หนุ่มขับกระบะชนลุง-หลาน มอบตัวแล้ว อ้างเดินออกมาไม่ระวัง

ประเด็นน่าสนใจ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.10น. วันที่ 26 พฤษภาคม 62
  • วันที่ 30 พฤษภาคม 62 คนขับรถกระบะพุ่งชน ลุง-หลาน เข้ามอบตัว
  • คนขับรถกระบะ อ้างว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บค่อยๆเดินออกมาไม่ระวังหลัง ยืนยันเป็นแค่อุบัติเหตุ ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ พู่ ศิรินทร์ทิพย์ ได้โพสต์ข้อความว่า น้องกับหลานถูกรถชนแล้วหนีเขตหนองเสือ คลอง7 ตอนนี้ยังจับตัวคนชนไม่ได้ใครมีเบาะแสช่วยหน่อยคะคนผิดต้องรับผิดชอบพร้อม จากากรตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ถนนเลียบคลอง 7 ฝั่งตะวันออกบริเวณร้านขายอาหารช่วงหมู่ที่12 ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี พร้อมกับกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน สีครีมมีหลังคาไฟเบอร์ด้านหลังขับเข้ามาชนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ส่งผลให้นายเอกพงษ์ คำสุข อายุ35ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวส่ง รพ.ราชธานี และน้องโบนัส เด็กหญิงอายุ 2 ขวบครึ่ง มีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้าถูกนำตัวส่ง รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติโดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเวลา 08.10น. วันที่ 26 พฤษภาคม 62 ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 30 พฤษภาคม 62 นายมนัสชนก มีขันติ อายุ41ปี พร้อมด้วยรถยนต์ยี่ห้อนิสสันสีบรอนด์ทองมีหลังคาไฟร์เบอร์ ด้านหลังไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีร่องรอยการชนที่ด้านหน้ารถได้รับความเสียหายพังยับเยินซึ่งเป็นรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ ได้เข้ามอบตัวกับ ร.ต.อ.อิทธิเดช เทศกุลวิเศษ รอง สว.สอบสวนสภ.หนองเสือ เจ้าของคดีหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันอย่างหนัก

นายมนัสชนก มีขันติ ผู้ขับขี่รถกระบะให้การว่า เหตุที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุซึ่งตนเองกำลังจะขับรถเข้าบ้านซึ่งอยู่ติดกับจุดเกิดเหตุ โดยขณะขับรถมาถึงที่เกิดเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บค่อยๆเดินออกมาไม่ระวังหลัง ก่อนจะเข้ามาในเส้นจราจร และเป็นจังหวะเดียวกับที่ตนเองกำลังมองกระจกฝั่งขวา เพื่อโยกรถถอยหลังเข้าซอยกลับบ้านทำให้รถพุ่งชนสองลุงหลานที่ได้รับบาดเจ็บ

ซึ่งพอเกิดเหตุปุ๊บตนเองตกใจและเบรกรถทันที หลังเกิดเหตุตนเองก็ขับรถออกจากที่เกิดเหตุไปแต่ไม่ขอบอกว่าไปที่ใด ซึ่งตนเองไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนเป็นอุบัติเหตุจริงๆ อย่างไรฝากขอโทษครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจริงๆพร้อมยกมือไหว้ผ่านสื่อมวลชน

ร.ต.อ.อิทธิเดช เทศกุลวิเศษ รองสว.สอบสวนสภ.หนองเสือ เปิดเผยว่า ได้ทำการสอบปากคำเบื้องต้นพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส , ขับรถหลบหนีไม่แจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทราบทันทีโดยวันนี้จะนำตัวไปส่งที่ศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อให้ศาลมีคำสั่งฝากขังและดำเนินคดีทางกฎหมายหากผู้ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

จีนมีทางเลือกอะไรบ้างในการตอบโต้สหรัฐฯ?

ประเด็นน่าสนใจ

  • จีนมีทางเลือกหลากหลายในการตอบโต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
  • ทางเลือกเหล่านั้น เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ, ลดค่าเงินหยวนเพื่อชดเชยราคาสินค้าจีนที่แพงขึ้น หรือลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ
  • แต่ไม่ว่าจีนจะเลือกใช้วิธีใด ผลกระทบต่อการค้าโลกรวมถึงตลาดเงินในไทยและตลาดเงินโลกก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ TMB Analytics จึงแนะนำให้ ผู้ประกอบการและนักลงทุนเตรียมรับมือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

TMB Analytics ชี้จีนมีทางเลือกหลากหลายในการตอบโต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ทั้งมาตรการตอบโต้โดยตรงอย่างการขึ้นภาษีนำเข้า ไปจนถึงผ่านตลาดเงินโดยการลดค่าเงินหยวนหรือลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงมาตรการอื่นๆ อย่างการรณรงค์งดใช้สินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งหากจีนจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้มาตรการเหล่านี้ เศรษฐกิจรวมถึงตลาดการเงินของโลกและไทยก็จะโดนผลกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขึ้นภาษีนำเข้า

สำหรับสงครามการค้าที่ปะทุขึ้นรอบล่าสุด สหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าเพิ่มเติมอีกจากสินค้ามูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สินค้าที่รัฐบาลจีนจะขึ้นภาษีเพื่อตอบโต้มีมูลค่าเพียง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากโดยรวมแล้วสินค้าที่จีนส่งออกไปสหรัฐมีมูลค่าถึง 4.5 เท่าของสินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกมาจีน ดังนั้น การเอาคืนสหรัฐฯ ผ่านมาตรการภาษี จีนอาจได้ไม่คุ้มเสีย

แทรกแซงค่าเงินหยวน

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ธนาคารกลางจีนอาจแทรกแซงค่าเงินหยวนให้อ่อนลงเพื่อชดเชยราคาสินค้าจีนที่แพงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเรื่องการส่งออก แต่ก็อาจมีผลกระทบที่รุนแรงตามมา อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2015 ที่หลังจากธนาคารกลางจีนทำการลดค่าเงินหยวนต่อเนื่องสามวันติดรวม 4.4% ก็ทำให้เดือนนี้เป็นเดือนที่แย่ที่สุดในรอบหลายรอบปีของตลาดการเงินทั้งหลาย โดยเฉพาะตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีน รวมถึงตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค

ลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ

อีกด้านหนึ่ง จีนอาจเลือกใช้เครื่องมือในตลาดพันธบัตรเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ได้ด้วยเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าจีนเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มูลค่ากว่า 1.12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น หากจีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาจมีผลให้ต้นทุนการกู้ยืมในสหรัฐฯ ที่สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยีลด์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยการศึกษาของธนาคาร UBS พบว่า หากจีนเพียงแค่ค่อยๆ ลดการถือครองพันธบัตรลงเรื่อยๆ ตามแนวโน้มปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจะสูงขึ้นประมาณ 0.4% หรือ 40 basis point อย่างไรก็ดี การลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐในปริมาณมากอาจกดดันให้เงินหยวนแข็งค่ารุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ส่งออกจีนได้ และไม่ง่ายที่จีนจะหาสินทรัพย์ทดแทนที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูงใกล้เคียงกันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

กีดกันนักลงทุนสหรัฐฯ 

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการโต้กลับอื่นๆ อีก เช่น การกีดกันบริษัทจากสหรัฐในการทำธุรกิจในจีน โดยการชะลอการดำเนินการศุลกากรสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ การชะลอหรือปฏิเสธกระบวนการขอวีซ่าของนักธุรกิจชาวสหรัฐฯ หรือทำให้กระบวนการทางกฎหมายล่าช้าลง แต่ข้อเสียคือ การทำแบบนี้จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือในการดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศในอนาคต

รณรงค์งดใช้สินค้าจากสหรัฐฯ

มากไปกว่านั้น ทางด้านสงครามเย็นด้านเทคโนโลยี (Tech Cold War) การเอาคืนที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ Huawei ว่ามีภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศอาจรวมถึงการรณรงค์งดใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่เริ่มเป็นกระแสในสังคมออนไลน์บ้างแล้ว ซึ่งอาจทำให้กำไรของ Apple ลดลงประมาณ 30% จากการวิเคราะห์ของ Goldman Sachs แต่ก็น่าคิดว่าจากการที่จำนวนโรงงานผลิตสินค้าและชิ้นส่วนของ Apple เกือบครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในจีนนั้น บริษัทจีนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็จะถูกผลกระทบไปด้วย

งดการส่งออกแร่ Rare Earth

มิหนำซ้ำ จีนอาจโต้ตอบสหรัฐฯ ได้โดยการจำกัดหรืองดการส่งออกแร่ Rare Earth ที่จีนเป็นผู้ผลิตหลักของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงในสหรัฐฯ ในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลังงาน เป็นต้น โดยปัจจุบันการนำเข้าแร่ Rare Earth ประมาณ 80% ของสหรัฐฯ มาจากจีน

จากการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ข้อตกลงเร็วๆ นี้ อาจกระตุ้นให้จีนต้องเลือกใช้อาวุธที่มีอยู่ในมือซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจีนจะเลือกใช้วิธีใด ความกดดันต่อการค้าโลกรวมถึงความผันผวนในตลาดเงินไทยและตลาดเงินโลกก็คงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการรวมถึงนักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

30 พ.ค. ครบรอบ 12 ปี “ยุบพรรค” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ประเด็นน่าสนใจ

  • ต้นตอมาจากสถานการณ์การเมืองไทยก่อนการรัฐประหารปี 49
  • ในการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 มีการร้องเรียนว่ามีการจ้างพรรคเล็ก ปลอมเอกสาร
  • โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้องเรียนต่อ กกต. ว่า พรรคไทยรักไทยได้มีการจ้างพรรคเล็กๆ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้ปลอมแปลงเอกสารข้อมูลสมาชิกพรรค
  • ทางด้านพรรคไทยรักไทย ได้ร้องเรียนต่อ กกต. ว่า พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า เป็นภายต่อความมั่นคงของรัฐ
  • ผลจากการร้องเรียนดังกล่าวทำให้ มี 4 พรรคการเมือง ถูกยุบ ได้แก่ พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคเผ่นดินไทย

วันนี้เมื่อ 12 ปีก่อน คือ 30 พฤษภาคม 2550 ถือเป็นวันที่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องบันทึกไว้ เนื่องจาก มีการตัดสิน “ยุบพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก” ในประเทศไทย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ทำให้การตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก

ที่มาที่ไปของจุดเริ่มต้น การถูกยุบพรรค

ในช่วงปี 2548 – 2549 ถือเป็นปีหนึ่งในประเทศไทยที่มีสถานการณ์ทางการเมืองค่อนข้างตึงเครียดอย่างมาก ด้วยเหตุสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ในประเด็นปัญหาการคอรัปชั่นในรัฐบาล จนไปสู่การยุบสภาในที่สุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และจัดให้มีการเลือกอีกครั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549

ในการเลือกตั้งในครั้งนั้น ได้มีกลุ่มพรรคฝ่ายค้านเดิม คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ทำหนังสือให้ พรรคไทยรักไทย มาร่วมลงนามให้สัตยาบันว่า หลังการเลือกตั้ง จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ซึ่งพรรคไทยรักไทยปฏิเสธการลงสัตยาบันดังกล่าว ทั้ง 3 พรรค จึงได้ประกาศ “คว่ำบาตร” การเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง ส.ส.

กระแสของการ “คว่ำบาตร” การเลือกตั้ง นำมาสู่กระแสของการ vote no หรือ “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” เนื่องจากกติกาในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 นั้น ได้ระบุไว้ว่า

เขตใดที่มีผู้สมัครส.ส. เพียง 1 คน ต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น

ด้วยเหตุนี้เกิดประเด็น “การจ้างพรรคเล็ก” ให้ลงสมัครเลือกตั้งในเขตที่คาดว่าจะมีส.ส. ลงสมัครเพียงคนเดียว หลังการคว่ำบาตรการเลือกตั้งของ 3 พรรคการเมืองข้างต้น

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน มีนาคม 2549 ก่อนจะมีการเลือกตั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ (ในขณะนั้น) ได้เข้าร้องเรียนต่อ กกต. ว่า มีการจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง เพื่อหนีเกณฑ์คะแนนเสียง 20% โดยกล่าวในคำร้องว่า

พรรคไทยรักไทย ได้ให้เงินสนับสนุนแก่พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย เป็นค่าใช้จ่ายในการลงสมัครการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อเลี่ยงการที่ผู้สมัครฯ จะต้องได้คะแนนเกินร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้นๆ รวมทั้งมีการปลอมเอกสารเพื่อให้สมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทย มีเป็นสมาชิกเกิน 90 วันอีกด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ครบ 90 วันตามกฎหมายเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกัน พรรคไทยรักไทย ก็ได้ร้องเรียนต่อ กกต. ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการปราศรัยใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย ใช้เอกสารเท็จที่อ้างว่าเป็นเอกสารการสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า น้อยกว่า 90วัน เพื่อให้เข้าใจว่า พรรคไทยรักไทยเป็นผู้จ้างวานให้ลงสมัครเลือกตั้ง รวมทั้งอยู่เบื้องหลังการขัดขวางการสมัครรับ ส.ส. ลงสนามเลือกตั้งที่ จ.สงขลาด้วย ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง

สารพันปัญหาหลังการเลือกตั้ง 2 เมษายน 49

ภายหลังจากการจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2549 นั้น สถานการณ์การเมืองไทย ยังคงดุเดือด ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น โดยเฉพาะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เกือบ 29 ล้านคน มีผู้ “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” ถึง 9.6 ล้านคน บัตรเสียอีก 3.7 ล้านใบ เหลือเป็นบัตรที่นับคะแนนได้ 15.6 ล้านคะแนน พูดง่ายขึ้นคือ คะแนน ส.ส. แบบแบ่งเขตเหลือเป็นคะแนนแค่ เกินครึ่งมานิดเดียว หรือราว 54%

ในส่วนของคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนก็ไม่ต่างกันมากนัก เมื่อมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนราว 31% บัตรเสียราว 5.7%

นอกจากนี้ ปัญหาการเลือกตั้งในหลายๆ ประเด็นจึงทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องของการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 49 และนำไปสู่ การเพิกถอนการเลือกตั้ง และมีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549

ข่าวลือเป็นจริง “รัฐประหารปี 49”

แต่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง 19 ก.ย. 49 ก็เกิดรัฐประหารขึ้น โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ

ภายหลังจากการรัฐประหาร 2549 ก็ได้มีการยกเลิก รธน. ปี 40 ทำให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกตามไปด้วย จึงได้มีการแต่งตั้งขึ้นใหม่อีกครั้ง พร้อมๆ กับการออกประกาศของ คปค. ฉบับที่ 27 ให้พ.ร.บ. พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้

30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการศาลรัฐธรรมธูญ มีมติให้ “ยุบพรรค” 4 พรรคการเมือง

หลังจากมีการพิจารณาคำร้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนพยานในช่วงกลางเดือน มกราคม 2550 และมีการไต่สวนต่อเนื่องกันไป ใน 5 คำร้องให้มีการยุบพรรค คือ

  • คำร้องให้ยุบพรรคไทยรักไทย
  • คำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
  • คำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า
  • คำร้องให้ยุบพรรคพัฒนาชาติไทย
  • คำร้องให้ยุบพรรคแผ่นดินไทย

โดยหลังจากที่มีการไต่สวนเป็นที่เรียบร้อย ตุลาการศาลนัดวันอ่านคำวินิจฉัย ในวันที่ 30 พ.ค. 2550 หรือวันนี้เมือ 12 ปีที่แล้ว โดยได้มีการถ่ายทอดสดออกทางโทรทัศน์ ในระหว่างอ่านคำวินิจฉัยด้วย ซึ่งได้มีการอ่านคำวินิจฉัยในกลุ่ม 2 ก่อน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ก่อน ในเวลา 13.30 น.

ผลคำวินิจฉัยให้ยกคำร้อง พรรคประชาธิปัตย์

และให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า รวมทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าด้วย

หลังจากนั้น ก็ได้มีการอ่านคำวินิจฉัย ในกลุ่มที่ 1 คือ คำร้องให้ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย

ผลคำวินิจฉัย ให้ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย

และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน พรรคพัฒนาชาติไทย 19 คน และพรรคแผ่นดินไทย 3 คน มีกำหนด 5 ปี

ซึ่งหลังจากนั้นจึงเป็นที่มาของต้นกำหนด บ้านเลขที่ 111 ในที่สุด ถือเป็นการยุบพรรคการเมืองครั้งแรกในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการเมืองไทย แม้ว่าภายในหลังปี