มุมมองประชาชนหลังเพิ่มโทษคดี ‘ข่มขืน’ สูงสุดเป็น ‘ประหารชีวิต’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ประเทศไทยมีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืนและกระทำชำเราขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเดิม โดยเพิ่มโทษสูงสุดคือ ‘ประหารชีวิต’
  • นักสิทธิมนุษยชนบางส่วนมองว่า กฎหมายที่มีการปรับแก้ขึ้นใหม่ ‘ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง’
  • กฎหมายฉบับนี้ก็มีข้อดีในด้านการคุ้มครองเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

หลังจากเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืนและกระทำชำเราขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายเดิม ทีมข่าว MONO29 ได้พูดคุยสอบถามมุมมองของประชาชนว่ามีความเห็นอย่างไรบ้างกับกฎหมายฉบับนี้ ติดตามจากรายงานของคุณฐิติญา เกษกาญจน์

นี่เป็นมุมมองของ “รุ่งทิวา เสนะเพชร” หญิงสาวที่แม้จะไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกข่มขืน หรือ กระทำอนาจาร แต่รู้สึกว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งเมื่อเว็บไซต์ราชกิจนานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ที่มีใจความหลักเกี่ยวข้องกับการปรับแก้กฎหมายของการกระทำชำเราออกมาบังคับใช้ จึงอยากให้บทลงโทษต่างๆมีการดำเนินการอย่างจริงจัง มากกว่าที่เคยเป็นมา

เช่นเดียวกับ “สิริรัตน์ พนาวสุ” ที่บอกว่ารู้สึกอุ่นใจในเรื่องความปลอดภัยหลังมีข้อกฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืน และกระทำชำเราที่เข้มข้นมากขึ้น

ภาพประกอบข่าว

ด้านมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน มองว่า กฎหมายที่มีการปรับแก้ขึ้นใหม่ หากมองเรื่องโทษสูงสุด “ข่มขืน เท่ากับ ประหาร” นั้นไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง เพราะโทษทางอาญา กรณีการข่มขืนและทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต การประหารก็คือโทษสูงสุดอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้ก็มีข้อดีในด้านการคุ้มครองเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อาทิ ผู้พิการ หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และลูกจ้าง รวมทั้งการเพิ่มโทษทางกฎหมายที่สูงขึ้น

ทั้งนี้นอกจากตัวบทกฎหมายแล้วสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรให้ความสำคัญคือการเคารพสิทธิของผู้อื่น และไม่ล่วงละเมิดร่างกายและจิตใจผู้อื่นให้เกิดความเสียหาย นับเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

ใช้รถอย่ารีบ! นาทีรถบัสพุ่งชน จยย. เลี้ยวฝ่าไฟแดงกลางสี่แยก

ประเด็นน่าสนใจ

  • รถจักรยานยนต์ขี่ฝ่าไฟแดงเพื่อกลับรถ ถูกรถบัสนำเที่ยวชนกระเด็นก่อนก่อนเหยียบซ้ำ มีผู้เสียชีวิต 1 เจ็บ 1
  • ขับรถฝ่าไฟแดง ตามกฎหมายจะมีโทษสูงสุด โดยจะปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ถ้าฝ่าไฟแดงแล้วไปชนรถของคู่กรณีไม่ว่าจะกรณีใด ๆ หากคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินใด ๆ ผู้กระทำความผิดจะโดนข้อหาขับรถโดยประมาท ยิ่งถ้าโดนข้อหา ขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วย

วันนี้ (30 พ.ค. 2562) โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปชีวิต นาทีรถบัสรับส่งนักท่องเที่ยวพุ่งชนรถจักรยานยนต์็ที่มีวัยรุ่นชาย 2 คนเป็นผู้ขับขี่ บริเวณสี่แยกข่วงสิงห์​ อ.เมือง​ จ.เชียงใหม่ หลังจากพวกเขาเร่งรีบพยายามเลี้ยวกลับระหว่างที่ติดไฟแดง

โดยคลิปได้เผยให้เห็นว่า ระหว่างที่รถกำลังจอดติดไฟแดงนั้น จักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้ฝ่าไฟแดงเพื่อกลับรถประกอบกับจังหวะนั้นเป็นไฟเขียวทำให้รถบัสอีกฝั่งขับมาพอดี และเบรคไม่ทัน จึงพุ่งชนเต็มแรงก่อนจะเหยียบซ้ำดังกล่าว ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 คน

ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมให้คลิปนี้เป็นอุทาหรณ์ให้คนใช้รถใช้ถนนใจเย็นและอดทนรออีกนิด ไม่ต้องเร่งรีบมากนักในการใช้รถใช้ถนน ที่สำคัญต้องเคารพกฎจราจร เพื่อเหตุการณ์ความสูญเสียบนท้องถนนจะได้ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

รองโฆษกประชาธิปัตย์โต้ ‘หมวดเจี๊ยบ’ เลิกก้าวก่ายปม “ร่วมรัฐบาล”

ประเด็นน่าสนใจ

  • ’หมวดเจี๊ยบ’ โพสต์ข้อความถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ประเด็นการร่วมรัฐบาลว่าเป็นเกมต่อรองร่วมรัฐบาล จนทำให้อดีตหัวหน้าพรรคลาออก
  • รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ตามที่รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์
  • รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้หมวดเจี๊ยบว่า “ร่วม”หรือ”ไม่ร่วมรัฐบาล” เป็นเรื่องภายในพรรค

รองโฆษก ปชป. โต้หมวดเจี๊ยบ “ร่วม”หรือ”ไม่ร่วมรัฐบาล” เป็นเรื่องภายในพรรค โดยมารยาทไม่ควรก้าวก่าย วอนทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ เชื่อกรรมการบริหารพรรค ปชป. จะตัดสินใจบนเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ

วันนี้ (30 พ.ค.2562) ที่ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวพาดพิงถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ถึงการร่วมรัฐบาลว่าเป็นเกมต่อรองร่วมรัฐบาล จนทำให้อดีตหัวหน้าพรรคลาออก เพื่อเลี่ยงบาลีให้พรรคมีทางออกในการเข้าร่วมรัฐบาล และกล่าวหาพรรคว่าต้องทำเพื่อชาติจึงต้องร่วมรัฐบาล ถือว่าเขี้ยวลากดิน แต่คือการตระบัดสัตย์นั้นว่า

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย

“ขอบคุณรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่แสดงความห่วงใยในกิจการภายในของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ข้อกล่าวหาที่พาดพิงนั้น ถือเป็นคำพูดที่รุนแรงทำให้พรรคฯ เสียหาย เพราะไม่เป็นความจริง

อยากให้การเมืองต่อจากนี้มีบรรยากาศสร้างสรรค์ไม่พูดจาให้ร้ายกันโดยปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและรู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองนักการเมืองควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองกันมากขึ้น”

นางดรุณวรรณ ยังกล่าวอีกด้วยว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ตามที่รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเมืองที่อยู่คู่สังคมไทยมาเป็นเวลากว่า 73 ปี การที่พรรคฯ ดำรงอยู่ได้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะพรรคฯ ยึดมั่นในอุดมการณ์และความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด และที่สำคัญหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 4 ท่านที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีใครโดนกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริต

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

“สถานการณ์ในปัจจุบัน การจะตัดสินใจเดินหน้าไปในทิศทางใด จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผู้บริหารทุกคน และเป็นเรื่องภายในพรรคที่ต้องนำมาพูดคุยหารือกันอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด โดยต้องคำนึงทั้งข้อดี-ข้อเสีย และมีปัจจัยหลายอย่างที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณาประกอบ ไม่ใช่เกมการต่อรองหรือยื้อเวลาแต่อย่างใด ขอให้ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจของพรรค

ทั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ จะตัดสินใจแบบมีวุฒิภาวะ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง”

ทั้งนี้นางดรุณวรรณ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า หากรองโฆษกพรรคเพื่อไทยถามหาอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์เรื่องไม่เอาเผด็จการ พรรคฯ ก็ขอยืนยันว่าเป็นสิ่งที่พรรคยึดถือมาโดยตลอด แต่พรรคฯ ก็ขอตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทยบ้างว่ามีอุดมการณ์เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตด้วยหรือไม่ เพราะนักการเมืองหลายคนของพรรคเพื่อไทยถูกกล่าวหาในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความไม่ซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถูกดำเนินคดีมาแล้ว