วธ.ขานรับมาตรการภาษี ‘ซื้อหนังสือ ลดหย่อนภาษี’ 1.5 หมื่นบาท ส่งเสริมคนไทยซื้อหนังสือ

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า จากกรณีที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีพยุงเศรษฐกิจช่วงกลางปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังนำเสนอและได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านและสนับสนุนให้ประชาชนซื้อหนังสือ โดยได้กำหนดแนวทางให้ผู้มีเงินได้ ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่ นิติบุคคล สามารถนำค่าหนังสือ สื่อ และค่าบริการหนังสือที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-Book) ทุกประเภทที่จ่ายให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นตามที่จ่ายจริง ไปเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการคำนวณภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยลดหย่อนได้ไม่เกินวงเงิน 15,000 บาท นั้น

ที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ได้ขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านโดยจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ. 2560 – 2564 และขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบูรณาการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นอกจากนี้ วธ.ได้จัดทำ “โครงการหรีดหนังสือ หรีดอาลัย…ให้ปัญญา” เพื่อเสริมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อีกทั้งเป็นการสร้างกุศลให้แก่ผู้วายชนม์และสร้างปัญญาจากการอ่าน รวมถึงเปิดโอกาสทางการศึกษาแสวงหาความรู้และเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนได้อ่านหนังสือที่เหมาะสมกับช่วงวัยในพื้นที่ที่ขาดแคลน และช่วยพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ ซึ่งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความชื่นชมโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านเพิ่มขึ้น

ขณะที่เมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม.เคยมีมติเห็นชอบอนุมัติมาตรการภาษี “อ่านสร้างชาติ ซื้อหนังสือ ลดหย่อนภาษีได้” สร้างแรงจูงใจให้คนไทยซื้อหนังสือเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่และกระตุ้นธุรกิจหนังสือให้ฟื้นตัว โดยกำหนดให้สามารถนำใบเสร็จซื้อหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์และหนังสืออีบุ๊คมาหักลดหย่อนสำหรับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมระยะเวลา วันที่ 14 ธันวาคม 2561-วันที่ 16 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

จากการประเมินที่ผ่านมา โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) และสมาคม ผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สรุปข้อมูลพบว่าการประกาศใช้มาตรการภาษีดังกล่าวของรัฐบาลที่ผ่านมาทำให้รายได้จากการจำหน่ายหนังสือและสิ่งพิมพ์ของร้านหนังสือเชนสโตร์ ร้านหนังสืออิสระและสำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นจาก 3 ปีที่ผ่านมา (2558-2560) ถึงร้อยละ 33.3 จากยอดจำหน่ายปกติของเดือนธันวาคมที่อยู่ประมาณ 670 ล้านบาท โดยเพิ่มเป็น 873.19 ล้านบาท และสามารถจำหน่ายหนังสือกว่า 8,731,900 เล่ม นับว่ายอดจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงมากในเวลาเพียง 1 เดือน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวด้วยว่า การประกาศใช้มาตรการภาษีซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่สองนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการสนับสนุนธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ต้องปิดตัวลงจำนวนมากเพราะประสบภาวะวิกฤต เนื่องจากคนไทยนิยมอ่านหนังสือผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ดังนั้น มาตรการภาษีจะเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้คนไทยมาซื้อและอ่านหนังสือมากขึ้น ทำให้คนไทยรักการอ่านและช่วยสร้างปัญญา ซึ่งเป็นการพัฒนาประเทศที่มีต้นทุนที่ถูกที่สุดและมีความยั่งยืน เนื่องจากหนังสือถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้ที่ง่ายและถูกที่สุด

ทั้งนี้ หลังจากนี้วธ.จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือ นิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตามแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ.2560-2564 ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น อีกทั้งร่วมกันกำหนดมาตรการและแนวทางเพื่อรณรงค์ให้คนไทยซื้อหนังสือและอ่านมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการสนับสนุนมาตรการภาษีของรัฐบาลที่ประกาศใช้

เชิญชวนประชาชน เข้าชมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 4-6 พ.ค.นี้

กอร.พระราชพิธีฯ เชิญชวนประชาชนชมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่ท่าราชวรดิษฐ์ในวันที่ 4 ถึง 6 พฤษภาคมนี้ / ส่วนโดรนแปรอักษรเทิดพระเกียรติ จะมีขึ้นที่ท้องสนามหลวง วันที่ 6 พฤษภาคมนี้

พลเรือตรีธานี แก้วเก้า ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือนทหารเรือ ระบุภายหลังการประชุม กอร.พระราชพิธีฯ ว่า กองทัพเรือได้จัดเตรียมสถานที่ให้ประชาชน ได้ชมความงามและถ่ายภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 12 นาฬิกา ถึง 20 นาฬิกา ส่วนในวันที่ 5 จะเปิดให้ชมได้ถึงเวลา 19 นาฬิกา ที่ท่าราชวรดิษฐ์ โดยขอให้ประชาชนแต่งกายสุภาพเข้าชม

ขณะที่นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลอง และวิทยุบังคับ ระบุว่า เตรียมแสดงการบินโดรนแปรอักษรเทิดพระเกียรติ 2 ชุด เป็นชุดใหญ่ 167 ลำ แปรอักษร 6 ภาพ เป็นภาพประเทศไทย ธงชาติ อักษรราชสดุดีจักรีวงศ์ และพระนามาภิไธยย่อ วปร. พระบรมฉายาลักษณ์ ร.10 และอักษรทรงพระเจริญ

ส่วนชุดเล็ก 68 ลำ แปรอักษรเป็นรูปธงชาติไทย ช้าง และดอกราชพฤกษ์ รวมเป็นเวลา 8 นาที โดยจะแสดงในเวลา 19 นาฬิกา ของวันที่ 6 พฤษภาคม มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจให้ได้รับชม

รพ.มหาราชฯ ขาดแคลนเลือดเดือนละกว่า 600 ยูนิต เร่งเชิญชวนช่วยบริจาค

รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ประสบภาวะขาดแคลนโลหิตเดือนละกว่า 600 ยูนิต เร่งเชิญชวนคนช่วยบริจาค หวั่นกระทบการรักษาผู้ป่วย

โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประสบภาวะขาดแคลนโลหิตอย่างหนัก จำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงจากวันละประมาณ 60 เหลือ 40 ถุง ( ยูนิต ) ไม่เพียงพอสำหรับให้บริการผู้ป่วย ทำให้ล่าสุด เพจ “คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมบริจาค ระบุว่า

ขณะนี้โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ต้องประสบภาวะขาดแคลนโลหิตทุกหมู่ สำหรับใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้โลหิตเพื่อการรักษา พร้อมระบุแม้ทางโรงพยาบาลจะดำเนินการในการประสานเพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้บริการผู้ป่วยเป็นประจำทุกวัน แต่ยังคงไม่เพียงพอ

ผศ.นพ.ประสิทธิ์ วงศ์ตรีรัตนชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีผู้ป่วยหลากหลายที่เข้ามาใช้บริการ โดยทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้เลือดมากสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดโรคหัวใจที่มีอยู่เดือนละประมาณ 8 รายต่อเดือน

ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องทำเคมีบำบัด , ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ , ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย รวมทั้งผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินระดับรุนแรง โดยมีความจำเป็นต้องใช้เดือนละประมาณ 3,000 ยูนิต แต่จำนวนผู้เข้าบริจาคที่ลดลง ทำให้ล่าสุดโรงพยาบาลต้องขาดแคลนเลือดเดือนละประมาณ 600 ยูนิต โดยที่ผ่านมาได้ประสานขอสนับสนุนไปยังสภากาชาดไทย แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

สาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้บริจาคลดลงส่วนหนึ่งมาจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลุ่มวัยกลางคนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการบริจาคเลือดลดลงไปด้วย

ผศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นเกรงจะส่งผลกระทบต่อการผ่าตัดที่ต้องใช้เลือดมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ต้องใช้เลือดมาก เช่นเดียวกับผู้ป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ทำให้ทางโรงพยาบาลต้องเร่งออกรับบริจาคตามมหาวิทยาลัยและกำลังพลทหารมากขึ้น

รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ “คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” เพื่อรณรงค์เชิญชวนให้คนมาบริจาคเลือดให้มากขึ้น ไม่ให้มีผลกระทบต่อปริมาณสำรองขั้นต่ำของธนาคารเลือดของโรงพยาบาลและกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย