เปิดรายละเอียดโครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’
ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สร้างประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มากมาย หนึ่งในนั้นคือการที่ผู้บริโภคสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้ แถมยังสามารถขายส่วนที่เหลือ จากส่วนที่สามารถผลิตได้ในช่วงที่ไม่อยู่บ้าน ส่งไปขายให้รัฐฯ ทำให้ผู้บริโภคที่เคยจ่ายเงินเพื่อแลกกับไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว มีศักยภาพที่จะผลิตและขายไฟฟ้าไปได้พร้อม ๆ กัน

ทั้งนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เตรียมเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สําหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย (ปี 2562) ให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่สนใจจะลงทุนติดตั้ง หรือติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอยู่แล้วสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ลดค่าไฟฟ้าที่ใช้เองภายในบ้าน และหากเหลือจากการใช้เองก็สามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ โดยในเดือนนี้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะเริ่มเปิดให้ผู้ที่สนใจร่วมโครงการ ลงทะเบียนและรับข้อเสนอโครงการ
ทั้งนี้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้กำหนดอัตราการรับซื้อไฟฟ้าประจำปี 2562 อยู่ที่ 1 บาท 68 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีระยะเวลาสนับสนุน 10 ปี ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สูงสุดได้ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ต่อราย โดยผู้ที่ยื่นคําขอขายไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าของไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย โดยชื่อผู้ยื่นคําขอฯ เป็นชื่อเดียวกับในบิลค่าไฟฟ้าเท่านั้น และยังคงสถานะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ากับไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่

โดยบ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ซึ่งขอขนานกับการไฟฟ้าเพื่อใช้ไฟเองเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น สามารถยื่นข้อเสนอเข้าร่วมโครงการได้ โดยหากผ่านการคัดเลือกแล้วจะต้องยกเลิกสัญญาหรือการเชื่อมต่อที่มีอยู่เดิม ก่อนการลงนามสัญญาเข้าร่วมกับโครงการนี้
อย่างไรก็ตามในวันนี้ ทีมข่าว MThaiNews จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ ‘โซลาร์ รูฟท็อป’ ภาคประชาชน และพลังงานจาก ‘โซลาร์ เซลล์’ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย และต้องมีสัญญาขายไฟให้การไฟฟ้า ไม่สามารถทำได้เองอย่างอิสระ โดยมีคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาภาคประชาชน และรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการ รวมถึงคุณสมบัติผู้ร่วมโครงการดังนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง กกพ. เปิดรับยื่นคำร้องใช้ โซล่าเซลล์ พ.ค. 62 พร้อมรับซื้อไฟฟ้าหน่วยละ 1.68 บ.
‘โซลาร์ เซลล์’ คืออะไร
โซลาร์เซลล์ มีชื่อเรียกหลายอย่าง อาทิ เซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์สุริยะ ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากการตกกระทบของแสงบนวัตถุที่มีความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง ถูกค้นพบมาตั้งแต่ ปี 1839 ตั้งแต่เซลล์แสงอาทิตย์ยังไม่ถูกสร้างขึ้นจนกระทั่งในปี 1954 จึงมีการประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์ และได้ถูกนำไปใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้กับดาวเทียมในอวกาศเมื่อปี 1959

ลักษณะเด่นของเซลล์แสงอาทิตย์
- แสงอาทิตย์เป็นพลังงานจากธรรมชาติ ที่สะอาด บริสุทธิ์ ไม่ก่อปฏิกิริยาที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้
- สามารถนำไปใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ทุกพื้นที่บนโลก และได้พลังงานไฟฟ้ามาใช้โดยตรง
- ไม่เกิดของเสียขณะใช้งาน จึงไม่มีการปล่อยมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม
- ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงอื่นใดนอกจากแสงอาทิตย์ รวมถึงไม่มีการเผาไหม้ จึงไม่ก่อให้เกิดมลภาวะด้านอากาศและน้ำ
- เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่กับที่ และไม่มีชิ้นส่วนใดที่มีการเคลื่อนไหวขณะทำงาน จึงไม่เกิดการสึกหรอ
- ไม่เกิดเสียงและไม่มีการเคลื่อนไหวขณะใช้งาน จึงไม่เกิดมลภาวะด้านเสียง
- อายุการใช้งานยืนยาวและประสิทธิภาพคงที่
- น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก รวดเร็ว และประกอบได้ตามขนาดที่ต้องการ เพราะมีลักษณะเป็นโมดูล ช่วยลดปัญหาการสะสมของก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศ
ระบบผลิตไฟฟ้า ‘โซลาร์ เซลล์’ มี 3 ระบบได้แก่
- ระบบออฟกริต (Off Grid)ที่มีแบตเตอรี่เก็บไฟไว้ใช้ตอนกลางคืนได้
- ระบบออนกริต (on Grid)หรือ ระบบขายไฟ ใช้เงินลงทุนน้อยและคุ้มค่ามากที่สุด แต่ต้องอาศัยนโยบาลของรัฐบาลช่วยผลักดัน ระบบนี้มีข้อจำกัดก็คือ การไฟฟ้าไม่สามารถรับไฟได้แบบไม่อั้น เพราะข้อจำกัดเรื่องขนาดหม้อแปลงของการไฟฟ้าเหมาะกับที่ที่มีไฟฟ้าใช้อยู่แล้ว จึงใช้ไฟได้เฉพาะตอนกลางวัน แต่ระบบจะมีแผงจำนวนมากไว้ผลิตไฟ หากติดตั้งเองจะเชื่อมต่อกับมิเตอร์ของการไฟฟ้า มีความเสี่ยงเกิดอันตรายได้ จึงต้องทำตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด
- ระบบไฮบริด (Hybrid) หรือระบบผสม ที่มีแบตเตอรี่ไว้เก็บไฟ ซึ่งพัฒนามาจากระบบออฟกริต
หลักเกณฑ์เบื้องต้นของผู้เข้าร่วมโครงการ ‘โซล่า รูฟท็อป’ ภาคประชาชน
- ผู้ที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ประเภทที่บ้านอยู่อาศัย
- มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 10 KWp ต่อมิเตอร์
- การไฟฟ้าจะรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราไม่เกิน 1.68 บาทต่อหน่วย ในระยะเวลารับซื้อส่วนเกิน 10 ปี
- ยอดรวมทั้งโครงการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์
- COD ภายในปี 2562
พื้นที่ดำเนินการ ของการไฟฟ้านครหลวง ประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานครนนทบุรี และสมุทรปราการ สำหรับพื้นที่ดำเนินการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 74 จังหวัดที่อยู่นอกเหนือจากพื้นที่ดำเนินการของการไฟฟ้านครหลวง
คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ
- บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า
- เป็นผู้ที่มีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าประเภทที่ 1 ตามประกาศอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายไม่เกิน 10 KW ต่อครัวเรือน

วิธีการรับซื้อใช้ระบบ ‘ใครยื่นก่อนได้ก่อน’
ส่วนวิธีการรับซื้อจะใช้ระบบ ใครยื่นก่อนได้ก่อน (First come First serve) ผ่านระบบ Online ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ Grid Code ในปัจจุบัน และจดแจ้งยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตผ่านระบบ Online ของสำนักงาน กกพ. โดยจะยึดถือวันและเวลาที่ได้รับแบบคำขอที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐานที่กำหนดเป็นสำคัญ
ขั้นตอนในการดำเนินการ ประกอบด้วย
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะเริ่มกระบวนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 โดยประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-207-3599 หรือติดตามจากเว็บไซต์ สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th และเว็บไซต์ของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้ง 2 แห่ง
- เปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวงและเว็บไซต์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และหมดเขตรับลงทะเบียนภายในปี 2562
- ทยอยประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาโดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562
- กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายในปี 2562
ไทม์ไลน์การจัดซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนจาก สำนักงาน กกพ.
- ตั้งแต่ พฤษภาคมถึงกรกฏาคม 2562 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะเปิดลงทะเบียนและรับข้อเสนอโครงการ
- ตั้งแต่ มิถุนายนถึงสิงหาคม 2562 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณา
- ภายใน ตุลาคม 2562 ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
- ภายในปี 2562 ต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD)
ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลจะได้ออกมาตรการสนับสนุนให้ผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์และผู้ประกอบการติดตั้งระบบในประเทศ และสถาบันอาชีวะศึกษา มีส่วนร่วมในธุรกิจการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบ ที่ในแต่ละปีคาดว่าจะมีการติดตั้งประมาณ 10,000-20,000 ระบบ เป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี
[FAQ] รวมคำถามที่พบบ่อย ในโครงการ’โซลาร์ รูฟท็อป’
Q : จำเป็นต้องมีหลักฐานแสดงความพร้อมทางด้านการเงิน หรือวางหลักค้ำประกันด้วยหรือไม่
A : ตามหลักเกณฑ์ของโครงการนี้ในปี 2556 ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานแสดงความพร้อมทางการเงิน ผู้ยื่นคำขอควรจะหาการค้ำประกันระบบผลิตไฟฟ้าจากบุคคลที่สามตามที่เหมาะสม แต่เงื่อนไขของโครงการในปีนี้ ยังไม่มีประกาศออกมาแน่ชัด
Q : สามารถยื่นคำขอขายไฟฟ้าได้ที่ไหนบ้าง
A : ผ่านระบบ Online ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
Q : หลังผ่านการพิจารณาจะต้องทำอะไรต่อ
A : ต้องไปติดต่อการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ภายในระยะเวลาที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายกำหนด เพื่อเปลี่ยนเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าเป็นประเภทดิจิทัลและชำระค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า การตรวจสอบระบบอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ กกพ. กำหนด
Q : เมื่อทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายแล้ว สามารถโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้ผู้อื่นได้หรือไม่
A : จะต้องได้รับการยินยอมจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายก่อนตามหลักเกณฑ์ที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายกำหนด
Q : การติดตั้งเพื่อขายไฟให้การไฟฟ้า’โซลาร์ เซลล์’ จะกระทบต่อการใช้ไฟในบ้านหรือไม่
A : ไม่เกี่ยวกับการใช้ไฟในบ้าน โดยเจ้าของบ้านก็จ่ายเงินค่าไฟฟ้าไปตามปกติ ส่วนไฟฟ้าที่ใช้ขายคือการแปลงสภาพหลังคาบ้าน เป็นโรงผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดเล็ก และขายคืนให้กับการไฟฟ้า
Q : ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้ทุกประเภทหรือไม่
A : ทุกประเภทสามารถติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ได้ เพราะหลังคาเป็นส่วนที่รับแรงน้อยมาก โดยหลังคาที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร
Q : หากมีการลักลอบนำไฟฟ้าจากแหล่งอื่นมาจำหน่ายแทนไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์จะมีผลอย่างไร
A : โทษหนักมาก เพราะถือเป็นการละเมิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะสิ้นสุดลงในทันที รวมทั้งจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะถูกเรียกเก็บค่าปรับ และถูกเรียกคืนค่าไฟฟ้าที่ได้รับจากการจำหน่ายไฟฟ้าเต็มจำนวนที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าไปแล้วอีกด้วย

Q : การไฟฟ้าจะรับไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้านเราอย่างไร
A : โดยทั่วไป กระแสไฟฟ้าจะสามารถไหลได้สองทาง ซึ่งการไฟฟ้าจะส่งไฟฟ้ามาทางไหน การไฟฟ้าก็จะรับคืนไฟฟ้าไปทางนั้น โดยเมื่อติดแผงโซล่าร์เซลล์แล้ว จะต้องมี “มิเตอร์ขายไฟ”เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตัว เพื่อรับไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้านคืนกลับไปยังการไฟฟ้า
Q : ต้องมีแบตเตอรี่เก็บไฟก่อนขายให้การไฟฟ้าไหม
A : ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่
Q : แผงเซลล์แสงอาทิตย์มีอายุการใช้งานนานเท่าไร
A : ประมาณ 20-30 ปี
Q : ต้องใช้เวลานานแค่ไหน จึงจะคืนทุน
A : ราว ๆ 6-16 ปี
Q : ตึกแถว-อาคารพาณิชย์ เข้าโครงการนี้ได้ไหม ?
A : บ้านอยู่อาศัยที่เป็นตึกแถวบางราย ไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงอาทิตย์ เพราะการไฟฟ้าจัดให้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ไม่ใช่บ้านอยู่อาศัย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์
Q : โครงการนี้ใช้ระบบผลิตไฟฟ้า ‘โซลาร์ เซลล์’ แบบใด
A : ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าแบบออนกริต (on Grid) หรือ ระบบขายไฟ ซึ่งตามกฎหมายไม่อนุญาตให้ผลิตเองโดยปราศจากการขออนุญาตจากภาครัฐ เพราะระบบจะเชื่อมต่อกับมิเตอร์ของการไฟฟ้า ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้นได้
Q : 2 หน่วยงานแบ่งหน้าที่กันอย่างไร
A : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รับซื้อไฟฟ้าจากคนที่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ประชาชนในกรุงเทพและปริมณฑลจะเป็นผู้ขายไฟฟ้าให้
ผลประโยชน์จากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาภาคประชาชนส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างไร
- ลดการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของภาครัฐ หากมีการติดตัั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2564 จำนวน 1,000 เมกะวัตต์ตามแผน AEDP จะช่วยลดการลงทุนได้มากมายมหาศาล
- ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยหากมีการติดตัั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเป็นไปตามเป้าคือ 100 เมกะวัตต์ต่อปี จะสามารถลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ถึง 790 ล้านลูกบาศก์ฟุต
- ลดกำลังไฟฟ้าสูญเสียในระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า เนื่องจากระบบผลิตไฟฟ้าติดตั้งอยู่ใกล้กับที่บริเวณที่ต้องใช้ไฟฟ้า ทำให้สามารถลดกำลังสูญเสียในการส่งพลังไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปได้
- สามารถกระจายโอกาสในการมีส่วนร่วมผลิตไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกล
ขอบคุณข้อมูลจาก วารสารวิจัยพลังงาน

ผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาภาคประชาชน
- มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์และทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ทุกปี
- ภาครัฐเกิดความไม่แน่นอนในการวางแผนด้านอุปทาน
ผู้ประกอบการบางรายใช้อุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพต่ำเพื่อลดต้นทุนของโรงไฟฟ้าทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และเมื่อไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทำให้ภาครัฐเกิดความไม่แน่นอนในการวางแผนด้านอุปทาน (supply) สำหรับการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในอนาคตได
- โซลาร์ เซลล์สร้าง ‘ขยะพลังงาน’
แม้การใช้โซลาร์ เซลล์จะมีประโยชน์มากมาย แต่ในอีกมิติหนึ่ง โซลาร์เซลล์นั้นย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา และจะหมดอายุการใช้งานใน 20-30 ปี หลังการติดตั้งใช้งาน โดยเมื่อแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุการใช้งานก็อาจจะกลายมาเป็นขยะพลังงานมากมายมหาศาล ที่ก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตได้
ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้หาแนวทางที่จะลดปัญหามลพิษก่อนกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์ เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งจะจะทยอยหมดอายุในปี 2565-2601 และเป็นไปได้ว่าอาจมีซากแผงโซลาร์เซลล์สะสม สูงถึง 6.2 -7.9 แสนตัน
กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษจากแผงโซลาร์เซลล์การดำเนินงานไว้ 3 แนวทางได้แก่
- การรับคืนแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ
- การเปิดโรงงานซ่อมแซมแผงโซลาร์เซลล์เพื่อนำกลับมาใช่ใหม่
- การรับซากแผงโซลาร์เซลล์กลับมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล
“พร้อมมีแนวคิดให้มีการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานซ่อมแซมแผงโซลาร์เซลล์และโรงงานรีไซเคิล ซากแผงโซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมาย ที่จะจัดตั้งโรงงานใน 10 จังหวัดปริมณฑลและตามหัวเมืองในแต่ละภูมิภาค จังหวัดละ 10 แห่งในช่วงแรกคาดว่าจะมีโรงงานทั้ง 2 ประเภทรวมกันประมาณ 100 แห่ง
นอกจากนี้จะทยอยอนุญาตให้จัดตั้งในแต่ละจังหวัดต่อไป “อย่างน้อย ต้องมีโรงงานประเภทดังกล่าวจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อรองรับการซ่อมแซมและรีไซเคิลซากแผงโซลาร์เซลล์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปัญหาการกำจัดซากแผงโซล่าเซลล์ที่จะเกิดขึ้นได้ถึง 90% คิดเป็น 5.6 – 7.1 แสนตัน”

พื้นที่ห่างไกลไฟฟ้ายังไม่เข้าถึง ก็ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้จาก ‘โซลาร์เซลล์’ แบบออฟกริต (Off Grid)
ระบบออฟกริต คือระบบที่ผลิตไฟฟ้าจาก ‘โซลาร์เซลล์’ ที่ไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับระบบจำหน่าย ของการไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และเป็นระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ใช้งานมากที่สุดทั่วโลกระบบนี้เหมาะกับสถานที่ไม่มีไฟฟ้า หรือที่ไฟเข้าไม่ถึง ซึ่งการเดินลากสายไฟยาว ๆ เข้ามาใช้นั้นมีต้นทุนสูง และไม่คุ้มค่า สามารถทำได้โดยเสรีไม่ต้องขออนุญาตภาครัฐ เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้า และความปลอดภัยของประชาชน
โดยระบบนี้มีแบตเตอรี่เก็บไฟไว้ใช้ในตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงแดดได้ ซึ่งระบบจะนำกระแสไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซลาร์ เซลล์ มาชาร์จเข้าแบตเตอรี่ แล้วจึงนำไฟฟ้าที่ได้มาใช้งาน
ทั้งนี้ทั้งนั้น กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ดำเนินการโครงการผลิตไฟฟ้าแบบออฟกริตด้วยพลังน้ำขนาดเล็กร่วมกับชุมชนและขายไฟฟ้าให้แก่ชุมชนโดยไม่ได้ใช้ระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าแบบเสรีแบบออฟกริต
อย่างไรก็ตาม แต่เดิมที่กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยเป็น “ระบบผู้ซื้อรายเดียว” (Enhanced Single Buyer) คือ กลุ่มรัฐวิสากิจต่าง ๆ ต่อจากนั้นรัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้บริโภครายใหญ่ ผู้บริโภครายย่อย และประชาชน โดยเอกชนไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้ากันเองหรือขายตรงให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าได้ แต่ในทุกวันนี้ ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ในการผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ และยังสามารถขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้าฯ ได้อีกด้วย
ทั้งนี้แม้จะมีความกังวลว่า โครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ นั้นอาจก่อผลเสียในด้านการก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนมือเจ้าของบ้านของประชาชน แต่ก็มีข้อดีอยู่หลายประการ คือคุ้มค่าและลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ประหยัดงบประมาณของชาติไปได้มากมาย แถมยังเป็นโครงการที่รักษ์โลก เพราะลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล นอกจากนี้ระยะทางก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ก็สามารถเข้าร่วมในโครงการนี้ได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก www.enmax.co.th






