ขอหมายจับ 19 วินเถื่อนอุดมสุข พบผู้ร่วมก่อเหตุกว่า 120 คน

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุมกลุ่มวินรถจักรยานยนต์ยกพวกก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่ ซ.อุดมสุข จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุที่วินรถจักรยานยนต์รุ่งเรือง (หน้าธนาคาร) ซึ่งมี นายทนง เกิดแก้ว เป็นหัวหน้า ตั้งอยู่บริเวณปากซอยอุดมสุขโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่ไม่มีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกวิน ส่วนวินรถจักรยานยนต์อุดมสุข 1 มี นายประมุข วิเชียรดิลกกุล เป็นหัวหน้า ได้รับอนุญาตตั้งวินถูกต้อง สมาชิกวินต้องเสียค่าแรกเข้า 3,500 บาท และค่าเสื้อวินเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งวินรุ่งเรืองสามารถรับผู้โดยสารได้มากกว่าเนื่องจากจุดตั้งวินอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ทำให้นายประมุขไม่พอใจ จึงวางแผนก่อเหตุโดยสั่งซื้อกระบองยางจากอินเทอร์เน็ตมาก่อนประมาณ 2 เดือน พร้อมกับนัดหมายสมาชิกวินของตนก่อเหตุดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ผบช.น. ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ทั้ง 5 จุดว่า จุดแรกบริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน ซ.อุดมสุข กลุ่มวินรถจักรยานยนต์ของนายประมุข (อุดมสุข 1) ได้รวมตัวกันจำนวน 16 คน ต่อมากลุ่มวินรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 ฝ่ายยกพวกทะเลาะวิวาทบริเวณปากซอยอุดมสุข 1 ใช้กระบอง ไม้ มีด ขวาน และค้อนเป็นอาวุธ โดยมีกลุ่มของนายประมุข(อุดมสุข 1) จำนวน 21 คน และกลุ่มของนายทนง(รุ่งเรือง) จำนวน 10 คน รวม 31 คน ถัดมาบริเวณด้านหลังตลาดอุดมสุข เป็นจุดที่นายประมุข ถูกกลุ่มวินรุ่งเรืองรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ

จุดที่ 4 บริเวณอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งหลังตลาดอุดมสุข ขึ้นจุดที่ทั้งสองกลุ่มใช้เป็นเส้นทางเข้าออกชุมชนรุ่งเรือง เพื่อก่อเหตุดังกล่าว และจุดสุดท้ายบริเวณหน้าปากซอยไปดีมาดี ทางเข้าชุมชนรุ่งรือง เป็นจุดที่กลุ่มวินจ้กรยานยนต์ของนายประมุข ได้ติดตามมาทำร้ายกลุ่มของนายทนง ซึ่งเป็นจุดที่นายวันชัย มงคลเข็ม หรืออ้ำ (กลุ่มนายประมุข) ใช้ปืนยิงเข้าไปภายในชุมชนเป็นเหตุให้นายวีรวัฒน์ พึ่งครุฑ หรือกานต์ เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย

ทั้งนี้ สามารถสรุปจำนวนผู้เข้าร่วมก่อเหตุได้ทั้งสิ้น 127 คน แบ่งเป็นฝ่าย นายประมุข 84 คน (พิสูจน์ทราบแล้ว 37 คน) และฝ่ายนายทนง จำนวน 43 คน (พิสูจน์ทราบแล้ว 21 คน) ผู้เสียชีวิต 1 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 5 ราย (ฝ่ายนายประมุข 2 ราย และฝ่ายนายทนง 3 ราย) ขณะเดียวกัน สามารถตรวจยึดอาวุธปืนขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก อาวุธมีด 1 เล่ม ของฝ่ายนายทนง และกระบองยางยาวประมาณ 47 นิ้ว จำนวน 31 อัน และอาวุธปืน 9 มม. ของฝ่ายนายประมุข

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกหมายจับผู้ต้องหารวม 19 ราย ในความผิดฐาน”ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมืองฯ, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปฯ, ซ่องโจร” โดยเหลือเพียง นายฉัตรตระการ รื่นพิทักษ์ หรือ มัส ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามจับกุม ส่วนการเรียกเก็บเงินรายเดือน จะมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือไม่นั้น ผบช.น. ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดต่อไป

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ Policenews

กรุงศรีเผย เงินบาทแข็งค่า หลัง กนง. มีมติคงดอกเบี้ยตามคาด จับตาบาทแข็งค่าเร็วเกินไป

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีความเห็นต่อผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หลัง กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ซึ่งเป็นการโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์ติดกันเป็นครั้งที่ 3 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและซื้อขายแถวระดับ 30.75 ต่อดอลลาร์

โดยก่อนหน้านี้ ตลาดกังวลว่าอาจจะมีเสียงแตก เนื่องจากกรรมการบางท่านต้องการให้ลดดอกเบี้ย หลังจากเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป นับตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่ามากกว่า 5% และเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค

คณะกรรมการ กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีความกังวลในเรื่องการท่องเที่ยว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยน คณะกรรมการได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของภาคส่งออกปี 2562 ลงเหลือศูนย์ จากเดิม 3.0% ทำให้คาดการณ์การเติบโตของ GDP ปรับลงมาที่ 3.3% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ที่ระดับ 1.0%

ทั้งนี้ คณะกรรมการแสดงความกังวลที่เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคเอกชน และแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนมุมมองเดิมที่กล่าวไว้ในการประชุมก่อนหน้านี้

คณะกรรมการกนง. มีกำหนดการประชุมรอบถัดไปในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ผลการลงมติในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลเพิ่มขึ้นต่อความเสี่ยงด้านต่ำของการขยายตัวของเศรษฐกิจ คณะกรรมการยังย้ำถึงความกังวลในเรื่องผลกระทบจากการปล่อยให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับต่ำเป็นเวลานาน แม้ว่าคณะกรรมการเตือนถึงการแข็งค่ามากเกินไปของเงินบาท

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็สต์มีความเห็นว่า ยังไม่น่าเป็นได้ที่ทางการจะใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการบริหารค่าเงินบาทในช่วงนี้ และมองว่า คณะกรรมการ กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่จะยังจับตาแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศ ท่ามกลางผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่รุนแรงมากขึ้น และการเปลี่ยนทิศทางของดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ

ส.ส.อนาคตใหม่ ตั้งกระทู้ถามสด โครงสร้างกอ.รมน. ซ้ำซ้อน – ผลกระทบคำสั่งคสช.

ในการประชุมสภาในวันนี้ ( 26 มิ.ย.) ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านกลาโหม ตอบคำถามในเรื่องของโครงสร้างและหน้าที่ กอ.รมน. ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานพลเรือน รวมถึงอำนาจของคสช. ที่อาจจะริดรอนเสรีภาพของประชาชน

โดยในขณะนี้ กอ.รมน. มีคำสั่งให้อำนาจหน้าที่ใหม่ในการบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นที่มีอยู่แล้ว ในการช่วยเหลือบรรเท่าสาธารณภัย นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังมีอำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 ที่ให้อำนาจทหารจับกุม ควบคุมตัวบุคคลได้ ทำให้กอ.รมน. มีอำนาจเพิ่มขึ้น และทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานพลเรือนนั่นเอง

รมช.กลาโหม ตอบแทนนายกฯ กอ.รน. และทหารคือหน่วยงานที่มีความพร้อมได้รวดเร็ว

ซึ่งในประเด็นนี้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช. กระทรวงกลาโหม ได้ตอบคำถามแทนนายกฯ ว่า โครงสร้างและหน้าที่ของ กอ.รมน. ว่า กองทัพให้ความสำคัญกับภารกิจหลัก คือการป้องกันประเทศ ซึ่งมีหน้าที่รองคือการช่วยเหลือประชาชน ในกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ ซึ่งที่ผ่านมาทหารจะเป็นฝ่ายสนับสนุนส่วนแรกในการเข้าบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากมีความพร้อมทั้งทางด้านกำลัง และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อระงับ ยับยั้ง รับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ให้รวดเร็วที่สุด ลดผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด

ส่วนทางด้าน คำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 อยู่ในระหว่างการพิจารณายกเลิก

พลโท พงศกร ทิ้งท้ายต่อว่า แม้ว่าในการยกเลิกคำสั่งข้างต้น แต่อยากให้พิจารณาคำสั่ง 51/2560 ที่ยังให้อำนาจกอ.รมน. ในการเรียกบุคคลหรือเอกสารอยู่ ไม่ต่างจากคำสั่ง คสช. ที่กำลังจะยกเลิก ซึ่งควรยกเลิก เพื่อให้ความยุติธรรมกับประชาชน

รังสิมันต์ โรม นำทีมแถลง ขอเสนอญัตติด่วน

โดยก่อนหน้าที่จะมีการเริ่มการประชุมสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้กล่าวว่า เตรียมเสนอญัตติด่วน เรื่องขอตั้งกรรมาธิการ เพื่อศึกษาผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตย โดยเฉพาะ ม.44

เนื่องจากปัจจุบัน คสช. ยังคงมีอำนาจอยู่ แม้ว่าจะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วก็ตาม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คสช. ได้มีการใช้อำนาจ ผ่าน ม.44 ในการดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวที่มีความคิดต่างทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกคุกคาม เสียสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงต้องหารให้มีการตั้งกรรมมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบและเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบนั่นเอง