กรมอุตุฯ ออกประกาศเรื่อง “ฝนตกหนัก-คลื่นลมแรง”

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง”ฝนตกหนัก และคลื่นลมแรง
  • กรมอุตุระบุว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมโดยจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ดังนี้ในช่วงวันที่ 26-27 มิถุนายน 2562

วันที่ 26 มิถุนายน 2562กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง”ฝนตกหนัก และคลื่นลมแรง ซึ่งจะมีผลกระทบจนถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2562″ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงวันที่ 26-27 มิ.ย. 2562 ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมโดยจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ดังนี้ในช่วงวันที่ 26-27 มิถุนายน 2562

  • ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย และเพชรบูรณ์
  • ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครปฐม สุพรรณบุรี และสระบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้: จังหวัดระนอง และพังงา

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 29 มิ.ย. 62

พร้อมกันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ช่อ พรรณิการ์’ จัดหนัก!! ชี้แผนปฏิรูปสื่อ ร่าง กม.ขัดหลักควบคุมเอง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ”ช่อ พรรณิการ์” จัดหนัก “แผนปฏิรูปสื่อ” ซัดร่าง กม.ขัดหลักควบคุมกันเอง
  • สภาวิชาชีพสื่อถูกแซกแทรงโดยรัฐ ระบุต้องไม่ให้การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ปชช.เกิดขึ้นอีก

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายแผนปฏิรูปที่ส่งมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรในทุก 3 เดือน โดยกล่าวถึงแผนการปฏิรูปสื่อว่า การปฏิรูปสื่อเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ซึ่งอะไรปฏิรูปแล้วก้าวหน้าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับแผนการปฏิรูปครั้งนี้รู้สึกยินดีที่ไม่คืบหน้า

เนื่องจากบอกว่าเป็นแผนการการปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐซึ่งไม่รู้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ ทั้งนี้ แนวทางปฏิรูปสื่อมีหลักเกณฑ์เป้าหมาย 2 แนวทาง คือ 1. รณรงค์การรู้เท่าทันสื่อ และ 2.การกำหนดกฎเกณฑ์มาตฐานจริยธรรมสื่อ แต่การทำทั้ง 2 อย่างตามแนวทางประชารัฐนั้น ดูแล้วไม่ได้เป็นแนวทางส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่จะกลับเป็นการลิดรอนและคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยรัฐเอง

เพราะตัวกลไกสำคัญการปฏิรูปสื่อ คือ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อ ซึ่งตั้งเป้าออกเป็นกฎหมายได้ 2561 แต่ตอนนี้ยันติดชั้นกฤษฎีกา ไม่สามารถออกได้ เพราะถูกค้านอย่างหนักจากสื่อ และภาคประชาสังคมต่างๆ เนื่องจากในแผนปฏิรูปสื่อฉบับนี้ กลับไม่ได้ส่งเสริมหลักสื่อควบคุมกำกับควบคุมกันเอง

“สิ่งที่เกิดขึ้น คือ สภาวิชาชีพสื่อ ในบรรดา 9 คน นั้น มาจากสมาคมสื่อ 5 คน และกรรมการ 5 คนนั้นคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน ซึ่งสภาวิชาชีพสื่อ ทำหน้าที่ พิจารณารับจดแจ้งและเพิกถอนสมาชิกภาพขององค์กรวิชาชีพสื่อ กำหนดมาตรฐานกลางจริยธรรมสื่อมวลชน

นอกจากนี้ การแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรม คณะหนึ่ง 7 คน ดูเรื่องละเมิดจริยธรรมสื่อมวลชน ลงโทษทางปกครองได้นั้นก็มีต้นน้ำมาจากสภาวิชาชีพ แต่ปัญหา คือ บทเฉพาะการของร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับล็อกสป๊กให้ปลัดสำนักนายก และเลขาธิการ กสทช. เป็น 2 กรรมการตั้งตั้นในกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ ซึ่งจะให้คุณให้โทษสื่อมวลชนทั้งประเทศ

นี่คือตัวแทนจากรัฐอย่างชัดเจน เป็นกรรมการชุดแรกที่จะกำหนดข้อบังคับทุกอย่าง ถามว่านี่คือแนวทางปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐ ที่หมายถึงรัฐคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหรือรัฐแทรกแซงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนกันแน่” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า กรณีของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นชัดเจนว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนเลขาธิการ กสทช. เป็นองค์กรอิสระ แต่ผลงาน กสทช.รอบ 5 ปีที่ผ่านมา จากการรวบรวมสถิติของ ไอลอว์ พบว่ามีการลงโทษสื่อไปแล้วอย่างน้อย 59 ครั้ง

ถามว่าเอนเอียงทางการเมืองหรือไม่นั้นไม่ขอตัดสิน แต่อยากให้พิจารณาจากสถิติที่รวบรวมโดยไอลอว์ ระหว่าง 22 พ.ค. 57 ถึง 22 ก.พ. 62 พบว่า สถานีที่ถูกลงโทษมากสุดคือ วอยซ์ทีวี 24 ครั้ง พีชทีวี 14 ครั้ง ทีวี 24 3 ครั้ง ทีวีธรรมกาย 2 ครั้ง สปริง 1 ครั้ง เนชั่น 1 ครั้ง ฟ้าวันใหม่ 1 ครั้ง และสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ 1 ครั้ง นี่คือผลงาน กสทช. ที่เลขาฯ จะไปนั่งในสภาวิชาชีพสื่อ ที่จะมีวาระต่อไปอีก 4 ปี

“ด้วยเหตุผลที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ไม่แปลกที่ร่างกฎหมายจะถูกต่อต้านโดยสมาคมสื่อ 30 องค์กร โดยให้เหตุผลว่า ร่างกฎหมายนี้ ไม่ได้อยู่บนหลักฐานคุ้มครองเสรีภาพสื่อ นั่นคือการกำกับคุ้มครองกันเอง สมาคมสื่อบอกตรงกันว่านี่คือการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงการทำหน้าที่อย่างอิสระของสื่อมวลชน คำพูดนายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ ระบุว่า ร่างกฎหมายนี้ มีการตั้งสภาวิชาชีพสื่อ เห็นได้ชัดว่าต้องการเข้ามาควบคุมสื่ออย่างชัดเจนไม่มีเหนียมอาย ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่ต้องการควบคุมสื่อ ก็ต้องทำอย่างลับๆ” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในยุค คสช. สื่อมวลชนถูกควบคุม มีการปล่อยให้สื่อที่สนับสนุน คสช. โจมตีฝั่งตรงข้ามโดยข้อมูลเท็จ บิดเบือน เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่มีการลงโทษ แต่นั่นคือเรื่องในอดีต เป็นสิ่งที่เกิดในยุคที่เป็นเผด็จการไม่มีสภาผู้แทนราษฎร

แต่วันนี้ เราในฐานะสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ให้การลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อ ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนแบบที่เกิดขึ้นในรัฐบาล คสช. เกิดขึ้นอีก แผนการปฏิรูปสื่อแบบประชารัฐที่อาจหมายถึงปิดหูประชาชนจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ในยุคที่มีสภาผู้แทนราษฎร เราต้องปกป้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

‘ปิยบุตร’ เตรียมยื่นหลักฐาน 32 สส.ถือหุ้นสื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ประเด็นน่าสนใจ

  • จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง 32 ส.ส.ที่ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อไว้พิจารณาโดยไม่สั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่
  • นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เปิดเผยว่า จะพิจารณาหาทางยื่นเอกสารเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าว
  • ส่วนตัวยังหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาทุกคดีอย่างเท่าเทียม

สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง 32 ส.ส.ที่ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อไว้พิจารณา โดยไม่สั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่
ล่าสุด นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เปิดเผยว่า จะพิจารณาหาทางยื่นเอกสารเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าว

พร้อมกันนี้นายปิยบุตรระบุว่า 32 คนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ ไม่ใช่การจะมองว่าเป็นที่พอใจของพรรคหรือไม่ เพราะการกระทำทั้งหมดเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ส่วนตัวยังหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาทุกคดีอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ในกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้ขยายเวลาการยื่นเอกสารเพิ่มนั้น ก็จะทำให้นายธนาธร มีเวลาส่งเอกสารถึงวันที่ 8 กรกฎาคม พร้อมรับว่า ที่ยื่นขอขยายเวลานั้น เพราะเห็นว่าคดีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายเวลายื่นเอกสารมาตลอด พรรคจึงทำตามบ้าง อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่าจะสู้คดีให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้นายปิยบุตรระบุด้วยว่า ตนยังไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินแบบใดแต่จากเอกสารที่ออกมานั้นดูเหมือนศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าไม่ได้ดูแต่เหตุผลในหนังสือบริคณห์สนธิเท่านั้นและความประสงค์จะทำกิจการเท่านั้นแต่ดูว่าประกอบกิจการจริงๆหรือไม่