‘พล.ท.พงศกร’ ชี้อำนาจ คสช.จะยังแฝงตัวอยู่ เทียบ ‘เกสตาโป-นาซี’ เข้าถึงทุกบ้าน

“พล.ท.พงศกร” ชี้อำนาจ คสช.จะยังแฝงตัวอยู่กับ กอ.รมน. เทียบ “เกสตาโป-นาซี” เข้าถึงทุกบ้าน

พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับบทบาทของ คสช.และ กอ.รมน.ที่จะยังคงมีอำนาจตามประกาศและคำสั่ง คสช.อยู่

โดย พล.ท.พงศกร ระบุว่า แม้ทุกวันนี้เราเชื่อกันว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญและการใช้อำนาจของ คสช.จะหมดไป ทุกคนจะกลับสู่ชีวิตปกติ แต่นั่นไม่เป็นความจริง เพราะจะยังมีกฎหมายต่างๆที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในร่างพระราชบัญญัติและระเบียบต่างๆของทางราชการมากมายไปหมด โดยในวันนี้ขอกล่าวถึงเรื่องของ กอ.รมน.โดยเฉพาะ

โดยพล.ท.พงศกรกล่าวว่าในรอบสองสามวันที่ผ่านมานี้ มีความเคลื่อนไหวในส่วนของ กอ.รมน.ที่มีท่าทีว่าจะรับภารกิจต่อจาก คสช.และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นไม่รับในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่าความเคลื่อนไหวของทหาร โดยเฉพาะใน กอ.รมน. จะยังคงมีบทบาทต่อไปในการควบคุมประชาชน

ส่วนหนึ่งคืออำนาจหน้าที่ๆ กอ.รมน.ได้รับมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 51/60 ที่ให้อำนาจในการประเมินภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในมาตรา 11 ที่มีการเพิ่มเติมให้แม่ทัพภาคเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะประชุมร่วมกับส่วนราชการต่างๆ เช่นอัยการสูงสุด ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการพลเรือนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งมีปัญหามาก เพราะปกติในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม อำนาจต่างๆต้องแยกออกจากกัน เมื่อตำรวจและอัยการซึ่งควรจะแยกจากกันเพื่อตรวจสองถ่วงดุล กลับมาอยู่ด้วยกันภายใต้การดูแลของแม่ทัพภาค อาจจะเกิดการรวมศูนย์ความคิดขึ้นมาไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน

“เวลาอยู่ด้วยกันแล้วคนนั่งหัวโต๊ะเป็นแม่ทัพภาค อยู่เหนือผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่เหนืออัยการ อยู่เหนือตำรวจ อันนี้ก็เป็นปัญหาแล้ว แต่เดิม เคยมีคณะกรรมการแบบนี้จริงแต่ไม่มีอำนาจมาก คือเป็นเรื่องการขอความร่วมมือ แต่ปัจจุบันนี้เป็นลักษณะการสั่งการ แล้วสิ่งที่มันจะเกิดปัญหาก็คือ ในมาตรา 13 ที่บอกว่าเชิญคนก็ได้เอาวัตถุสิ่งของเอกสารราชการก็ได้ บุคคลทั่วไปก็ได้ แปลว่าประชาชนธรรมดานั่งอยู่กับบ้านก็มีคนมาเยี่ยมได้ ซึ่งจริงๆไม่ควรมีเลย” พล.ท.พงศกรกล่าว

นอกจากนั้นในมาตรา 13 ยังได้ถ่ายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รับมอบนโยบายต่อจากแม่ทัพภาค ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนภูมิภาคไปแล้ว จะทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่ง และจะเห็นว่าโครงสร้างเครือข่ายในการควบคุมประชาชน ตั้งแต่รัฐบาล คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เรื่อยลงไปจนถึงประชาชน อยู่ภายใต้การควบคุมของกลไกที่มาจาก คสช.

“ถ้าจะให้ผมนิยามแบบง่ายๆ มันคือเกสตาโปในสมัยนาซี เข้าถึงได้ทุกบ้าน เข้าถึงได้ทุกแห่ง และถ้าประชาชนอยากจะเรียกร้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ต้องไปร้องที่องค์กรอิสระ ซึ่งสุดท้ายองค์กรอิสระก็อยู่ภายใต้การกำกับของ ส.ว.อีกที ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้งมา ดังนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้คือวงจรของคณะ คสช.ซึ่งไม่หมดไป” พล.ท.พงศกรกล่าว

พล.ท.พงศกร ยังระบุต่อว่า ในสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังจะทำกับภาคประชาชนก็คือการเสนอกฎหมายที่จะถอนอำนาจ คสช.ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆนั้น ตนเชื่อว่าในเวลา 3-6 เดือนข้างหน้า ถ้าเราทำได้อย่างแข็งขันจริงและพรรคฝ่ายรัฐบาลเห็นด้วยในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองด้วยกัน ในการถอนอำนาจของ คสช.เสีย เราจะทำได้สำเร็จ

แต่ถ้าขาดความร่วมมือจากประชาชนและการผลักดันร่วมไม้ร่วมมือจากทางภาคการเมือง เรื่องนี้จะไม่สำเร็จ และเราจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดขององค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นที่ปรารถนา และสุดท้ายสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะมีปัญหาในที่สุด

ทรู ชี้แจงกรณีโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่ กทม. ยังไม่มีข้อสรุปและยังไม่มีการลงนามในสัญญาใดๆ

(24 มิ.ย. 2562) ตามที่มีรายงานข่าวว่า บริษัท ทรู อินเตอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งและทำการตลาดท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินทั้งหมดของ กทม. มูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี จากบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้ดำเนินโครงการโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินนั้น 

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็น 1 ใน 16 บริษัทเอกชนที่ได้รับจดหมายเชิญชวนจาก บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เพื่อให้ยื่นข้อเสนอเพื่อคัดเลือกเป็นผู้ใช้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งบริษัท ทรู อินเตอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้มายื่นเอกสารข้อเสนอดังกล่าว และผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์เบื้องต้น และขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการเจรจารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ โดยยังไม่มีการสรุปและไม่มีการลงนามในสัญญาสัมปทานดังกล่าวแต่อย่างใด ตามที่มีรายงานข่าว 

ทั้งนี้ การที่บริษัทในกลุ่มทรู เข้ายื่นเอกสารตามประกาศเชิญชวนนั้น เนื่องจากบริษัทฯ เล็งเห็นว่า โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่ กทม. จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และจะเป็นโครงการสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้กรุงเทพมหานคร ก้าวเป็นสมาร์ทซิตี้อย่างสมบูรณ์แบบตามที่ภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายไว้ และมั่นใจว่าจะมีบริษัทเอกชนรายอื่นๆ มายื่นข้อเสนอด้วยเช่นกัน 

จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และขอยืนยันว่า บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ตามหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด

สมอ. ลุยต่อ ถึงคิวเชือดร้านค้าออนไลน์ ยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานเตรียมส่งขายกว่า 34,000 ชิ้น มูลค่าร่วม 20 ล้านบาท

ประเด็นน่าสนใจ

  • สมอ. เข้าตรวจสอบแหล่งกระจายสินค้าของร้านค้าออนไลน์ ย่านถนนพระรามที่ 2 บางขุนเทียน กทม. และลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี หลังทราบเบาะแสมีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
  • ตรวจสอบพบสินค้าไม่ได้มาตรฐานกว่า 34,000 ชิ้น มูลค่าร่วม 20 ล้านบาท
  • สินค้าดังกล่าว ได้แก่ ของเล่น สีเทียน ฝักบัวอาบน้ำ ผงซักฟอก และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาปิ้งย่าง ไดร์เป่าผม เครื่องม้วนผม เครื่องหนีบผม ปลั๊กพ่วง โคมไฟดักยุง พัดลม หลอดไฟแอลอีดี
  • ผู้ประกอบการที่จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวจะต้องจำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานบังคับเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • และเมื่อ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2562) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 โทษสำหรับผู้จำหน่ายจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. ส่งทีม เฉพาะกิจเข้าตรวจสอบแหล่งกระจายสินค้าของร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง ในพื้นที่ถนนพระรามที่ 2 บางขุนเทียน กทม. และลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี หลังสืบทราบเบาะแสว่ามีการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

พบว่า มีสินค้าที่รอการจัดส่งให้ลูกค้าจำนวนมาก และหลายรายการเป็นมาตรฐานบังคับต้องแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน ได้แก่ ของเล่น สีเทียน ฝักบัวอาบน้ำ ผงซักฟอก และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาปิ้งย่าง ไดร์เป่าผม เครื่องม้วนผม เครื่องหนีบผม ปลั๊กพ่วง โคมไฟดักยุง พัดลม หลอดไฟแอลอีดี เป็นต้น แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นสินค้าที่ไม่แสดงเครื่องหมายมาตรฐานหรือแสดงไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย สมอ. โดยแบ่งเป็น

– เครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวนกว่า 14,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 16,300,000 บาท
– ของเล่น จำนวนกว่า 10,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 2,500,000 บาท
– สีเทียน 6,400 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,280,000
– ผงซักฟอก 3,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 300,000 บาท
– ฝักบัวอาบน้ำ จำนวนกว่า 700 ชิ้น มูลค่าประมาณ 70,000 บาท

รวมจำนวนสินค้าทั้งหมดกว่า 34,000 ชิ้น มูลค่าร่วม 20 ล้านบาท จึงดำเนินการยึดอายัดไว้ทั้งหมดเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป พร้อมกับแจ้งผู้ครอบครองสินค้าดังกล่าว ห้ามเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวจะต้องจำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานบังคับเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2562) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 โทษสำหรับผู้จำหน่ายจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เลขาธิการ สมอ. กล่าวย้ำเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่เป็นสินค้ามาตรฐานบังคับอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและของเล่น ซึ่งต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงขอแนะนำไปยังผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานทุกครั้ง ที่ผ่านมา สมอ. ได้เชิญร้านค้าออนไลน์กว่า 50 ราย มาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการขายสินค้าที่เป็นมาตรฐานบังคับแล้ว ดังนั้นสมอ. จะเข้มงวดในการตรวจการจำหน่ายของร้านค้าออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมาย หากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีกับร้านค้าทุกรายอย่างเข้มงวดต่อไป