จังหวะชีวิต นาทีชายสติไวดึงแขนหนูน้อย หลังวิ่งออกกลางถนนหวิดถูกรถชน

ประเด็นน่าสนใจ

  • เด็กน้อยวิ่งหนีแม่ออกจากบ้านไปกลางถนน ก่อนหนุ่มพลเมืองดีสวมบทฮีโร่ คว้าตัวเด็กไว้ได้ทันก่อนถูกรถชน
  • เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์เตือนใจสำหรับผู้ปกครองที่มีเด็กเล็ก ควรดูแลให้ดีอย่าคลาดสายตาเพราะอาจเกิดโศกนาฏกรรมสุดสลดขึ้นได้

วันนี้ (30 พ.ค. 2562) ผู้คนโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปนาทีชีวิต ขณะเกิดเหตุหนูน้อยคนหนึ่งวิ่งออกจากบ้านมากลางถนน โชคดีที่จังหวะนั้นมีชายคนหนึ่งยืนอยู่บริเวณดังกล่าว และสามารถคว้าตัวไว้ได้ทัน ก่อนที่จะถูกรถเก๋งที่วิ่งมาเฉี่ยวชน

โดยคลิปถูกเผยแพร่ผ่านเพจ Red Skull Racing ที่เผยให้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะเกิดเหตุเด็กชายตัวน้อยในชุดเสื้อกล้ามสีแดง วิ่งออกมาจากบ้านและกำลังมุ่งตรงไปกลางถนนที่มีรถวิ่งอยู่หนาตา แม้จะเป็นเพียงถนนในหมู่บ้าน ซึ่งจังหวะนั้นโชคดีมากๆ ที่มีชายคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์และช่วยดึงหนูน้อยพ้นจากความตายได้

ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า โชคดีไม่ได้มีบ่อยๆ! กระชากชีวิตจากมัจจุราช หนุ่มช่วยหนูน้อยได้เสี้ยววินาที ก่อนถูกรถชน ‼ “ลูกหลานวัยกำลังซน พยายามอย่าให้คลาดสายตานะครับ บทเรียนมีมาเยอะ โชคดีไม่ได้มีบ่อยๆ นะ เกือบเป็นเหตุสลดเลยนะ ถ้าหนุ่มในคลิปปฏิกริยาไม่ไวพอ พลาดไปเสี้ยววินาที อาจจะต้องเสียใจไปทั้งชีวิต

ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างลุ้นจนหัวใจแทบหยุดเต้นไปกับภาพที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กให้ดูแลดีๆ อย่าให้คลาดสายตา เพราะไม่อย่างนั้นเหตุสลดอาจจะเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ผู้คนก็ชื่นชมหนุ่มพลเมืองดีที่หูตาไว ไม่นิ่งดูดายและสามารถช่วยเหลือเด็กน้อยคนดังกล่าวให้พ้นจากอันตรายได้ พร้อมกับยกให้เขาเป็นฮีโร่ในคราบมนุษย์ที่ไม่ต้องมีพลังวิเศษอะไรนอกจากสติ

นางแบบลูกครึ่งแจ้งความเอาผิดเพจโพสต์ภาพตัดต่อวาบหวิว

อดีตผู้ประกวดมิสแกรนด์ จ.ลำปาง เข้าแจ้งความตำรวจปอท.เอาผิดเพจเฟซบุ๊คที่นำภาพใบหน้าไปตัดต่อกับนางแบบคนอื่น ลักษณะวาบหวิว ขณะที่ตำรวจระบุเข้าข่ายผิดตามกฎหมาย

นางสาวเจสซิก้า แมคเคนนา นางแบบลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย วัย 19 ปี อดีตตัวแทนผู้ประกวดมิสแกรนด์ จ.ลำปาง ตำแหน่งนางงามมิตรภาพ เข้าแจ้งความพ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั้งเทคโนโลยี หรือปอท. เพื่อเอาผิดกับเพจเฟซบุ๊คที่นำภาพตนไปตัดต่อกับร่างกายนางแบบคนอื่น และนำไปเผยแพร่ จนทำให้เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยนำภาพต้นเรื่องพร้อมข้อความสนทนาโต้ตอบกับเพจคู่กรณีมามอบให้ตำรวจเป็นหลักฐานดำเนินคดี

นางสาวเจสซิก้า ระบุว่า หลังวานนี้มาลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวนปอท. ว่าพบนำภาพใบหน้าของตนไปตัดต่อกับร่างกายของนางแบบคนอื่นในลักษณะวาบหวิว เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ค ซึ่งตนเห็นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนพยายามไกล่เกลี่ยกับผู้ที่ตัดต่อภาพของตน

นอกจากดำเนินการลบภาพแล้วก็ขอให้ทำหนังสือสัญญาว่าจะไม่ละเมิดนำภาพไปใช้ในลักษณะนี้อีก แต่คู่กรณีปฏิเสธว่าต้องไปหารือกับหัวหน้า ตนมองว่าเป็นการบ่ายเบี่ยงไม่รับผิดชอบ ตนจึงตัดสินใจแจ้งความเอาผิด

ขณะที่พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ บอกว่า หากเป็นกรณีการตัดต่อภาพในลักษณะเช่นนี้ เข้าข่ายผิดกฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ยิ่งภาพที่ตัดต่อเป็นภาพวาบหวิว ก็ยิ่งไม่เหมาะสม ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องนำเอกสารสัญญาจ้างที่ผู้เสียหายเคยตกลงเมื่อครั้งที่รับงานถ่ายแบบกับบริษัทคู่กรณี มาพิจารณา ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พร้อมกันนี้ได้ฝากไปถึงการตัดต่อภาพที่ปรากฏทางสังคมออนไลน์ เช่นการนำภาพของคนหนึ่งไปตัดต่อใส่ร่างกายอีกคนหนึ่ง หรือไปตัดต่อกับสัตว์ต่างๆ ต้องระวังเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเช่นกัน

ศาลสั่งปรับ 2 หมื่น รอลงอาญา 2 ปี ป้าทุบรถ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลพระโขนง อ่านคำพิพากษา คดีป้าทุบรถวันนี้ (30 พ.ค. 2562)
  • ศาลพิพากษา จำเลยทั้ง 2 มีความผิดจริง ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 18000 บาท
  • จำเลย ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ให้การเป็นประโยชน์ เห็นควรให้จำเลยได้กลับตัว โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คงเหลือโทษปรับ 12000 บ.

วันนี้ ศาลจังหวัดพระโขนง ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีคดีหมายเลขดำที่ อ.3917/2561 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.มณีรัตน์ แสงภัทรโชติ และ น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ จำเลยทั้ง 2 ในข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” จากคดีดัง “ป้าทุบรถ” หลังถูกจอดรถขวางประตูบ้านที่เป็นข่าวดังทั่วประเทศเมื่อปี 2561

โดยศาลพิพากษา จำเลยทั้ง 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 258 และ มาตรา 83 ให้จำคุก คนละ 3 เดือน และปรับเป็นเงินคนละ 18000 บาท ในทางนำสืบ จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์แก่รูปคดี มีเหตุให้บรรเทาโทษ เหลือ 1 ใน 3 คงเหลือ จำคุก 2 เดือน ปรับ 12000 บาท

พิเคราะห์แล้ว จากพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิด เพราะความเครียดและความโกรธที่สะสมมาเป็นเวลานาน มีความผิดไม่ร้ายแรง และจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอลงโทษไว้เป็นเวลา 2 ปี

>ศาลปกครองสูงสุดยืนคดีป้าทุบรถ สั่งปรับ ผอ.ประเวศ 5 พันบาท

โดยก่อนหน้านี้ ในคดีที่ น.ส.มณีรัตน์ แสงภัทรโชติ และ น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง น.ส.รชนีกร เลิศวาสนา เจ้าของรถ ในฐานความผิด จอดรถกีดขวางทางเข้าออกอาคารฯ และก่อความเดือนร้อนรำคาญ (คดีหมายเลขดำที่ อ.1441/2561)

ซึ่งในคดีนั้น ศาลได้ตัดสินให้น.ส. รชนีกร เจ้าของรถคันดังกล่าวมีความผิดจริง โดยให้รอลงอาญา 1 ปี ปรับ 5 พันบาท