ย้อนทามไลน์ คดี ‘จุฑามาศ’ อดีตผู้ว่า ททท. ติดสินบนข้ามชาติ

จากกรณีที่ นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นางสาวจิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาว เป็นผู้ต้องหาคดีรับสินบนจำนวน 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ กว่า 60 ล้านบาท จากนักธุรกิจชาวสหรัฐฯ ขอจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กลายเป็นคดีอื้อฉาวข้ามชาติที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และใช้เวลาตัดสินลากยาวนานหลายปี ซึ่งล่าสุดวานนี้ทั้งคู่ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตัดสินจำคุก 50 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2545 ต้นตอทำให้เกิดคดีดัง ขณะนั้น นางจุฑามาศ นั่งตำแหน่งผู้ว่า ททท. ซึ่งได้ทำการฮั้วประมูลและรับสินบน จำนวน 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ กว่า 60 ล้านบาท จากนายเจอรัลด์ กรีน และนางแพทริเซีย กรีน สองสามีภรรยาชาวสหรัฐฯ เพื่อให้ได้สิทธิ์จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok film festival) ในปี 2545-2550

ในปี 2553 ศาลสหรัฐและเอฟบีไอ ได้สืบทราบเรื่องดังกล่าว ตัดสินให้จำคุกนายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย กรีน ชาวสหรัฐ คนละ 6 เดือน กักบริเวณอีก 6 เดือน พร้อมปรับเงิน 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ หรือราว 8 ล้านบาท ข้อหาให้สินบนกับนางจุฑามาศ โดยมีการเผยว่าทั้งคู่ทำรายได้กว่า 13.5 ล้านดอลลาร์ ราว 429 ล้านบาท

จากการจ่ายฮั้วประมูล 1.8 ล้านดอลลาร์ จนได้จัดเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้ นอกจากนี้ ทางการสหรัฐยังตั้งข้อกล่าวหากับนางจุฑามาศ และบุตรสาว ฐานฟอกเงิน เนื่องจากพบว่าสองสามีชาวสหรัฐได้จัดตั้งบริษัทบังหน้า เพื่อจ่ายเงินสินบนให้นางจุฑามาศ

โดยโอนเงินผ่านบัญชีของบุตรสาวนางจุฑามาศ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา จนชี้มูลความผิดอาญากับนางจุฑามาศ เมื่อปี 2554 และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลอาญา

กระทั่งปี 2557 ทางการสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อกล่าวหา นางจุฑามาศ กับ น.ส.จิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาว ฐานฟอกเงิน หลังพบว่า นายเจอรัลด์ และนางแพทริเซีย ได้จัดตั้งบริษัทบังหน้า เพื่อจ่ายเงินค่าฮั้วประมูลให้นางจุฑามาศ โดยโอนเงินผ่านบัญชี น.ส.จิตติโสภา กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่เปิดไว้ในหลายประเทศ

ก่อนที่ ป.ป.ช. จะได้ชี้มูลความผิด นางจุฑามาศและบุตรสาว พร้อมส่งสำนวนและความเห็นให้กับอัยการสูงสุด ลากยาวมาถึงปี 2558 อัยการสูงสุด มีความเห็นสั่งฟ้องนางจุฑามาศและบุตรสาวต่อศาลอาญา ฐานเป็นพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดสำหรับตนเอง เป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คดีลากยาวยันปี 2560 ศาลอาญา ได้สั่งจำคุกนางจุฑามาศ ในคดีดังกล่าวเป็นเวลา 66 ปี ส่วน น.ส.จิตติโสภา ถูกจำคุก 44 ปี พร้อมสั่งริบทรัพย์สินซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดรวมกว่า 62 ล้านบาท และได้ประสานสหรัฐฯ อายัดเงินที่ นางจุฑามาศ ฝากไว้ในหลายประเทศกลับมาสู่ไทย ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์

จนได้ที่ยุติสิ้นสุดคดีเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 เมื่อศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วนในประเด็นที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 บุตรสาว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินฯ จึงพิพากษาแก้โทษจำคุก คงเหลือจำคุก 40 ปี ส่วนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นางจุฑามาศ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น จำคุก 66 ปี แต่นับโทษคงจำคุกสูงสุด 50 ปี

ส่วนประเด็นการริบทรัพย์โดยมิชอบนั้น ศาลเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์ อีกทั้งเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์คดีทุจริตได้ไม่ว่าโจทก์จะร้องขอหรือไม่ จะมีผลบังคับใช้ ดังนั้นจึงให้ยึดถือตามกฎหมายเดิม ยกคำสั่งที่ให้ริบทรัพย์เงินจำนวน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บิ๊กป้อม ยันไร้ปัญหา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็น ส.ว.ต่อ แม้มีข้อครหา

พล.อ.ประวิตร ยันทำได้ ตั้ง บิ๊กติ๊ก ของชายนายกฯ เป็น ส.ว. ต่อ ส่วนขาดประชุมบ่อยให้ไปถามเจ้าตัวเอง

วันนี้ (10 พ.ค. 2562) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการที่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ลาออกจากเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.  ไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. เพราะช่วงที่ผ่านมา พล.อ.ปรีชา มีข้อครหาเรื่องการขาดประชุมบ่อยครั้ง จนทำให้คิดว่าไม่มีความเหมาะสมที่จะให้อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองกินเงินเดือนร่วมแสน ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนต่อได้ ว่า

การที่ตั้ง พล.อ.ปรีชานั้น ก็เพราะว่าท่านเคยเป็น สนช. มาก่อน และมีความรู้ความสามารถ จึงได้ให้มีการทำหน้าที่ ส.ว.ต่อได้ไม่เป็นไร ส่วนที่ท่านขาดประชุมสนช.บ่อยครั้งนั้น เรื่องนี้ต้องไปถาม เจ้าตัวเอง คงตอบแทนไม่ได้ พล.อ.ประวิตรกล่าว

สำหรับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ถูก นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ออกมาตั้งคำถามเรื่องการขาดประชุมบ่อยเมื่อครั้งทำหน้าที่เป็น สมาชิก สนช. เพราะลางานไม่ปฏิบัติหน้าที่ถึง 394 วัน จากจำนวนวันทำงานทั้งหมด 400 วัน

ซึ่งนายวีระ เผยว่า หาก พล.อ.ปรีชา อ้างว่าติดราชการงานอื่น จนไม่มีเวลามาทำงาน ก็ควรมาลาออกไป อย่าเอาเปรียบสังคม กระทรวงการคลังจะได้ไม่ต้องเสียหาย ไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดิน อันเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน มาจ่ายเป็นเงินเดือนแสนสองหมื่นบาท ให้กับข้าราชการที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่เช่นนี้

ภาพ/คลิป จาก Wassana Nanuam

นายกฯ สั่งคืนความเป็นธรรม ตำรวจชั้นผู้น้อยเมืองคอนถูกข้าราชการอ้างชื่อเบ่ง

นายกฯ สั่งคืนความเป็นธรรมให้ตำรวจชั้นผู้น้อยเมืองนคร พร้อมขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความกระจ่างแก่สังคม

วันนี้(10 พ.ค.) พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานกรณีคลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.นครศรีธรรมราช ขอตรวจใบอนุญาตขับขี่กับผู้อ้างตัวว่าเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 8 จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวถูกสั่งย้าย

เบื้องต้นทราบว่า เป็นการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ จึงได้สั่งการผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้กลับไปปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมแล้ว พร้อมทั้งกำชับให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ชมเชยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยในการปฎิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง และขอให้ทุกคนยึดมั่นในสิ่งที่ถูกที่ควรโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ พร้อมกันนี้ ยังได้ขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า บุคคลในคลิปเป็นข้าราชการศาลจริงหรือไม่ เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคมด้วย