั่วประเทศ ว่า เลือกตั้งเดือนกว่าแล้วประเทศยังไม่ชัดเจน ความหวัง ความตื่นตัว ที่อยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า เป็นประชาธิปไตยของประชาชนเริ่มลดน้อยถอยลง ประชาชนรู้สึกว่ามีเลือกตั้งหรือไม่มีเลือกตั้งก็เหมือนเดิม ก่อนการเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้งก็เหมือนเดิม ประชาชนหลายฝ่ายในประเทศไทยตอนนี้หมดหวังไปแล้ว และปักใจเชื่อไปแล้วว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นรัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

“พรรคอนาคตใหม่ไม่อาจปล่อยให้สังคมสิ้นหวัง เราจะไม่ยอมให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีความหวัง พวกเราขอยืนยันเจตนารมย์ที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่การก่อตั้งพรรค นั่นคือ ภารกิจอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคอนาคตใหม่ คือ การหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. และเราจะทำให้สังคมเห็นว่า เราจะสู้อย่างถึงที่สุด เพื่อให้รัฐบาลมาจากการแต่งตั้งของประชาชน เป็นของประชาชน และทำเพื่อประชาชน” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวอีกว่า หลังจากการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นมา ประเทศไทยตกอยู่ในความคลุมเครือ จนถึงวันนี้ เราจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 24 พฤษภาคม เราจะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาในวันที่ 25 พฤษภาคม แต่ตอนนี้สังคมไทยยังมีแต่ความคลุมเครือ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ด้วยการนี้ เพื่อจะเพื่อหยุดยั้งความคคลุมเครือทั้งหมด ด้วยการนี้เพื่อที่จะหยุดยังความสิ้นหวังและเอาความหวังของประชาชนกลับคืนมา

พรรคอนาคตใหม่ขอประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราเชื่อว่ามีแต่พรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่จะดึงความสามัคคีของทุกพรรคการเมืองกลับมาด้วยกันได้ มีแต่พรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่จะเยียวยาบาดแผลความขัดแย้งของพรรคการเมือง นักการเมืองค่าย ต่างๆ กลับมาทำงานด้วยกัน โดยมีเป้าหมายอุดมการณ์ร่วมกัน นั่นคือ ส่งทหารกลับเข้ากรมกอง แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย มีแต่พรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่จะทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง

“ดังนั้น เพื่อขจัดความคลุมเครือ สิ้นหวัง เราจะจัดตั้งรัฐบาลเอง และถ้าหากพรรคอนาคตใหม่สามารถรวบรวมเสียงและ จัดตั้งรัฐบาลได้ผม ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะเป็นนายกรัฐมนตรี ผมขอประกาศตัวเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.” นายธนาธร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคการเมืองที่ร่วมลงสัตยาบรรณว่าอย่างไรบ้าง นายธนาธร กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่ได้คุยกับพรรคอื่นอย่างต่อเนื่อง เราได้ส่งสัญญาณบางพรรคให้ทราบแล้ว เหตุที่ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะพรรคอันดับ 1 พูดหลายครั้งว่า พร้อมให้ใครก็ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นั่นเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. นี่ไม่ใช่มติของ 7 พรรค เราตัดสินใจเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเราเอง

อย่างไรก็ตาม เราได้แจ้งเจตนานี้ให้กับพรรคบางพรรคได้ทราบก่อนหน้านี้แล้ว เราพูดชัดเจนว่า เราขอเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเอง เพราะภายใต้ความคลุมเครืออย่างนี้ คนได้ประโยชน์มากสุดคือพรรคพลังประชารัฐ เราต้องการทำลายความคลุมเครือ เราต้องการหยุดยั้งการสืบทอด คสช. เมื่อไม่มีใครเป็นแกนนำ เราขออาสาทำเอง

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มติล่าสุดของ กกต. ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีการถือหุ้นสื่อมีความเห็นอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า มั่นใจว่าไม่มีอะไรสุ่มเสี่ยง เพราะขนาด กกต. ยังไม่ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เรามั่นใจในหลักฐาน เอกสารทั้งหมดว่าไม่มีผลอะไรกับเรื่องคุณสมบัติการสมัครเป็น ส.ส. ของตน ไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น กรณีนี้ ตนมองว่า นี่คือความพยายามเฮือกสุดท้ายจของ คสช. ที่จะสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่ พรรคการเมืองที่จะสกัดกั้นการหยุดยั้งการสืบทอดอำของ คสช.

การบินไทย ไตรมาส 1 ปี 62 กำไร 456 ล้านบาท ลดลง 83% เหตุรายได้หด-ค่าใช้จ่ายพุ่ง

กลุ่มบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2562 มีกำไรสุทธิ 456 ล้านบาท มีรายได้รวมทั้งสิ้น 49,791 ล้านบาท ซึ่งรายได้รวมต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 6.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่เป็นรายได้หลัก การแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับมีปริมาณการขนส่งผู้โดยสารลดลง เนื่องจากปริมาณการผลิตลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 989 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.0% สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทฯ มีการปรับลดประมาณการมูลค่าคงเหลือของเครื่องบินและเครื่องยนต์อะไหล่ ทำให้ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น ค่าเช่าเครื่องบิน และอะไหล่เพิ่มขึ้น

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า ในปี 2562 บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการสร้างรายได้เสริมภายใต้โครงการ “มนตรา” ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูการบินไทยแบบเร่งด่วน ตลอดจนกลยุทธ์การดำเนินงานอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งได้เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้การบินไทยหลุดพ้นจากวงจรของกับดักปัญหา และสามารถมีผลประกอบการที่มั่นคงต่อไปในอนาคต โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ บูรณาการด้านบริหารจัดการการบินไทยและไทยสมายล์ การบริหารจัดการด้านการขายและการตลาด หารายได้เสริม และเพิ่มรายได้ในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการบิน เป็นต้น

ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ มีจำนวนเครื่องบินที่ใช้ในการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562 จำนวน 103 ลำ ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 1 ลำ ในจำนวนนี้มีเครื่องบินที่ใช้บริการได้จริงเฉลี่ยในไตรมาส 1 ของปี 2562 จำนวน 90 ลำ ต่ำกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 94 ลำ ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบจากกรณีเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ Trent 1000 ต่อเนื่องจากปีก่อน และการจอดเครื่องบินเพื่อทำการซ่อมบำรุงตามตารางการซ่อมบำรุงปกติ แต่มีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน (Aircraft Utilization) เท่ากับ 12.5 ชั่วโมง สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่เท่ากับ 11.9 ชั่วโมง มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 2.8% และมีปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 3.2% มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 80.3% ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 80.6% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 6.29 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 0.6%

นอกจากนี้ จากเหตุการณ์สาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้าเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ทำให้การบินไทยต้องยกเลิกเที่ยวบินที่ทำการบินไปปากีสถานและเที่ยวบินเส้นทาง ไป-กลับ ยุโรปในช่วงเวลาดังกล่าว โดยได้ดำเนินการจัดเที่ยวบินพิเศษและเปลี่ยนขนาดเครื่องบินให้ใหญ่ขึ้นเพื่อทยอยนำผู้โดยสารที่ตกค้างไปยังจุดหมายปลายทาง โดยสามารถกลับมาบินได้ตามปกติในวันที่ 5 มีนาคม 2562 ยกเว้นเส้นทาง ไป-กลับ กรุงเทพฯ-ละฮอร์ และกรุงเทพฯ-อิสลามาบัด ซึ่งได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินดังกล่าวจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เนื่องจากสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานได้ทำการเปิดน่านฟ้าเพียงบางส่วน และเป็นการเปิดน่านฟ้าแบบมีข้อจำกัดมากในเรื่องเส้นทางบินที่ทำการบินเข้าไปในแต่ละจุดบิน

ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาส 1 ของปี 2562 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 49,791 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 3,675 ล้านบาท หรือ 6.9% สาเหตุสำคัญเนื่องจากทั้งรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง เป็นผลจากปริมาณการผลิตและการขนส่งลดลง ประกอบกับรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรง และการแข็งค่าของเงินบาทต่อสกุลเงินรายได้หลัก ทำให้รายได้เมื่อคำนวณเป็นเงินบาทลดลง อย่างไรก็ดี รายได้จากการบริการอื่นๆ เพิ่มขึ้น 6.2% ส่วนไตรมาสนี้มีค่าใช้จ่ายรวม 50,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 989 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.0% โดยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจากการเปลี่ยนประมาณการมูลค่าคงเหลือของเครื่องบินและเครื่องยนต์ ค่าเช่าเครื่องบินและอะไหล่เพิ่มจากการรับมอบเครื่องบินเช่าดำเนินงานในระหว่างปี 2561 จำนวน 3 ลำ และการเช่าเครื่องยนต์อะไหล่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบิน จำนวน 213 ล้านบาท และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์จำกัด (มหาชน) จำนวน 273 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1,366 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการตีมูลค่าทางบัญชี ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 456 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 2,281 ล้านบาท หรือคิดเป็น 83.3% โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 445 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.20 บาท ลดลงจากปีก่อน 1.04 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น 83.9%

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 267,277 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 1,444 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.5% มีหนี้สินรวมเท่ากับ 243,700 ล้านบาท ลดลงจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 4,565 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.8% และส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 23,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 3,121 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.3% สาเหตุหลักเกิดจากการปรับปรุงผลกระทบจากการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้ามาใช้ ทำให้กำไรสะสม ณ วันที่ 1 มกราคม 2562 เพิ่มขึ้น จำนวน 2,159 ล้านบาท ประกอบกับการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรในไตรมาสนี้