เปิดเหตุผลทำไมนายจ้าง เลือกใช้แรงงานต่างด้าว มากกว่าแรงงานไทย

เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดความต้องการด้านแรงงานเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจุบันแรงงานไทยมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ แรงงานต่างด้าวจึงเป็นอีกทางเลือกที่สามารถมาทดแทนได้

โดยส่วนใหญ่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน คือ พม่า ลาว และกัมพูชา ทั้งนี้ส่วนใหญ่เข้ามาประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ประมง คนรับใช้ กรรมกร หรืออาชีพที่มีความเสี่ยง

ซึ่งอาชีพเหล่านี้จะหาแรงงานไทยทำค่อนข้างยาก หรืออาจจะหาได้แต่ต้องจ่ายค่าแรงสูงและเงื่อนไขการทํางานที่มีมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องหาแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนในตําแหน่งที่แรงงานไทยไม่ทํา จึงทำให้ทุกวันนี้เกิดปัญหาการลักลอบขนย้ายแรงงาน หรือมีการหลบหนีเข้ามาทำงานกันเป็นจำนวนมาก

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมการจัดหางานได้เดินหน้ากวนขันตรวจสอบแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย และสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวดำเนินคดีได้กว่า 300 คน อีกทั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม ยังสามารถจับกุมเจ้าหน้าที่ขับรถขนส่งไปรษณีย์ ลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวพม่าเชื้อสายฮินดู 13 ราย เพื่อนำไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดย กรมการจัดหางาน ได้เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 7 พฤษภาคม 2562 กรมการจัดหางานได้ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าวไปแล้ว 1,229 คน เป็นงานเร่ขายสินค้า 701 คน งานขายของหน้าร้าน 501 คน และงานอื่นๆ ได้แก่ พนักงานรักษาความปลอดภัย วินมอเตอร์ไซต์ นวดแผนไทย และเสริมสวย จำนวน 27 คน

ซึ่งพบการกระทำผิดและได้ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวไปแล้ว 378 คน เป็นสัญชาติเมียนมามากที่สุด รองลงมาเป็นเวียดนาม ลาว กัมพูชา อินเดีย จีน 2 คน และอื่นๆ ทั้งนี้ ได้ดำเนินการผลักดันส่งกลับแรงงานต่างด้าวแล้ว จำนวน 211 คน คิดเป็นเงินค่าปรับรวม 1,055,000 บาท

คนต่างด้าวในประเทศไทย

คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย ตามพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ.2559 แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1. คนต่างด้าวตลอดชีพ ได้แก่ คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515

2. คนต่างด้าวมาตรา 59 ประเภททั่วไป คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมืองโดยมิใช่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว หรือผู้เดินทางผ่าน และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

3. คนต่างด้าวมาตรา 59 พิสูจน์สัญชาติ(เดิม) คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมืองได้รับการผ่อนผันให้ทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติและปรับสถานการณ์เข้าเมืองถูกกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

4. คนต่างด้าวมาตรา 59 นำเข้าตาม MOU คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียตนาม ที่เข้ามาทำงานตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศต้นทาง

5. คนต่างด้าวมาตรา 62 ประเภทส่งเสริมการลงทุน คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520) หรือกฎหมายอื่น ได้แก่ พระราชบัญญัตินิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพ.ศ.25 2 2 และพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เช่น นักลงทุน ช่างฝี มือ ผู้ชำนาญการ

6. คนต่างด้าวมาตรา 63 ประเภทชนกลุ่มน้อย คนต่างด้าวที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และกระทรวงมหาดไทยได้ออกเอกสารเพื่อรอพิสูจน์สถานะยื่นขอใบอนุญาตทำงาน

7. คนต่างด้าวมาตรา 64 คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานบริเวณชายแดนในลักษณะไป – กลับ หรือตามฤดูกาลในพื้นที่ความตกลงว่าด้วยการสัญจรข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย กับประเทศที่ติดกับราชอาณาจักรไทย

8. คนต่างด้าว 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา) หมายถึง แรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในตำแหน่งกรรมกร หรือคนรับใช้ในบ้าน ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา เพื่อทดแทนแรงงานไทยที่ขาดแคลน รวมถึงแรงงานที่ลักลอบเข้าเมืองได้รับการปรับสถานะเป็นเข้าเมืองถูกกฎหมายได้รับอนุญาตทำงาน

สถิติการทำงานของคนต่างด้าว

เดือนกุมภาพันธ์ 2562 รวมทั้งหมด 3,293,819 คน

  • แรงงานประเภทฝีมือ 163,644 คน
  • ตลอดชีพ 241 คน
  • ชนกลุ่มน้อย 65,480 คน
  • แรงงานประเภททั่วไป 3,064,454 คน

เดือนมกราคม 2562 รวมทั้งหมด 3,288,079 คน

  • แรงงานประเภทฝีมือ 162,906 คน
  • ตลอดชีพ 241 คน
  • ชนกลุ่มน้อย 66,978 คน
  • แรงงานประเภททั่วไป 3,057,954 คน

เดือนธันวาคม 2561 รวมทั้งหมด 3,315,714 คน

  • แรงงานประเภทฝีมือ 161,059 คน
  • ตลอดชีพ 241 คน
  • ชนกลุ่มน้อย 68,613 คน
  • แรงงานประเภททั่วไป 3,085,801 คน

เดือนพฤศจิกายน 2561 รวมทั้งหมด 3,389,746 คน

  • แรงงานประเภทฝีมือ 160,175 คน
  • ตลอดชีพ 241 คน
  • ชนกลุ่มน้อย 68,231 คน
  • แรงงานประเภททั่วไป 3,161,099 คน

เดือนตุลาคม 2561 รวมทั้งหมด 3,308,891 คน

  • แรงงานประเภทฝีมือ 158,716 คน
  • ตลอดชีพ 241 คน
  • ชนกลุ่มน้อย 66,483 คน
  • แรงงานประเภททั่วไป 3,083,451 คน

ข้อดีข้อเสียการใช้แรงงานต่างด้าว

จากการสอบถามอดีตนายจ้างร้านคาร์แคร์ ให้ข้อมูลว่า ตนเองเคยทำธุรกิจคาร์แคร์และตัดสินใจจ้างแรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมายเข้ามาทำงาน โดยยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่จะผ่านงานหนักมาพอสมควร ข้อดีจึงมีความขยันค่อนข้างสูงและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังสามารถแนะนำหรือตำหนิได้หากมีความไม่เข้าใจในงาน รวมถึงยังมีความยืดหยุ่นในการทำงานทั้งเรื่องของเวลาหรือหน้าที่ต่างๆ ซึ่งเขาจะทำงานนอกเหนือจากหน้าที่ของตนเองได้

แรงงานต่างด้าวบางรายจะมีข้อเสียอยู่บ้าง โดยจะเปลี่ยนงานบ่อยและจะออกจากงานแบบกระทันหันไม่บอกกล่าว หรือบางรายที่เจ้าของกิจการเคยพบเจอจะมีปัญหาเรื่องของการขโมยทรัพย์สิน แต่ทั้งนี้ในข้อเสียของแรงงานต่างด้าวนั้นจะอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า ซึ่งนายจ้างบางคนก็เจอแรงงานต่างด้าวที่ดีและอยู่ทำงานกันได้ยาวนาน

ขณะที่เจ้าของกิจการอีกรายได้ให้ข้อมูลว่า ตนเองประกอบกิจการขายหมูปิ้งซึ่งจ้างแรงงานที่เป็นคนไทยมาโดยตลอด ส่วนใหญ่จะเลือกแรงงานไทยที่เป็นคนกรุงเทพฯ และไม่มีครอบครัวเพื่อหลีกเลี่ยงการลา เนื่องจากตนเองไม่มีลูกจ้างสำรองหากลาแล้วจึงต้องปิดร้านด้วย โดยปัญหาที่พบชัดมากคือเรื่องค่าแรงที่ค่อยข้างสูงซึ่งต่างจากแรงงานต่างด้าวมาก

โดยตนจ้างถึงวันละ 450 บาท ในขณะที่บริเวณร้านค้าใกล้เคียงจ้างแรงงานต่างด้าวเพียงวันละ 300 บาท ทั้งนี้ตนเลือกที่จะจ่ายสูงเนื่องจากต้องการให้เป็นแรงจูงใจในการทำงาน และหลีกเลี่ยงปัญหาการลักทรัพย์ของลูกจ้าง ต้องยอมรับว่าแรงงานไทยที่ตนเองจ้างบางรายจะรู้มากจึงทำให้เรื่องมากกว่าต่างด้าว อีกทั้งจะไม่ค่อยฟังคำพูดนายจ้าง

มองว่าแรงงานต่างด้าวมีความอดทนใช้แรงได้คุ้มกับค่าจ้าง แต่ปัญหาขณะนี้ส่วนตัวมองว่านายจ้างต้องแบกรับภาระเรื่องของค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน การทำพาสปอร์ต อีกทั้งต้องแบกรับความเสี่ยงว่าเมื่อจ่ายไปแล้วเขาจะหนีเราหรือไม่ หลายๆ ครั้งที่เห็นข่าวต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งนายจ้างเองรู้สึกกังวลเรื่องดังกล่าวด้วย


อ้างอิงข้อมูล

www.oie.go.th

สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

กระทรวงแรงงาน

เปิดภาพพระอาทิตย์ตั้งฉาก ที่ จ.เชียงใหม่ ทำประชาชนไร้เงาช่วงสั้นๆ

ประเด็นน่าสนใจ

  • ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า วันนี้ (15 พ.ค. 2562) เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. นำอุปกรณ์หลายชนิด ตั้งกลางลานโดมภายใน สดร. รวมทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ออกไปยืนกลางแดด เพื่อสังเกตเงาจากปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก ที่เกิดขึ้นในเวลา 12.20 น. วันนี้

โดยเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านจุดกลางศรีษะ เงาจะตกอยู่ใต้เท้าพอดี รวมถึงเงาของวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ในระนาบเดียวกับรูปร่างของวัตถุ เสมือนเป็นวันไร้เงา

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ปรากฎการณ์ ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก จะเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี

สำหรับปีนี้ ในเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 12:20 น.

ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับจังหวัดเชียงใหม่ และ ขึ้นเหนือเรื่อย ๆ จนกระทั่งตั้งฉากกับพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 12:17 น.

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ระหว่างละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง เมื่อยืนกลางแดดในวันและเวลาดังกล่าว จะสังเกตเห็นเงาของร่างกายตกอยู่ใต้เท้าพอดีไม่เฉียงไปด้านใดด้านหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกจะทำให้บริเวณดังกล่าวได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่ออุณหภูมิ

เช่น ปริมาณฝนที่ตกลงมาติดต่อกันหลายวัน เมฆ และ ความร้อนสะสมในบรรยากาศ ฯลฯ ทำให้ดวงอาทิตย์ตั้งฉากในวันนี้ ไม่ใช่วันที่มีอุณหภูมิสูงที่สุด

กรณ์ โพสต์ขอบคุณทุกคะแนนเสียง แม้พลาดเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรณ์ จาติกวณิช ได้ 19 คะแนน คิดเป็น 8.4881% จากผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 291 คน

วันนี้ (15 พ.ค. 2562) นายกรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Korn Chatikavanij” ขอบคุณทุกกำลังใจ หลังทราบผลการลงคะแนนเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  โดยนายกรณ์ ระบุสั้นๆ ว่า ขอบคุณสำหรับทุกเสียงสนับสนุนครับทุกกำลังใจ และแรงเชียร์มีค่ามากสำหรับผม สู้ต่อไปด้วยกันครับ

สำหรับการลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ มาจากการนับคะแนนของผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 291 คน ประกอบด้วย ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 52 คน และองก์ประชุมอื่นอีก 239 คน

โดยคนที่ได้คะแนนมากที่สุดและทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เบอร์ 2 ได้ 160 คะแนน หรือคิดเป็น 50.5995% อันดับ 2 คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 102 คะแนน คิดเป็น 37.2160% นาย กรณ์ จาติกวณิช ได้ 19 คะแนน คิดเป็น 8.4881% และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ 10 คะแนน หรือคิดเป็น 3.6965%

สำหรับการเลือกตั้งเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนเก่า แถลงลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่ผ่านมา หลังจากผลการเลือกไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานหัวหน้าองค์กร เพราะฉะนั้นขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคตั้งแต่บัดนี้

ขณะที่นายจุรินทร์ ได้กล่าวตอนหนึ่งช่วงแสดงวิสัยทัศน์ว่า แม้ว่าแม้ผู้ท้าชิงตำแหน่งคนอื่นๆ อย่าง คุณกรณ์ คุณอภิรักษ์ คุณพีระพันธุ์ จะพลาดไม่ได้ตำแหน่ง แต่พวกเขาคือบุคคลที่จะเป็นหนึ่งในทีมซุปเปอร์ฮีโร่ประชาธิปัตย์ในอนาคต เพราะหมดยุคซุปเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของ Avengers แล้วนั่นเอง