สาว16ชาวมาเลเซีย ‘กระโดดตึกตาย’ ทำตามผลโหวตใน ‘อินสตาแกรม’

วันที่ 15 พ.ค. 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายไอดิล โบลฮัสซัน หัวหน้าตำรวจในรัฐซาราวัก ทางตะวันออกของมาเลเซีย เปิดเผยว่า เด็กสาววัย 16 ปี จากเมืองกูชิงรัฐซาราวักได้ทำแบบสอบถามในอินสตาแกรมด้วยคำถามที่ว่า “คำถามสำคัญมาก ช่วยฉันเลือกว่าควรจะมีชีวิตอยู่หรือฆ่าตัวตาย”

ทั้งนี้รายงานระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พ.ค. หลังทราบผลสำรวจในโปรแกรมชื่อดังว่า กว่าร้อยละ 69 ของผู้ติดตามในอินสตาแกรมเลือกให้เธอจบชีวิต หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เด็กสาวรายนี้ ได้กระโดดลงมาจากหลังคาตึกในรัฐซาราวักซึ่งเป็นหนึ่งในสองรัฐบนเกาะบอร์เนียว

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสอบสวนหลังการเสียชีวิตเพื่อพิสูจน์หาปัจจัยอื่น ๆ พบว่า ที่ผ่านมาเธอเคยมีประวัติโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต ยังเปิดเผยด้วยว่า เธอมีอาการซึมเศร้าหลังจากที่พ่อแต่งงานกับสาวเวียดนามที่สิงคโปร์และไม่ค่อยกลับบ้าน รวมถึงเคยโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “อยากออกไปจากชีวิตแย่ๆ สักที”

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ของเธอที่มีการเปิดให้ทำแบบสอบถามดังกล่าว พบว่าการสอบถามออนไลน์ของเธอ ซึ่งทำในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงนั้น กลับได้คำตอบออกมาร้อยละ 88 เห็นว่าควรให้เธอมีชีวิตต่อไป ซึ่งหัวหน้าตำรวจในรัฐซาราวักบอกว่า ตัวเลขของการทำแบบสอบถามอาจเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่มีข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ออกไป

หลังเกิดเหตุครั้งนี้ นายรามคาร์ปัล ซิงห์ ส.ส.และนักกฎหมายชาวมาเลเซีย กล่าวว่า คนที่โหวตให้เด็กสาวเสียชีวิตจะต้องมีความผิดด้วยฐานสนับสนุนให้กระทำการฆ่าตัวตาย ซึ่งตามกฎหมายของมาเลเซียบัญญัติไว้ว่า บุคคลใดก็ตามที่กระทำผิดฐานสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เยาว์ฆ่าตัวตาย ต้องรับโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

ที่มา www.theguardian.com

กรมราชทัณฑ์แจงกรณี “มีผู้ปล่อยข่าวนักโทษ 38,000 คน ถูกปล่อยตัว”

กรมราชทัณฑ์ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณี“มีผู้ปล่อยข่าวนักโทษ 38,000 คน ถูกปล่อยตัว”

วันที่ (15 พฤษภาคม 2562) พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความทางแอพพลิเคชั่น ไลน์โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับมีการปล่อยตัวนักโทษ 38,000 คน ในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุด ซึ่งนักโทษเหล่านี้มีโอกาสกลับมาก่อเหตุซ้ำสูงมาก และให้ช่วยส่งต่อข้อความเหล่านี้ให้แพร่กระจายในวงกว้าง ซึ่งเป็นข้อความที่สร้างความตื่นตระหนกและรู้สึกหวาดกลัวผู้พ้นโทษเป็นอย่างยิ่ง

กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่าข้อความดังกล่าว เป็นข้อความเก่า ที่มักนำมาเผยแพร่ให้สังคมตื่นตระหนก โดยยังขาดข้อเท็จจริงสำคัญตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 หลายประการ อาทิ มาตรา 13 นักโทษเด็ดขาดต่อไปนี้ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ผู้กระทำความผิดซ้ำและมิใช่นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม  นักโทษเด็ดขาดชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก เป็นต้น ซึ่งมาตรานี้ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าผู้ที่กระทำผิดในโทษร้ายแรงและไม่มีการพัฒนาพฤตินิสัยในทางที่ดีขึ้นนั้น จะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

อีกทั้งในมาตรา 16 นักโทษเด็ดขาดซึ่งจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว จะต้องได้รับผ่านการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ซึ่งเป็นการให้ผู้ต้องขังได้เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย พัฒนาจิตใจ ฝึกทักษะอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตในการออกสู่สังคมภายนอก และในมาตรา 17 ก็ได้ให้กระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงกลาโหม แล้วแต่กรณี ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจติดตาม ดูแล และช่วยเหลือผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ นอกจากนี้ทางกรมราชทัณฑ์ก็ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ต้องขังสามารถมีอาชีพภายหลังพ้นโทษ และไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก

พันตำรวจเอก ณรัชต์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้สังคมตรวจสอบข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์และอย่าส่งต่อข้อความที่ไม่เป็นความจริงนี้ เพราะจะทำให้สังคมตัดสินว่าคนที่ออกจากคุกทุกคนไม่สามารถกลับตนเป็นคนดีได้และเลือกที่จะไม่ให้โอกาสคนเหล่านั้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้พ้นโทษไม่มีหนทางประกอบอาชีพต้องกลับมากระทำผิดซ้ำอีก ทั้งที่ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังอีกมากที่สามารถกลับตนเป็นคนดีเป็นกำลังให้กับสังคมทิ้งอดีตที่เคยทำผิดคิดพลาดให้เป็นบทเรียนแก่คนรุ่นหลัง และขอเน้นย้ำให้ผู้พ้นโทษทุกรายตระหนักในโอกาสอันมีค่าที่ตนได้รับกลับตนเป็นคนดีให้ได้ อย่าได้หลงผิดคิดพลาดกลับมากระทำผิดซ้ำเพราะโอกาสเหล่านี้อาจไม่ได้มีมาอีก

2 สามีภรรยา ‘คดีตายายเก็บเห็ด’ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน สองสามีภรรยา ที่รู้จักในคดีตายายเก็บเห็ด ได้รับพระราชทานอภัยโทษ

วันที่ 15 พ.ค. 2562 ที่ จ.กาฬสินธุ์ มีรายงานว่า มีชื่อของนายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน ในรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

โดยก่อนหน้านี้ ทั้งสองตกเป็นจำเลยในคดีที่เรียกว่า “ตายายเก็บเห็ด” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2553 โดยศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ตัดสินจำคุกทั้งสองคนละ 30 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 15 ปีหลังจากนั้นทั้งคู่ ได้ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณมีคำสั่งแก้จำคุกเป็น 14 ปี 12 เดือน กระทั่งในปี 60 ศาลฎีกาได้ตัดสินให้จำคุกคนละ 5 ปี ในคดีบุกรุกแผ้วถางป่าไม้และทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติดงระแนง ตัดโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามกว่า 700 ต้น แปรรูปกว่า 1,148 ท่อน ตามนัยมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ชัดเจน

นอกจากนี้ได้มีการสั่งเรียกเก็บค่าเสียหายต่อรัฐจากจำเลยทั้ง 2 ดังกล่าวเป็นค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกบุกรุกทำลาย 72 ไร่ คิดเป็นค่าเสียหายต่อรัฐกว่า 2.5 ล้านบาท ซึ่งการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นเรื่องปกติ คดีบุกรุกป่าอายุความละเมิด ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายภายใน 1 ปี หากกรมป่าไม้ไม่ฟ้องร้องจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีก อย่างไรก็ตาม หากพบว่าผู้กระทำผิดเป็นผู้ยากไร้ กรมป่าไม้ก็อาจหาช่องทางช่วยเหลือ ลดหย่อนตามเหตุสมควรต่อไป

อย่างไรก็ตามจากเดิมนายอุดม มีกำหนดพ้นโทษในวันที่ 14 พ.ค. 2563 และนางแดง มีกำหนดพ้นโทษวันที่ 18 ก.ย. 2563 เนื่องจากเป็นนักโทษชั้นดีทั้งคู่