ชาวชุมชนตลาดเฉลิมลาภรำถวายพระพรเฉลิมพระเกียรติ ร.10

พสกนิกรชาวชุมชนตลาดเฉลิมลาภ ประตูน้ำ ร่วมถวายความจงรักภักดี รำถวายพระพร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในหลวง ร.10

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 7 พ.ค.2562 ชาวชุมตลาดเฉลิมลาภ ประตูน้ำ ร่วมถวายความจงรักภักดี โดยการจัดกิจกรรม ถวายพระพรชัยมงคล และรำถวายพระพร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พุทธศักราช 2562 แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

นายศิริ แซ่แต้ ประธานชุมชนตลาดเฉลิมลาภ ประตูน้ำ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เราประชาชนคนไทย มีความปลาบปลื้มปิติยินดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคลและรำถวายพระพร

โดยในวันนี้มีกลุ่มแม่ค้าและลูกหลานรวมทั้งประชาชนทั่วในตลาดจำนวนเกือบ 100 คนได้มาร่วมใจ แสดงออกถึงความจงรักภักดี โดยการรำถวายพระพรเพื่อเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้เช่นกัน

กรุงไทย แนะ ทางลัด-ทางรอด SMEs ใช้หลากหลายตัวช่วยจากภาครัฐ

ธนาคารกรุงไทย ชี้ทางออกของผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องเผชิญความท้าทายของความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี องค์ความรู้ใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ และอำนาจในการต่อรอง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขยายตลาด และเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหนึ่งในทางลัดที่เป็นตัวช่วย SMEs คือ การเข้าร่วมโครงการและอาศัยความช่วยเหลือจำนวนมากจากหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมสนับสนุนและส่งเสริม

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในการทำบทวิจัยเรื่อง “เปิดทางลัด SMEs ด้วยตัวช่วยดีๆ จากภาครัฐ” พบว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยต้องเผชิญในปัจจุบัน คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนข้อเสียเปรียบจากธุรกิจที่มีขนาดเล็ก โดยอุปสรรคหลัก ได้แก่ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าซับซ้อนขึ้น การขาดประสบการณ์และความรู้ในบางมุม เช่น การเข้าสู่ตลาดออนไลน์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง อีกทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก ซึ่งทำให้ SMEs ต้องการความช่วยเหลือใน 3 ด้านสำคัญ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้บริโภค การเจาะตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ได้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนดอกเบี้ยไม่สูงมาก

“ที่ผ่านมา ภาครัฐตระหนักถึงปัญหาของ SMEs และได้ดำเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นตัวช่วย จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการ SMEs ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้อย่างเต็มที่ โดยอาจเริ่มจากศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SMEs ของกระทรวงอุตสาหกรรม (SSRC) ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่ให้คำปรึกษาในเรื่องหลักๆ และสามารถเชื่อมโยงไปยังโครงการของหน่วยงานอื่นๆ ลดความจำเป็นที่ต้องติดตามว่าหน่วยงานใดมีทรัพยากรอะไรบ้าง หรือ One-Stop Service Center (OSS Center) ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีบริการในลักษณะเดียวกัน โดยมีศูนย์ OSS ครอบคลุม 76 จังหวัด”

นายณัฐพร ศรีทอง หัวหน้าส่วน ซึ่งร่วมทำบทวิจัยในครั้งนี้ กล่าวเสริมว่า SMEs ที่ต้องการตัวช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล รวมทั้งสร้างความแตกต่าง เพื่อเป็นจุดขายนั้น สามารถติดต่อศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industrial Transformation Center: ITC) เพื่อขอรับคำปรึกษาด้านการผลิตแบบครบวงจร ทั้งการวิเคราะห์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ จัดหาผู้ผลิต บริการด้านวิศวกรรม การรับรองมาตรฐานและการทดสอบตลาด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่วนกรณีต้องการบุกตลาดออนไลน์ ในยุค Platform Economy สามารถเข้าร่วมโครงการและติดต่อหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการ SME Online by OSMEP ที่บ่มเพาะ SMEs จนถึงทำการตลาดจริง Platform Thaitrade.com ซึ่งเป็นช่องทางการขายสินค้าไปต่างประเทศ และ New Economy Academy (NEA) แหล่งรวบรวมความรู้และหลักสูตรอบรมต่างๆ

“จะเห็นว่าตลาดซื้อขายออนไลน์ หรือ e-Commerce ของไทยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 3.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14% โดยเฉพาะรูปแบบ B2C ครองแชมป์อันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน แต่การประสบความสำเร็จต้องมีความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะการทำ Digital Marketing จึงน่าจะใช้ตัวช่วยจากภาครัฐ สำหรับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภาครัฐมีโครงการดีๆ ทั้งการช่วยเหลือด้านหลักประกันผ่าน บสย. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น สินเชื่อสำหรับ SMEs ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) สินเชื่อสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนสินเชื่อสำหรับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน”

‘ประเสริฐ ณ นคร’ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 100 ปี

‘ประเสริฐ ณ นคร’ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ใกล้รุ่ง ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา ในวัย 100 ปี 

วันที่ 7 พ.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ ประเสริฐ ณ นคร อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. 2531 รวมถึงเป็นผู้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิต ใกล้รุ่ง ในดวงใจนิรันดร์ แว่ว เพลงประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา ในวัย 100 ปี

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ประเสริฐ ณ นคร เกิดในวันวสันตวิษุวัต ของปี ค.ศ. 1919 ตรงกับวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2461 เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในวงวิชาการว่า เป็นปรมาจารย์ในด้านไทยศึกษาที่มีความรอบรู้ในลักษณะสหวิทยาการ

ทั้งคณิตศาสตร์ สถิติ ประวัติศาสตร์ไทย ปฏิทินไทย ภาษาไทย จารึก ศิลปวรรณคดี และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับการขยายขอบเขตของไทยศึกษา ไปสู่ไทศึกษาหรือการศึกษาเรื่องของชนเผ่าไทอื่น ๆ นอกประเทศไทย

ผลงานทางวิชาการของท่านมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ถิ่นเดิมและตระกูลภาษาไท การสืบค้นภาษาไทในเมืองจีน แนวการปริวรรตอักษรพื้นเมืองล้านนา ประวัติศาสตร์สุโขทัยจากจารึก เล่าเรื่องในไตรภูมิพระร่วง

ความสำคัญของวรรณคดีท้องถิ่น หลักการสอบค้นเมืองสมัยสุโขทัย ประวัติศาสตร์ล้านนาจารึก ความเห็นเรื่องจารึกพ่อขุนรามคำแหง เรื่องเกี่ยวกับ ศิลาจารึกสุโขทัย และศักราชในจารึกสมัยสุโขทัย เป็นต้น

โดยผลงานเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และใช้อ้างอิงในวงวิชาการเสมอมา นักวิชาการหลายสาขาอ้างอิงแนวคิดหรือข้อเสนอของท่าน เพียงใช้อักษรย่อว่า ป.ณ.


ขอบคุณภาพจาก สำนักจารึกศึกษา : เสวนาจารึกและเอกสารโบราณ