ตั้งสารวัตรทุเรียน ควบคุมคุณภาพ ‘ทุเรียนภูเขาไฟ’ หลังเป็นที่ต้องการ

“ทุเรียนภูเขาไฟ” จ.ศรีสะเกษ ถือเป็นสินค้าเกษตรคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคถูกสวมสิทธิ์ และนำทุเรียนอ่อนมาขาย จังหวัดศรีสะเกษ จึงตั้งสารวัตรทุเรียน เพื่อตรวจแผงและสวน ป้องกันพ่อค้านำทุเรียนด้อยคุณภาพมาจำหน่าย

ทุเรียนภูเขาไฟ กลิ่นไม่ฉุน รสชาติหวานมัน ทำให้มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 180-200 บาท ที่ผ่านมาพบปัญหาการสวมสิทธิ์ทุเรียน และปัญหาทุเรียนอ่อน จังหวัดศรีสะเกษจึงออกประกาศจังหวัดเรื่องมาตรการดำเนินคดีกับผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ พร้อมตั้งสารวัตรทุเรียนซึ่งประกอบด้วยฝ่ายปกครอง , พาณิชย์ และเกษตรจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบทุเรียน ทั้งแผงจำหน่ายและสวนทุเรียน

โดยจะมีการตั้งจุดรับเรื่องร้องทุกข์ หากพบทุเรียนไม่ได้คุณภาพ ลูกค้าสามารถเปลี่ยนคืนได้และหากพบการสวมสิทธิ์นำทุเรียนต่างถิ่นมาขายจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

พื้นที่ปลูกทุเรียนในจังหวัดศรีสะเกษกว่า 6 พันไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอขุนหาญ กันทรลักษ์ และอำเภอศรีรัตนะ มีผลผลิตออกสู่ตลาดปีละกว่า 4,000 ตัน และมีการยื่นขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และประกาศเป็นทุเรียน GI เมื่อปีทีผ่านมา

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษระบุว่า นอกจากแผนขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟเป็น 10,000 ไร่ ในอีก 2 ปีข้างแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการควบคุมคุณภาพของทุเรียนภูเขาไฟให้มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เพื่อให้เป็นที่ต้องการของลูกค้าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน

‘วรงค์’ ไม่เห็นด้วยทำร้าย ‘จ่านิว’ แม้เห็นต่าง จี้ตำรวจหาสาเหตุ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Warong Dechgitvigrom ระบุว่า  “ทราบข่าวว่ามีการทำร้ายร่างกายจ่านิว แม้จะไม่เห็นด้วยกับท่าที และวิธีการทางการเมืองของจ่านิว แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย (hard power) นึกถึงในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย นายราเมศ รัตนเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นเช่นกัน

ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือการเมือง ถ้าเป็นการเมืองเราควรชนะกันด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง (soft power) ไม่ใช่ข้อมูลที่บิดเบือน และที่สำคัญที่สุดคือชนะด้วยความพึงพอใจของประชาชน”

สัมภาษณ์พิเศษ : ครอบครัว ‘น้องภูติ’ หนูน้อยไบค์เกอร์ ขวัญใจชาวเน็ต

เรียกว่ากำลังเป็นกระแสอยู่ในโลกออนไลน์ขณะนี้ หลังมีการแชร์คลิปวีดีโอ คุณพ่อลูกอ่อน ขับแกร็บฟู้ดส่งอาหารตามออร์เดอร์ พร้อมกับพาลูกน้อย วัย 6 เดือน นั่งรถจักรยานยนต์ไปด้วยทุกที่ จนกลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียลไปแล้ว แม้จะมีหลายคนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ เนื่องจากมันดูอันตรายเกินไปนั้น

ล่าสุด (28 มิ.ย. 62) ทีมข่าว MThai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายภานุวัฒน์ มานะศรี หรือ บอล อายุ 26 ปี และ นางสาวอรอนงค์ วงค์ราษฎร์ หรือ ฝ้าย อายุ 26 ปี คุณพ่อ คุณแม่ ของ น้องภูติ วัย 6 เดือน ถึงที่มาที่ไปในการพาลูกน้อยออกมาทำงานด้วย

ทั้งนี้ คุณพ่อน้องภูติ เผยว่า ตนเองพาน้องออกมาทำงานด้วยได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว เหตุที่ต้องพาน้องออกมา เพราะว่า ตนเองอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กับภรรยาเพียง 2 คน ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ซึ่งภรรยาต้องออกไปทำงานทุกวัน เป็นผู้ช่วยพยาบาล ส่วนตนเองมีอาชีพหลักขับแกร็บฟู้ดอยู่แล้ว พอมีลูกรายจ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายรับเท่าเดิม จึงตัดสินใจพาน้องออกมาทำงานด้วยกัน และลองทำคลิปวีดีโอดูเล่นๆ

ด้าน คุณแม่น้องภูติ เผยว่า ครั้งแรกที่พ่อเขาพาไปเราไม่รู้ด้วยซ้ำ เขาไม่ได้บอกเราว่าจะพาน้องไปวิ่งงานด้วย พอรู้ก็ถามหมดเลย น้องเป็นยังไง งอแงไหม ร้องไหม แดดร้อนหรือเปล่า เพราะเป็นห่วงมาก แต่พอเห็นน้องโอเค เราก้ไม่ได้ห้าม คอยโทรศัพท์หรือทักไปถามตลอด ให้รับงานใกล้ๆ ไม่ต้องเยอะ ส่วนที่หลายคนเป็นห่วงน้อง ทางเรามีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนี้จริงๆ เราเลี้ยงกันเอง สลับกันดูแล แต่ค่าใช้จ่ายไม่พอ พ่อน้องเขาอยากแบ่งเบา นิดนึงก็ยังดี

หลายคนอาจเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยแต่ คุณพ่อ คุณแม่ น้องภูติ ได้ช่วยกันเซฟทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ มีหมวกกันน็อก ผ้าบัฟกันฝุ่นกันลม ใส่เสื้อแขนยาวกันแดด ไม่ขับรถเร็ว พยายามอยู่เลนซ้ายเพื่อความปลอดภัย เลือกเวลารับงาน หากช่วงเวลาไหนอากาศร้อนเกินไป ฝนทำท่าเหมือนจะตก ก็จะไม่รับงาน โดยส่วนใหญ่เลือกรับงานจากความปลอดภัยของน้องเป็นหลัก

สำหรับ ใครที่เอ็นดู น้องภูติ อยากดูความน่ารักของ 2 พ่อลูกคู่นี้ สามารถติดตามได้ที่ยูทูบชาแนล BALL1993. และทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Puti baby biker โดยคุณพ่อจะคอยถ่ายคลิปวีดีโอมาลงอัพเดตเกี่ยวกับน้องเรื่อยๆ