ดีเดย์ 1 ต.ค. ใช้รถโดยสารเล็กแทนรถตู้อายุครบ 10 ปี

กรมการขนส่งทางบก ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ ตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป กำหนดให้ใช้รถโดยสารขนาดเล็กที่ได้มาตรฐานมาให้บริการทดแทนรถตู้ ครบกำหนดอายุ 10 ปี

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า การกำหนดอายุการใช้งานรถตู้โดยสารประจำทางไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก เนื่องจากได้พิจารณาด้านสภาพรถที่เก่าเครื่องอุปกรณ์ชำรุดจะมี ค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่ารถใหม่ ทำให้เกิดความไม่คุ้มทุน บริษัทประกันภัยจะไม่รับจัดทำประกันภัยให้ ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับเจ้าของรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 กำหนดเปลี่ยนรถตู้โดยสารที่ครบอายุการใช้งานก่อน (ครบ 10 ปี) เฉพาะในเส้นทาง หมวด 2 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัดทุกเส้นทาง จำนวน 937 คัน ซึ่งผู้ประกอบการได้เปลี่ยนเป็นรถใหม่ทดแทนแล้ว จำนวน 252 คัน สำหรับรถหมวด 3 ที่วิ่งให้บริการระหว่างจังหวัดกับจังหวัด รวม 238 คัน ได้เปลี่ยนเป็นรถใหม่ทดแทนแล้ว จำนวน 227 คัน (ข้อมูล 1 ต.ค. 60 – 31 พ.ค. 62) และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้เป็นต้นไป กำหนดให้ใช้รถโดยสารขนาดเล็กที่ได้มาตรฐานมาให้บริการทดแทนรถตู้ ครบกำหนดอายุ 10 ปี ครอบคลุมรถตู้หมวด 1 และหมวด 4 ที่ให้บริการภายในกรุงเทพมหานครและเส้นทางต่อเนื่องภายในจังหวัด และส่วนภูมิภาคหมวด 2 กรุงเทพมหานครไปยังต่างจังหวัด รวมถึงเส้นทางรถหมวด 3 ที่วิ่งระหว่างจังหวัดกับจังหวัด

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบก มีมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อจูงใจและลดผลกระทบของผู้ประกอบการ ภายใต้โครงการ “เปลี่ยนรถโดยสารประจำทางขนาดเล็กแทนรถตู้โดยสาร” และได้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จรถตู้โดยสารประจำทาง ณ บริเวณอาคาร 3 ชั้น 1 อำนวยความสะดวกให้คำปรึกษาแนะนำกรณีรถตู้โดยสารประจำทางจะครบกำหนดอายุ 10 ปี และขั้นตอนการจดทะเบียนรถแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) พร้อมช่วยเหลือเจ้าของรถในกรณีที่มีความประสงค์ที่จะทำการเปลี่ยนรถทดแทนรถคันเดิมที่หมดอายุให้ได้รับ ความสะดวกรวดเร็ว

โดยผู้ประกอบการขนส่งที่เข้าข่ายรถตู้ครบกำหนดอายุการใช้งาน (10 ปี) ในปี 2562 จำนวน 1,175 คัน สามารถนำรถตู้โดยสารใหม่ หรือรถที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนรถครั้งแรกมาเปลี่ยนทดแทนคันเดิมได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 หรือเลือกเปลี่ยนเป็นรถโดยสารขนาดเล็ก เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ด้วยรถโดยสารมาตรฐาน 2 (จ)

ซึ่งมีจำนวนที่นั่งไม่เกิน 20 ที่นั่ง (ที่ไม่ใช่ลักษณะรถตู้) และหรือรถโดยสารมาตรฐาน 2 (ค) จำนวนที่นั่งตั้งแต่ 21 – 30 ที่นั่ง เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก อีกทั้งยังมีโครงสร้างตัวรถแข็งแรง เหมาะกับการเดินทางระยะไกล เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นด้วยระบบเบรก แบบ ABS (Anti-lock Brake System) หรือระบบห้ามล้อแบบอื่นที่มีมาตรฐานเท่ากันหรือสูงกว่า และอุปกรณ์ภายในรถที่ กันไฟ ติดตั้ง GPS Tracking และอุปกรณ์แสดงผลความเร็ว (Speed Monitor) มีประตูฉุกเฉินรองรับกรณีหากเกิดอุบัติเหตุตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

‘ปวิน’ เดือด ‘จ่านิว’ โดนทำร้ายสาหัส ลั่น ‘ผบ.ตร.’ จับคนร้ายไม่ได้ ต้องลาออก!

วันที่ 28 มิ.ย. 62 ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Pavin Chachavalpongpun” ถึงกรณีที่ “จ่านิว” ถูกรุมทำร้ายอาการสาหัส ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2  โดยข้อความระบุว่า

พอได้แล้วนะกับการรังแกประชาชน ถ้าคราวนี้ยังจับคนทำร้ายจ่านิวไม่ได้ เราต้องเรียกร้องให้ ผบ ตร ลาออก!

นอกจากนี้ ยังโพสต์เพิ่มเติมว่า “นอนคิดทั้งคืนเรื่องการทำร้ายนักกิจกรรมทางการเมืองแบบบ้าบิ่นแบบนี้ กลางวันแสกๆ ไม่ต้องเหนียมอายแล้ว ไม่ต้องแอบตามตรอกมืดๆ กลางคืน หรือที่เปลี่ยวๆ นี่คือการกระทำที่อุกอาจ นี่คือการกระทำที่รู้ว่าจะหลุดรอดและจะไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ นี่ไม่ใช่การเฉือดไก่ให้ลิงดู แต่เป็นการล้างแค้นส่วนตัว ศัตรูของจ่านิวต้องแค้นจ่านิวมาก เหมือนที่แค้นเอกชัย จึงกล้าลงมือถึงขนาดนี้

ทำไมถึงเกลียดจ่านิว เพราะศัตรูมองว่าจ่านิวมันยังเด็ก แต่เป็นเด็กที่กล้าท้าทายสถาบัน ตั้งแต่เรื่องสวนราชภักดิ์ ไปถึงเรื่องการประท้วงต่างๆ รวมถึงงานที่จะมีขึ้นวีคเอนนี้ จ้องตีแบบนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกไม่นาน นิวมันก็จะไปอินเดีย กะว่าเอามันให้ปางตายรอบนี้ เผื่อมันไม่อยากกลับมาไทยอีก ความรู้สึกตอนนี้ มันเลยความโกรธไปแล้ว ไม่รู้จะอธิบายยังไง เรียกร้องแบบสันติวิธีกันมาตลอด ถูกกระทำจากรัฐมาตลอด แต่วิธีปราบปราบจากรัฐมันหนักข้อขึ้น แม้ว่าเราจะมีรัฐบาลใหม่ แต่ก็แค่เปลือก เพราะจริงๆ รัฐไทยยังเป็นรัฐทหารอยู่

ส่วนพวกที่สะใจกับการทำร้ายจ่านิว บอกตรงๆ อยู่เมืองนอกมาหลายปี ต่อให้สังคมไหนมันมีความแตกแยก แต่ไม่เคยเห็นที่ไหนสะใจที่มีสมาชิกในสังคมถูกทำร้าย มันหดหู่ มันกดดัน เป็นราษฎรชั้นล่างที่ถูกเหยียบทุกวัน และวันที่โดนเหยียบหนักขนาดนี้ ยังมีคนหัวเราะชอบใจ ต้องบอกเลยว่า ดิชั้นขอคารวะเพื่อนๆ ที่สามารถอยู่ในสังคมกับอมนุษย์พวกนี้ได้ ขอคารวะจริงๆ”

เสี่ยตบพนักงานเสิร์ฟ ฉุนให้นั่งแยกโต๊ะ รับหัวร้อน ยอมจ่ายค่าปรับ 5 พัน

ลูกค้าหัวร้อน ขอนั่งกินรวมโต๊ะแต่คนละราคาไม่ได้ดั่งใจ โมโหตบเด็กเสริ์ฟหัวทิ่ม ยอมรับแล้ว จ่ายค่าตกใจไปคนละ 5,000 บาท

วันที่ 28 มิ.ย. 62 เมื่อเวลา 18.00 น. เกิดเหตุลูกค้าที่มารับประทานอาหารในร้าน OKAMA YAKINIKU BUFFEE เป็นร้านอาหารปิ้ง ย่างสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ชลบุรี ตบหน้านายทอง และนางสาว สิริรัตน์ พนักงานเสริ์ฟ เนื่องจากไม่พอใจที่ไม่ยอมให้รวมโต๊ะเดียวกันที่กินคนละราคาในบุฟเฟ่ต์ แล้วหลบหนีไป

นางสาวสิริรัตน์ พนักงานเสริ์ฟ เผยว่า มีลูกค้ามาทานอาหาร ซึ่งเป็นร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นแบบบุฟเฟ่ต์ มีหลายราคา มีผู้จองโต๊ะที่ร้านในนาม ธีรพล  ได้เข้ามารับประทานอาหาร 4 คน เป็นผู้ใหญ่ 2 เด็ก 2 ที่มีส่วนสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และทานอาหารในราคา 359 บาท 3 คน ส่วนอีกคนจะทานในราคา 495 บาท แต่จะขอนั่งรวมกัน ซึ่งทีร้านบอกว่าไม่ได้เพราะอาหารที่สั่งคนละราคา จึงต้องแยกโต๊ะ ทำให้ชายดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ ลุกขึ้นจากโต๊ะตบนายทอง 2 ครั้ง แล้วเดินมาตบนางสาวสิริรัตน์ อีก 1 ที พร้อมประกาศว่า “พวกมึงทำอะไรกูไม่ได้” แล้วพาเพื่อนเดินหลบหนีไป

ต่อมา นายธีรพล โพธิ์คำ อายุ 40ปี ได้ขับรถหรูปอร์เช่ เข้ามอบตัวกับร้อยเวร พร้อมรับสารภาพว่า ได้ทำร้ายพนักงานเสิร์ฟจริง เพราะหงุดหงิดที่ไม่ให้นั่งรวมกัน ทั้งนี้ ยอมจ่ายค่าตกใจคนละ 5,000 บาท และค่าปรับในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นอีก 1,000 บาท