ไทยเตรียมรับมือหมอกควันภาคใต้ ช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย นี้

ประเด็นน่าสนใจ

  • เตรียมรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคใต้ในปีนี้ โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายนของทุกปี
  • ทั้งนี้พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหมอกควันทั้งในประเทศและจากหมอกควันข้ามแดน

วันที่ 19 มิ.ย. 2562 นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และสำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 16 จังหวัดสงขลา  วางแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคใต้ ปี 2562 ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเกิดหมอกควันช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายนของทุกปี ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งของภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง มีโอกาสเกิดไฟป่าขึ้นบริเวณเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย และการเกิดไฟในพื้นที่พรุ ส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหมอกควันทั้งในประเทศและจากหมอกควันข้ามแดน

ทั้งนี้สถานการณ์หมอกควันภาคใต้ของไทยในปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน พบปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินเกณฑ์มาตรฐาน 1 วัน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2561 ใน 4 จังหวัด คือ จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ตรวจวัดได้ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สอดคล้องกับจำนวนจุดความร้อนสะสมบริเวณเกาะสุมาตราและบอร์เนียวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และทิศทางลมที่พัดในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้พัดพากลุ่มควันที่ปกคลุมที่บริเวณเกาะสุมาตรามาถึงตอนใต้ของประเทศไทย

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคใต้ปีนี้ ว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ ด้วยการซักซ้อมทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงาน การเผยแพร่ข้อมูล แจ้งเตือนสถานการณ์หมอกควันด้วยการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ให้คำแนะนำต่อประชาชนในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ การประสานการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการ การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือ

ทั้งนี้การแก้สถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบผ่านแผนปฏิบัติการ 3 ขั้นได้แก่

  • ขั้นเตรียมการ
  • ขั้นรับมือ
  • ขั้นฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืน

รวมถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ส่วนในระดับภูมิภาคในกลุ่มประเทศอาเซียนตอนใต้ คพ.เป็นผู้แทนประเทศไทยในการประสานงานตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการแก้ปัญหา

ทั่วโลกจับตา “Libra” อนาคตของสกุลเงินโลก

โดย: ศรชัย สุเนต์ตา, CFA ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ SCB Investment Advisory, CIO office

หลังจากที่มีการประกาศข่าวใหญ่ เกี่ยวกับการประกาศกำเนิดเกิดขึ้นของ Cryptocurrency สกุลใหม่มีชื่อว่า “Libra” (ลิบรา) ที่จะเริ่มใช้ในต้นปีหน้านี้ 2020 ส่งผลให้สะเทือนถึงสถาบันการเงินทั่วทั้งโลก และเป็นที่จับตามองของธนาคารกลางทั่ว

ปกติเราก็เห็นการเกิดขึ้นของเงินสกุล Digital ตั้งมากมายก่อนหน้านี้ ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่เลย

ใช่ครับ ถ้าดูกันผิวๆ จะเห็นได้ว่า ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ แต่ที่ผมว่าไม่ธรรดาก็คือการก่อกำเนิดขึ้นของ Libra จาก พ่อ แม่ ที่มีชื่อว่า Facebook และแถมยังมี ญาติพี่น้อง อีก 27 คนมาจับมือกันร่วมกันก่อกำเนิด ถ้าเราเห็นชื่อ บริษัทที่ร่วมกันก่อตั้งแล้วแทบจะเรียกได้ว่า พี่บิ๊กๆ ทั้งนั้นเช่น Visa, MasterCard, Uber, PayPal, Spotify, eBay, Lyft, Vodafone และอีกหลายบริษัททั่วโลก เห็นไหมละแค่การเกิดก็ไม่ธรรมดาแล้ว ยิ่งกว่าเหล่า Avengers ทีมอีกนะ

คำถามต่อมาก็คือจะเอา Libra Cryptocurrency มาใช้ประโยชน์อะไรกันได้ล่ะ

เค้าบอกกันว่าจุดประสงค์เพื่อสร้างให้มีโครงสร้างระบบการเงินขั้นพื้นฐานที่ทุกคนๆ ในโลกนี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายดายทุกคนและจะเป็นระบบทางการเงินที่มีต้นทุนต่อผู้ใช้ที่ถูกที่สุด แถมยังมีความปลอดภัยสูงสุดเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เท่าที่เทคโนโลยีวันนี้จะมีได้ เช่นใช้ Technology Blockchain มาเป็นตัวกลาง

จะดีกว่าไหมที่ทุกๆ คนบนโลกไม่จำเป็นต้องพกเงินสดเงินกระดาษ ที่อาจจะหาย ถูกขโมย หรือ ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหากพกพาติดตัวตลอดเวลา

จะดีกว่าไหมถ้า คนบนโลกนี้อีกมากมายหลายพันล้านคน ที่ไม่เคยเข้าถึงการเบิดบัญชีกับสถาบันการเงินได้เลย สามารถเข้าถึงระบบทางการเงินนี้ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ว่ากันว่าบนโลกเรายังมีคนอีกหลายพันล้านคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ยังไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ และไม่เคยใช้ธุรกรรมทางการเงินใดๆ เลยกับธนาคารครับ

การโอนเงินให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศจะทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว เงินถึงผู้รับได้ทันทีที่กดโทรศัพท์มือถือ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ หรือถ้าจะมีก็ถูกมาก โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมการโอนเงิน หรือไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยนใดๆ ให้เราต้องลุ้นว่าแพงไหม เช่นวันนี้ ราคาซื้อ ขาย เงินตราต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 3 – 5% ที่เราต้องจ่ายให้กับธนาคาร และค่าโอนเงินก็เช่นเดียวกัน ได้แก่ โอนเงินผ่านระบบ Swift ของธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 ถึง 1,500 บาท ที่ผู้โอนจะต้องจ่าย นอกจากนั้นผู้รับโอนเงินปลายทางก็ต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารปลายทางอีกด้วย เช่นอีก 400 – 500 บาทต่อรายการ ถ้าคิดเลขแบบง่ายๆ โอนเงิน 1 แสนบาท หักไปหักมา เหลือถึงผู้รับ เพียง 93,000 บาท ในขณะที่ใช้ระบบ Digital Money Transfer อาจะไม่ต้องเสียอะไรเลย หรือเสียน้อยมาก ๆ ก็ได้ ดังนั้นผลดีคือ ผู้รับปลายทางน่าจะได้รับเงินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ

ต่อไปการเดินทางไปต่างประเทศหรือการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ สามารถทำได้โดยใช้สกุลเงินเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแลกเงินหรือถือเงินสด ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตที่จะมีค่าธรรมเนียมที่แพงอยู่ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเป็นต้น การเดินทางขึ้นรถ หรือ การเดินทางโดยรถสาธารณะ การจ่ายค่ากาแฟ ต่าง ๆ ก็สามารถจ่ายผ่าน Digital Wallet ที่เก็บเงิน Digital ไว้ผ่านโทรศัพท์มือถือของเราอย่างง่ายดาย ไม่ว่าใครที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ ก็สามารถใช้ระบบการเงินใหม่นี้ได้ด้วยเช่นกัน

แล้วถามว่า เงิน Digital สกุลนี้จะน่าเชื่อถือหรือไม่?

Cryptocurrency โดยทั่วไปจะถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีสินทรัพย์ อะไรมาสำรอง Backup เงินสกุลเหล่านั้นอยู่ข้างหลัง ดังนั้นที่ผ่านมาเราจะเห็นเงิน Cryptocurrency ผันผวนได้อย่างมาก ง่ายต่อการนำมาเก็งกำไร เพราะมูลค่าที่แท้จริงยังยากต่อการค้นหาแต่คนสร้าง เงินสกุล LIBRA ว่ากันว่า จะมีสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมา อาจจะเป็นเงินสกุลต่างๆ Fiat Money Bank Deposits Government Securities เป็นสิ่งที่สำรอง Backup ค่าเงิน Digital นี้ให้มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ แบบนี้ก็จะเหมือนกับสมัยก่อน ที่เงินดอลลาร์จะถูก Backup สำรองโดยมีทองคำกันเอาไว้ข้างหลังจึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์ ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่นิยมใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการต่างๆ ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ จะเป็น Disruptor ตัวจริงที่มีทั้ง Technology, Resources และ Money สถาบันการเงินทั่วโลกจะต้องปรับตัวให้เร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ไม่ตกเทรนด์ของภาวะการแข่งขันครับ ดังนั้น ควรจับตามองให้ดีครับ

ฝ่ายค้านเดินเกมยื่นญัตติตั้ง กมธ.สอบสรรหา ส.ว.

ประเด็นน่าสนใจ

  • 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เตรียมยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบกระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.
  • ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ หารือที่ประชุมสภาฯ กรณี พลเอกประยุทธ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ แล้ว จึงต้องพ้นจากตแหน่งในรัฐบาลชุดเดิม และ คสช.
  • นายชวน หลีกภัย แจง ครม.ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่

พรรคฝ่ายค้าน เดินเกมยื่นญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญสอบสวนการได้มา ซึ่ง ส.ว.ส่อขัดรัฐธรรมนูญ 

ตัวแทน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ร่วมแถลงเตรียมยื่นญัตติ ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบกระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.

เพื่อสอบสวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ใน 4 ประเด็นหลัก คือ เรื่องคณะกรรมการสรรหา, กระบวนการสรรหา, ความขัดกันแห่งผลประโยชน์เรื่องเครือญาติและพวกพ้อง ตลอดจนการใช้งบประมาณถึง 1,300 ล้านบาท

ส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ มีวาระรับทราบพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายสุทัศน์ เงินหมื่น ปฏิญาณตนในที่ประชุม เพื่อทำหน้าที่ ส.ส. แทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลาออก นอกจากนี้ประชุมได้มีมติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอให้ขยายเวลาอีก 20 วัน

จากนั้น ร้อยโทวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้ขอหารือเรื่องการที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ย่อมทำให้ พลเอกประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ในรัฐบาลชุดเดิม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นหน้าที่ไปด้วย

แต่นายชวน ชี้แจงว่า ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ ครม.ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ จากนั้น เวลา 11.00 น. เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จำนวน 28 คน