เตรียมเสนอโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา”

ประเด็นน่าสนใจ

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมนำโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” เสนอที่ประชุมฯ
  • ระยะทางในโครงการราว 220 กิโลเมตร คิดเป็นวงเงิน 224,544 ล้านบาท
  • จะมีการลงนามกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ผู้ชนะการประมูล

การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมนำโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” เสนอที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอนุมัติการดำเนินโครงการปลายเดือนนี้

นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” ระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงิน 224,544 ล้านบาท ว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้ชำนาญการ หรือ คชก. เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการดังกล่าวแล้ว และในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

คาดว่าจะลงนามกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ผู้ชนะการประมูล ได้ไม่เกินต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จากเป้าหมายที่คณะกรรมการอีอีซี (กพอ.) คาดไว้ ว่าจะลงนามสัญญาได้ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ นั้นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข EIA จะต้องได้รับอนุมัติก่อนตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะหารือกับกลุ่มซีพีฯ เรื่องการส่งมอบพื้นที่ ตั้งแต่ดอนเมือง -อู่ตะเภา โดยเฉพาะเรื่องการบุกรุกพื้นที่ พื้นที่เช่า พื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น และช่วงสถานีจิตรลดา ที่เป็นคลองแห้ง ทับซ้อนกับสายสีแดง การรื้อย้ายเสาตอม่อโฮปเวลล์ เป็นต้น ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการจัดการ ก่อนส่งมอบ โดยพื้นที่ มีเวลาส่งมอบให้ภายใน 5 ปี

ผู้ว่าฯ อัศวิน ชี้แจงกรณีน้ำท่วมหนักย่านพระราม 9 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชน

ผู้ว่าฯ อัศวิน ชี้แจงกรณีฝนตก น้ำท่วม กทม. ขณะที่ย่านพระราม 9 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชน โดยประสานขอเข้าไปปรับปรุงระบบระบายน้ำแล้ว แต่เจ้าของไม่อนุญาต

วันที่ 8 มิ.ย. 2562 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงสรุปเหตุการณ์ฝนตกหนักส่งผลให้มีน้ำท่วมพื้นที่เป็นวงกว้างเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในเวลาประมาณ 14.00 น. มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องจนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. และหยุดตกในเวลาประมาณ 18.00 น.

โดยพื้นที่ที่วัดปริมาณฝนโดยเฉลี่ยมากกว่า 100 มิลลิเมตร ได้แก่ เขตปทุมวัน พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย พญาไท บางกอกน้อย มีความรุนแรงของฝนประมาณ 130-160 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง

ประกอบกับช่วงเวลาฝนตกได้มีระบบไฟฟ้าขัดข้องที่สถานีสูบน้ำรัชดาวิภาวดีตั้งแต่เวลา 14.30 น. และที่สถานีสูบน้ำอุโมงค์บางซื่อตั้งแต่เวลา 15.40 น. โดยการไฟฟ้านครหลวงได้แก้ไขระบบไฟฟ้าให้สามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้ตามปกติเมื่อเวลาประมาณ 18.15 น.

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อเป็นการบรรเทาสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยการใช้สถานีสูบน้ำเดิมที่วัดแก้วฟ้า และส่งรถติดตั้งเครื่องสูบน้ำโมบายกระจายเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนวิภาวดีฯฝั่งขาเข้า

นอกจากนั้นยังได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องสูบน้ำ เข้าเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม จนสถานการณ์คลี่คลายและระดับน้ำลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น.

สำหรับกรณีน้ำท่วมขังในพื้นที่ย่านพระราม 9 นั้น ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของเอกชน ซึ่ง กทม.ได้พยายามประสานขอเข้าไปพัฒนาและปรับปรุงระบบระบายน้ำแล้ว แต่เจ้าของไม่อนุญาต เช่น พระราม 9 ซอย 7 เป็นต้น

บางท่านอาจจะถามว่า สถานการณ์แบบนี้ ผู้ว่าฯ ไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ออกมาดูระดับน้ำบนถนน ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อวานฝนตกหนักแทบจะครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ หากผมจะออกไปตรงจุดที่มีปัญหา ก็ไม่สามารถไปได้ครบทุกจุด และรถก็ติดขัดอย่างมาก ออกไปก็จะไปเพิ่มจำนวนรถ เพิ่มปัญหาด้านการจราจรไปอีก

ดังนั้นผมจึงอยู่ดูแลและติดตามสถานการณ์ที่ศูนย์ส่วนกลาง เพื่อจะได้บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึงครับ ส่วนพื้นที่จุดต่างๆ นั้น เรามีเจ้าหน้าที่กระจายกันออกไปปฏิบัติงานอยู่แล้ว

ซึ่งผมต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ขอบคุณทีมงานทุกคน ที่ทุ่มเททำงานท่ามกลางสายฝนและความเครียดกันอย่างแข็งขันจนสถานการณ์กลับสู่ปกติ  และต้องขอโทษพี่น้องประชาชนในความไม่สะดวกครั้งนี้ด้วยครับ


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก  @MeDDSaIL

อียู-ไทย เห็นชอบภารกิจ 6 ประการ เพื่อให้ไทยปลอดประมงผิดกฎหมายฯ

ประเด็นน่าสนใจ

*อียู ได้ ปลดใบเหลืองประเทศไทย ด้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หลังไทยปรับปรุงนโยบายการบริหารจัดการประมง ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
*สหภาพยุโรปและไทยเห็นชอบร่วมกันในแผนงานความร่วมมือเพื่อให้ไทยบรรลุการเป็นประเทศปลอดประมงผิดกฎหมายฯ หรือ IUU-free ได้โดยสมบูรณ์ด้วย 6 ภารกิจ

ประเด็นน่าสนใจ

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หลังจากสภาพยุโรป หรืออียู ได้ ปลดใบเหลืองประเทศไทย ด้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) หลังไทยปรับปรุงนโยบายการบริหารจัดการประมง ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ภาพประกอบข่าว

ในการดำเนินการระยะต่อไป ทั้งสหภาพยุโรปและไทยเห็นชอบร่วมกันในแผนงานความร่วมมือเพื่อให้ไทยบรรลุการเป็นประเทศปลอดประมงผิดกฎหมายฯ หรือ IUU-free ได้โดยสมบูรณ์ด้วย 6 ภารกิจ ดังนี้

1. ด้านกฎหมาย เพิ่มความเข้มงวดจาก พ.ร.ก.การประมง 2558 ให้เป็น พระราชบัญญัติ แต่อาจงดเว้นโทษทางอาญา
2. การบริหารจัดการประมงให้เกิดความสมดุล ไม่ให้มีการทำประมงเกินกว่าธรรมชาติจะสามารถผลิตทดแทนได้ทัน
3. ด้านการบริหารจัดการกองเรือได้ปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น โดยปรับปรุงท่าเทียบเรือ และเรือประมงพื้นบ้าน 27,000 ลำ ต้องสร้างอัตลักษณ์เรือ
4 .ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต ที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา
5. ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ติดตั้งระบบติดตามเรือและดูแลรักษาระบบติดตามเรือประมง และ
6 .ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเคารพกฎหมายเพราะเป็นกฎหมายของไทยเองและไม่เข้มงวดเกินไป สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสม

ซึ่งคาดว่าการดำเนินการทั้ง 6 ภารกิจดังกล่าว จะมีเป็นผลดีกับทั้งชาวประมงรวมถึงการส่งออกสินค้าประมงของไทย และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทั้งชาวประมงและผู้เกี่ยวข้องด้วยดีต่อไป