กรมการแพทย์ เผยพบผู้ป่วยใช้ ‘สารสกัดกัญชา’ เกินขนาด 7 คน ใน 1 เดือน

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในรอบ 1 เดือนที่ผ่าน มีผู้ป่วย 7 คน อายุระหว่าง 20 – 60 ปี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเกินขนาด ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศรีษะ จึงย้ำว่า กัญชาเป็นยาเสพติด และไม่สามารถรักษาได้ทุกโรค หากอยู่นอกเหนือจาก 4 กลุ่มโรคที่กรมการแพทย์ระบุ ไม่แนะนำให้ประชาชนใช้และการใช้ต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น

ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์จะนำข้อมูลที่มีการลงทะเบียนการครอบครองกัญชาของผู้ป่วยมาประเมินกลุ่มอาการของโรค และจัดทำระบบการสั่งจ่ายกัญชาทางการแพทย์ในระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระบบการสั่งจ่ายสารสกัดกัญชาให้กับศูนย์มะเร็ง สังกัดกรมการแพทย์ 7 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นมาตรฐานและตัวอย่างให้กับสถานพยาบาลอื่นๆ นำไปปรับใช้กับผู้ป่วยในอนาคต

ด้าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากสารสกัดกัญชาที่องค์เภสัชกรรมผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ผู้ป่วยก็จะไปซื้อกัญชาจากใต้ดินที่มีราคาสูง และไม่มีคุณภาพมาใช้ จึงต้องผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ และไม่ควรนำเข้าจากต่างประเทศ ดั้งนั้น ต้องเร่งปลดล็อคกัญชาและกัญชง ออกจากสารเสพติดประเภท 5

ขอบคุณข้อมูล Mono 29

ในหลวง-พระราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก

ในหลวง-พระราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

วันที่ 24 พ.ค. 62 เมื่อเวลา 15.15 น. พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกของรัฐสภา ปี2562 ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.500 คน ส.ว.250 คน และคณะทูตานุทูต เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชดำรัสความว่า

“…บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๒ แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป

ขอให้สมาชิกแห่งสภาพึงนึกถึงความสำคัญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เพราะการกระทำทุกอย่างของแต่ละคน จะมีผลโดยตรงถึงความมั่นคงของประเทศ และความสุขทุกข์ของประชาชน จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ปฏิบัติภารกิจทั้งปวง

โดยเต็มสติปัญญาความสามารถ ด้วยความสุจริต และด้วยความคิดพิจารณาอันสุขุมรอบคอบ หนักแน่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเที่ยงตรง ตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม ให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไป โดยไม่ติดขัดและบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์สมบูรณ์บริบูรณ์

ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปโดยเรียบร้อย สัมฤทธิ์ผล เป็นความผาสุกสวัสดิ์ และความวัฒนาถาวรแก่อาณาประชาราษฎร์และชาติบ้านเมือง ทั้งขอให้ทุกคนที่ประชุมร่วมกันอยู่ ณ ที่นี้ประสบความสุขความเจริญทุกเมื่อทั่วหน้ากัน…”

จบแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จลงจากเวที เสด็จออกจากห้องประชุมวิเทศสโมสร เสด็จพระราชดำเนินกลับ

เตือนผู้ประกันตน ม.39 อย่าขาดส่งเงินสมทบ ล่าสุด 2 หมื่นกว่าราย สุ่มเสี่ยงสิ้นสภาพ

ประกันสังคม เตือนผู้ประกันตน ม.39 อย่าขาดส่งเงินสมทบ เผยล่าสุด 2 หมื่นกว่าราย สุ่มเสี่ยงสิ้นสภาพ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งเกิดจากสาเหตุสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเนื่องจากขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน

จากการรายงานข้อมูลของผู้ประกันตนมาตรา 39 พบว่ามีผู้ประกันตนมาตรา 39 ยังคงค้างชำระเงินสมทบ จำนวน 20,751 ราย ซึ่งผู้ประกันตนกลุ่มดังกล่าวสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสภาพ เป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ทันที ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการแจ้งเตือนเป็นหนังสือและข้อความ SMS ให้ผู้ประกันตนกลุ่มดังกล่าวรีบมาดำเนินการส่งเงินสมทบให้ครบถ้วนอย่างเร่งด่วนแล้ว

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า ขอย้ำถึงผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานประกันสังคมในขณะนี้มีจำนวน 1,612,388 คน (ข้อมูล ณ 30 เม.ย.62) หมั่นให้ความสำคัญในการตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบด้วยตนเองกับสำนักงานประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ และควรนำส่งเงินสมทบ อย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกันตนขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน จะสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนทันที

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมได้อำนวยความสะดวกในการชำระเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 39 โดยชำระเงินสมทบเดือนละ 432 บาท ภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน สามารถจ่ายเงินสมทบได้หลากหลายช่องทางด้วยกันดังนี้ จ่ายเงินสมทบได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่งที่สะดวก หรือหักผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย และธนาคารกรุงเทพ

จ่ายด้วยเงินสดได้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย และธนาคารธนชาต และจ่ายผ่านระบบ Pay at Post ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-11) หรือจ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (เซ็นทรัล) โดยผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับสิทธิประโยชน์ 6 กรณีเช่นเดิม คือ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ทั้งนี้ผู้ประกันตนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง