ปล่อย “มาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าแม่ ในน้ำลึกแล้ว

เจ้าหน้าที่ปล่อย “มาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าแม่ ที่เกยตื้นหน้าเขาบาตู ในน้ำลึกเป็นที่เรียบร้อย

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ช่วง เวลาประมาณ 04.40 น. เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เฝ้าติดตามน้องมาเรียม พบเกยตื้นหน้าเขาบาตู เจ้าหน้าที่ได้ทำการดูแลอย่างใกล้ชิดป้อนนมและหญ้าทะเล ซึ่งน้องมาเรียมสุขภาพแข็งแรง

ล่าสุดวันที่ 8 มิ.ย. นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เผยว่า เจ้าหน้าที่ได้เร่งเข้าช่วยเหลือ และนำ “มาเรียม” ออกไปปล่อยลงที่น้ำลึกเป็นที่เรียบร้อย

จากนั้น เจ้าหน้าที่เขตฯ ลิบง ได้ออกตรวจลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol ) ตรวจเครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลหายาก เช่น พะยูน โลมา เต่าทะเล เริ่มจากแหลมจูโหย ปากคลองโตรย ถึงอ่าวทุ่งจีน ซึ่งไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด

ขณะที่เฟซบุ๊ก Nantarika Chansue ได้เผยเรื่องราวของ “มาเรียม” ว่า

มาเรียมอายุเพียง 4-5 เดือน เมื่อสำรวจฟันก็เพิ่งเริ่มขึ้นไม่กี่ซี่ ยังไม่พ้นเหงือกพอที่จะกินหญ้าถนัด จึงต้องกินนมเป็นหลัก ใช้สูตรของนมพะยูนจากต่างประเทศโดยใช้นมผงที่มาจากแพะและผสมวิตามินกับสารอาหารที่จำเป็น กินวันละประมาณ 2 ลิตร ทุก 1-2 ชั่วโมง เป็นงานท่ีเหนื่อยพอควรสำหรับคนดูแล

สิ่งยึดเหนี่ยวของมาเรียมที่รูปร่างใกล้เคียงแม่ที่สุด คือ เรือแคนูสีส้ม พวกเราเรียกว่า “แม่ส้ม” ทุกครั้งที่เธอต้องการความรักความอบอุ่น เธอจะว่ายไปอยู่ใต้เรือ นอนหงายเอาแขนกอดเรือบ้าง ว่ายตามไปข้างๆ เหมือนว่ายไปกับแม่บ้าง หรือเอาตัวว่ายถูไปมาเหมือนจะบอกว่า “แม่จ๋า… หนูคิดถึงแม่”

ตอนหมอป้อนนม ท่าที่มาเรียมชอบมากที่สุดคือเอามือโอบที่ครีบหน้าข้างหนึ่งไว้กับตัวเรา เหมือนเวลาที่แม่โอบเขาเวลากินนม … ดูดนมแล้วเพลินหลับเหมือนเด็กๆ

ที่น่าสงสารมากคือตอนกลางคืนที่เธอต้องอยู่คนเดียวมืดๆ เธอก็มักไปซุกหินบ้าง (หินแม่) ท่อนไม้ (ไม้แม่) บ้าง ถ้าเผลอน้ำลงก็เกยตื้น เพราะไม่มีแม่มาพาไปยังที่น้ำลึกพอ โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังอยู่ 24 ชม จึงช่วยได้ทัน

อยากจะบอกมาเรียมว่า คงไม่มีโอกาสได้เจอแม่อีกแล้ว ไม่รู้ว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่หรือแค่พลัดหลงกัน หรือแม่ติดเครื่องมือประมงเหมือนพะยูนอีกหลายตัวที่เสียชีวิตไป หรือเจ็บป่วยล้มตายไปในทะเลกระบี่ แต่ทุกคนที่ตรังกำลังพยายามเต็มที่ที่จะทำให้เธออยู่รอด สามารถเติบโตต่อไปในโลกนี้ได้

ขอบคุณและชื่นชมกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือ อนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากร่วมกับทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำจุฬา รวมทั้งสถาบันและชุมชนต่างๆ มาช่วยกันดูแล


ขอบคุณภาพ/ข้อมูล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ช็อก ! ออสเตรเลียยึดยาไอซ์ 1.6 ตันจากไทย

ประเด็นน่าสนใจ

  • หน่วยพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลียพบยาไอซ์ น้ำหนักราว 1,596 กิโลกรัม ซุกซ่อนมากับเรือขนส่งสินค้า ที่ท่าเรือในนครเมลเบิร์น โดยพบว่ามีที่มาจาก ‘กรุงเทพฯ’
  • ผู้บัญชาการส่วนภูมิภาครัฐวิกเตอเรียของหน่วยพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลียระบุว่า ยาไอซ์ล็อตนี้มีปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์
  • ยาไอซ์มีมูลค่ามากถึง 1,197 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 26,204 ล้านบาท

วานนี้ (7 มิ.ย.2562) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว กรณีหน่วยพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลียเปิดเผยว่า พบสารเมทิลแอมเฟตามีน หรือ ยาไอซ์ น้ำหนักราว 1,596 กิโลกรัม ซุกอยู่ในลำโพงสเตอริโอที่ส่งมาจากกรุงเทพมหานคร โดยยาไอซ์เหล่านี้ซุกซ่อนมากับเรือขนส่งสินค้า ที่ท่าเรือในนครเมลเบิร์น ทางใต้ของประเทศ

ทั้งนี้รายงานระบุว่า หลังจากตู้ที่บรรทุกสินค้าผ่านเข้าเครื่องเอกซ์เรย์ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติ ภายในลำโพง โดยเมื่อเจ้าหน้าที่แกะลำโพงดู พบว่าเป็นยาไอซ์ จำนวนมากบรรจุอยู่ในถุงสุญญากาศ นอกจากนี้ยังมีเฮโรอีนอีก 37 กิโลกรัม ซึ่งยาไอซ์เหล่านี้มีมูลค่ามากถึง 1,197 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 26,204 ล้านบาท

ส่วนทางด้านนายเครก พอลเมอร์ ผู้บัญชาการส่วนภูมิภาครัฐวิกเตอเรียของหน่วยพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลียระบุว่า ยาไอซ์ล็อตนี้มีปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังคิดเป็น 13% ของปริมาณยาเสพติดทั้งหมดที่หน่วยฯ จับกุมได้ในปีงบการเงินที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า ในเบื้องต้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ได้รับรายงานและการประสานความร่วมมือในส่วนเกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการของเครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งหากได้รับการประสานขอความร่วมมือมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามยาเสพติด พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบของความร่วมมือตำรวจสากลและสนธิสัญญาความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศอยู่แล้ว และพร้อมดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงเครือข่ายนายทุน ผู้อยู่เบื้องหลังและเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ทหาร-กบฏ ปะทะดุเดือดในซีเรีย 1 วันดับ 83 ศพ

ประเด็นน่าสนใจ

  • จังหวัดอิดลิบ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนักรบพันธมิตร ฮายัต ทาห์รี อัล-ชัม ที่นำโดยกลุ่มแนวร่วมอัล-กออิดะห์ในซีเรียและพันธมิตร (กลุ่มกบฏ)
  • กองทัพรัฐบาลซีเรีย ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียพยายามยึดครองพื้นที่คืนจากกลุ่มกบฏ
  • ทั้ง 2 ฝ่ายสู้รบกันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 83 ศพ ในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

เหตุยิงปะทะ ระหว่างทหารกองทัพรัฐบาลซีเรีย กับนักรบกบฏ ในจังหวัดอิดลิบ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต จากทั้ง 2 ฝ่ายอย่างน้อย 83 ศพ ในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

วันที่ 7 มิ.ย. 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบรุต ประเทศเลบานอนว่า เมื่อวันศุกร์ศูนย์สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรีย (เอสโอเอชอาร์) แห่งสหราชอาณาจักร แถลงการณ์จากฐานภาคสนามในกรุงเบรุตระบุว่า เกิดการยิงปะทะในพื้นที่ริมขอบจังหวัดอิดลิบ ระหว่างฝ่ายกบฏ ที่ยึดครองพื้นที่จังหวัดอิดลิบ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียไว้ ทำให้ทหารกองทัพรัฐบาลซีเรียเสียชีวิต 44 นาย และนักรบกบฏ 39 คน ในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

จังหวัดอิดลิบ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนักรบพันธมิตร ฮายัต ทาห์รี อัล-ชัม ที่นำโดยกลุ่มแนวร่วมอัล-กออิดะห์ในซีเรีย นอกจากจังหวัดอิดลิบแล้ว พันธมิตรฮายัต ทาห์รี อัล-ชัม ยังขยายอิทธิพลไปยังหลายจังหวัดเพื่อนบ้านเช่น ลาตาเกีย ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศรัสเซีย จังหวัดอาเลปโป และจังหวัดฮามา โดยจังหวัดอิดลิบมีประชากรประมาณ 3 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้พลัดถิ่นจากภาคอื่นๆ ของซีเรีย

อย่างไรก็ตาม ทหารกองทัพรัฐบาลซีเรีย ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งเครื่องบินรบจากกองทัพซีเรียและรัสเซีย  โจมตีเป้าหมายกลุ่มกบฏในจังหวัดอิดลิบด้วยการทิ้งระเบิดตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. ซึ่งผลของภารกิจจากกองทัพ ทำให้ซีเรียสามารถยึดคืนเมืองขนาดเล็กางฟากตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดได้หลายเมือง

ที่มา saudigazette.com.sa