ผู้การโคราชชี้แจง ปมจับ-ปรับนักกีฬาแข่งเรือ ในกีฬาแห่งชาติ

ผู้การโคราช​ ชี้แจงกรณีตำรวจจราจร สั่งปรับเยาวชนที่เดินทางไปแข่งกีฬาแห่งชาติ​ เผยได้ตำหนิตำรวจนายดังกล่าวแล้ว

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีรายงานว่ากลุ่มเยาวชนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สั่งปรับฐาน “ใช้รถลากจูงโดยไม่ได้รับอนุญาต” จากการที่พวกเขาขนเรือเพื่อไปทำการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่ จ.บุรีรัมย์ แม้ว่าพวกจะแสดงใบส่งตัวจากจังหวัดแล้ว แต่กลับยังถูกปรับเพิ่มขึ้นนั้น

วันนี้ (15 พ.ค. 2562) พลตำรวจตรีวัชรินทร์ บุญคง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่าได้รับทราบข้อมูล และได้ตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจคนดังกล่าวแล้ว

เบื้องต้นได้เน้นย้ำกำชับการใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติหน้าที่ โดยกำชับให้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับน้องๆ เยาวชน ซึ่งไปทำหน้าที่ตัวแทนของจังหวัดในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ทั้งนี้ได้ประสานไปยังผู้ฝึกสอนของน้องๆ เยาวชนเพื่อทำความเข้าใจและให้กำลังใจในการทำหน้าที่ตัวแทนของจังหวัดแล้ว

สำหรับการลากรถ หรือการจูงรถ มาตรา ๗๗ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถทุกชนิดลากรถหรือจูงรถอื่นไปในทางเกินหนึ่งคัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี วิธีลากรถหรือจูงรถ และการมีเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัยในการลากรถหรือจูงรถให้กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา จะต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

ขอบคุณภาพจาก jaengkhaochaoburiram.com

‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

วันนี้ (15 พ.ค. 62) ที่ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต พรรคประชาธิปัตย์ จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ มาแทนนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ซึ่งการประชุมในวันนี้นั้น มีองค์ประชุมรวมทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์ 307 คน เดินทางมาเข้าร่วม และลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคฯ 275 คน

โดยผู้ลงสมัครหัวหน้าพรรค มี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้หมายเลข 1 / นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้หมายเลข 2 / นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้หมายเลข 3 และ นายกรณ์ จาติกวณิช ได้หมายเลข 4 ทั้งนี้ ผลการนับคะแนน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรคหน้าพรรค ได้รับคะแนนสูงสุด ทำให้ได้รับการเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนใหม่

ผลการนับคะแนน

โดยผลการนับคะแนนจากผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 291 คน ประกอบด้วย  ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 52 คน และองก์ประชุมอื่นอีก 239 คน โดย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ 10 คะแนน หรือคิดเป็น 3.6965% , นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เบอร์ 2 ได้ 160 คะแนน หรือคิดเป็น 50.5995% ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้ 102 คะแนน (37.2160% ) และสุดท้าย นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ 19 คะแนน ( 8.4881% )

วิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

โดยก่อนหน้านี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หมายเลข 2 ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า หากตนได้เป็นหัวหน้าพรรค มองว่าประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยน เป็นการเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ เปลี่ยนสิ่งที่สมควรจะเปลี่ยน อุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องไม่เปลี่ยน อุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต้องไม่เปลี่ยน หัวหน้าพรรคไม่มีสิทธิ์อยู่นอกเหนืออุดมการณ์แห่งความซื่อสัตย์สุจริตที่เรายึดมั่น

การเมืองคือสิ่งที่ต้องเปลี่ยนและมองไปข้างหน้า นอกจากนี้ ยังต้องเปลี่ยนโดยนำระบบบริหารจัดการ ต้องนำ Big Data – AI เข้ามาใช้ในการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล

หมดยุคซุปเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของ Avengers

ซุปเปอร์ฮีโร่ของพรรคประชาธิปัตย์ต้องมาร่วมมือจับมือกันเป็นทีม เพื่อนำพรรคประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้า คุณกรณ์ คุณอภิรักษ์ คุณพีระพันธุ์ บุคคลเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฮีโร่ของทีมอเวนเจอร์ประชาธิปัตย์ในอนาคต

ประชาธิปัตย์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกคนเพื่อนำไปสู่ยุคที่ดีขึ้นในอนาคต ขอยืนยันว่า การให้โอกาสตัวเองในวันนี้คือการให้โอกาสประชาธิปัตย์ ผมพร้อมที่จะจับมือร่วมแรงร่วมใจกับทุกคนที่ทุ่มเท เพื่อนำพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่ที่หนึ่งในหัวใจของประชาชน

​นักวิชาการชี้ ปีนี้ไทยเจอภาวะฝนทิ้งช่วง มิ.ย.-ก.ค.

นักวิชาการระบุ ปีนี้ประเทศไทยมีโอกาสเจอภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนิญโย่ พร้อมเตือนเกษตรกรไม่ควรทำนาปีเนื่องจากปริมาณฝนมีน้อยกว่าปีที่แล้ว

รองศาสตราจารย์เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ว่ามีการคาดการณ์ไป 6 เดือนข้างหน้าด้วยแบบจำลอง 40 กว่าแบบ พบว่าสถานการณ์ของประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันคือ อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนิญโญจะทำให้ปริมาณฝนในเดือนพฤษภาคมจะมีปริมาณน้อยกว่าปีที่แล้วร้อยละ10 – 20 จากนั้นฝนจะทิ้งช่วงไป 2 เดือนเต็มในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม จากนั้นฝนจะตกหนักกว่าปกติในช่วงเดือนสิงหาคม และจะเริ่มแผ่วลงอีกในเดือนกันยายนเป็นต้นไป

ในส่วนของโอกาสที่ประเทศไทยจะเจอพายุลูกใหญ่หรือไม่นั้น รองศาสตราจารย์เสรีกล่าวว่า โดยปกติไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าระยะยาวได้ จะรู้ได้เพียง1 – 2 สัปดาห์ก่อนเกิดพายุ แต่ถ้าดูจากเดือนสิงหาคมที่จะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติก็สามารถบอกได้คร่าวๆว่าก่อนหน้านั้นอาจจะมีพายุนำ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ในหลายพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกบริเวณลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรี ภาคตะวันตกในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์บริเวณบางสะพาน รวมถึงกรุงเทพมหานครที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้

ขณะเดียวกันก็มีความกังวลในส่วนของภาคการเกษตร เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งมาอย่างยาวนาน ประกอบกับปริมาณฝนในปีนี้น้อยกว่าปกติ แต่จะมีมากในช่วงเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว เพราะฉะนั้นภาครัฐจะต้องทำการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ ส่วนเกษตรกรเองอาจต้องประเมินสถานการณ์น้ำด้วยว่าน้ำต้นทุนที่มี มีเท่าไหร่และเพียงพอต่อการทำเกษตรหรือทำนาหรือไม่ โดยพื้นที่ที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำต่อการเกษตร คือพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันเฉียงเหนือ แต่สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายปี