นักวิชาการ ชี้หวยออนไลน์ ทำคนไทยหมกมุ่นเสี่ยงโชค

นักวิชาการชี้การทำหวยออนไลน์ จากกรณีที่บอร์ดสลากฯ มีมตินำกลับมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชาชนได้เสี่ยงโชค จะต้องศึกษาผลกระทบและรูปแบบให้ละเอียด ไม่เช่นนั้น อาจส่งผลให้ประชาชนหมกมุ่นกับการเสี่ยงโชคมากขึ้น

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยบูรพา เผยถึงมุมมองกรณีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีมตินำจะหวยออนไลน์ 2 ตัว 3 ตัว และสลาก “ลอตโต้” กลับมาจำหน่ายอีกครั้ง ว่า ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยจำหน่ายมาแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีในยุคนั้น แต่ไม่ได้แก้พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย แต่ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เตรียมนำหวยออนไลน์กลับมาปัดฝุ่นนั้น เป็นความต้องการแก้ปัญหาขายสลากกินแบ่งเกินราคา

โดยเฉพาะสลากที่ขายเป็นชุด และเพื่อตอบสนองประชาชนบางกลุ่ม ที่ต้องการลุ้นรางวัลแค่เลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว ส่วนหากมองประโยชน์จากหวยออนไลน์ ถือว่ารัฐบาลจะได้ประโยชน์เรื่องรายได้ และประชาชนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ในการซื้อหวยในราคาต้นทุน จากกองสลากโดยตรง แต่อีกมุมหนึ่ง อาจส่งให้คนหมกมุ่นกับการเสี่ยงโชค จนกระทบเงินออม และอาจทำให้เกิดนักพนันหน้าใหม่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเชื่อว่าหวยออนไลน์ อาจส่งผลให้เจ้ามือหวยใต้ดินเพิ่มแรงจูงใจ เช่น เพิ่มเงินรางวัล

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่า รายได้ที่รัฐบาลจะได้จากหวยออนไลน์ ถือเป็นภาษีบาป ดังนั้น รัฐควรจะนำรายได้ส่วนหนึ่ง มาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเล่นหวยออนไลน์ รวมถึงรณรงค์ไม่ให้ประชาชนหมกมุ่นกับการเสี่ยงโชค เพราะในปัจจุบัน พบว่าสังคมไทยยังไม่มีมาตรการสร้างขอบเขตให้คนเสี่ยงโชคอย่างพอดี จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการศึกษาผลกระทบ ก่อนดำเนินการใดๆ

สำหรับการพยายามแก้ไขสลากเกินราคาที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันกองสลากมีการออกสลากรวม 90 ล้านฉบับ มีทุนฉบับละ 70 บาท 40 สตางค์ โดยกำหนดขายในราคาฉบับละ 80 บาท ซึ่งแต่ละฉบับจะมีกำไรถึง 9 บาท 60 สตางค์

ส่วนการแก้ปัญหา ก็มีทั้งการให้รางวัลนำจับคดีละ 1,000 บาท / ออกสลากรวมชุด 2 ใบ ในราคา 160 บาท / ยกเลิกรางวัลแจ็กพอต / ปรับเปลี่ยนรางวัลเลขท้าย 3 ตัว มาเป็นรางวัลเลขหน้า 3 ตัว 2 รางวัล และรางวัลเลขท้าย 3 ตัว 2 รางวัล / ปรับแผนจำหน่ายสลากจากเดิมที่ขายผ่านเอเยนต์ และระบบโควตา เปลี่ยนมาเป็นการขายสลากผ่านระบบออนไลน์ ผ่านตู้เอทีเอ็ม

ไขเคล็ดลับ ‘มนุษย์เงินเดือนก็รวยได้…ด้วยการลงทุน’ กับ TarKawin กูรูการเงินชื่อดัง

“เป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดา แบบนี้เมื่อไรจะรวย?”  “ฝันอยากมีเงินก้อน เกษียณเร็ว เกษียณรวย ต้องทำยังไง?” เชื่อว่า มนุษย์เงินเดือนหลายคน คงตั้งคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ วันนี้ เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาฝาก!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ได้จัดงานสัมมนา “More Money Talk : การลงทุนของมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่” กับ ‘ต้าร์- กวิน สุวรรณตระกูล’ กูรูจาก aomMONEY และบล็อกเกอร์การเงินเจ้าของเพจ TarKawin และเว็บไซต์ Tarkawin.com มาให้ความรู้ทางการเงินแก่พนักงาน ตามโครงการ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้” โดยกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ที่ถูกต้อง และเหมาะสมเกี่ยวกับการบริหารการเงิน

ในงานสัมมนาดังกล่าว ‘ต้าร์- กวิน สุวรรณตระกูล’ ได้แนะนำวิธีการลงทุนสำหรับมนุษย์เงินเดือนเพื่อวางแผนเกษียณและสร้างความมั่งคั่งด้วยเคล็ดลับง่ายๆ 5 ข้อ

1. ใช้ข้อได้เปรียบของการเป็นมนุษย์เงินเดือน เพื่อวางแผนการเงินให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง อาชีพมนุษย์เงินเดือนมีข้อได้เปรียบที่มีรายได้แน่นอนทุกเดือน อีกทั้งยังทราบช่วงเวลาที่จะมีรายได้ประจำ ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 33-40 ปี ทำให้สามารถกำหนดจำนวนเงินเพื่อการออม และวางแผนการลงทุนได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคน

2. ควรลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือนเพื่อสร้างวินัยการออม ควรกำหนดเป้าหมายในการลงทุนให้ชัดเจน จากนั้น แบ่งเงินลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆ กันในทุกๆ เดือน สะสมไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยสร้างวินัยการออมแล้ว ยังทำให้วางแผนการลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะทราบระยะเวลาในการลงทุนที่แน่นอน หากเริ่มออมได้ไวกว่า และรู้จักเลือกวิธีการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โอกาสที่จะสานฝันให้เกษียณเร็ว เกษียณรวย ก็อยู่ไม่ไกล

3. วางแผนลงทุนอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความมั่งคั่ง การเก็บเงินด้วยการฝากธนาคารเพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างความมั่งคั่งได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมักเติบโตสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อ สำหรับคนที่อยากสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แนะนำให้วางแผนการลงทุนด้วย ‘กลไก 3 พลัง’ ได้แก่ เงินออม x ระยะเวลา x ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ โดยใช้วิธีแบ่งเงินออมมาลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยเลือกลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการและความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้

ปัจจุบันมีประเภททรัพย์สินให้เลือกลงทุนมากมายเรียงจากความเสี่ยงต่ำไปความเสี่ยงสูง เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้  ตราสารทุน อนุพันธ์ เป็นต้น ทั้งนี้ จากสถิติอ้างอิงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการลงทุนช่วยสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้จริง โดยผลตอบแทนหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2551-2560) อยู่ที่ 11.61% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาล 5.15%, ทองคำ 4.50% และเงินฝากประจำ 1 ปี 1.73% ดังนั้น ยิ่งลงทุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ยิ่งเข้าใกล้ความมั่งคั่งได้มากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง จึงต้องรู้จักวางแผนการลงทุนโดยกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมด้วย

 4. วางแผนรวยด้วย ‘กองทุนรวม’ ทางเลือกการลงทุนที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน กองทุนรวมเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายย่อยที่มีข้อจำกัดต่างๆ กรณีมีทุนทรัพย์จำกัดหรือไม่มีประสบการณ์ในการลงทุน เพราะมีข้อดีมากมาย เช่น กองทุนรวมบริหารโดยมืออาชีพที่เรียกว่า “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)” ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนรวมที่มีความรู้และประสบการณ์ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมแต่ละกอง, ช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ซื้อ LTF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษี, มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในตราสารทางการเงินที่หลากหลาย, มีสภาพคล่องเพราะสามารถขายหรือสับเปลี่ยนกองทุนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด, มีทางเลือกในการลงทุนหลากหลาย, มีกลไกป้องกันผู้ลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนถูกเอาเปรียบ เป็นต้น

5. จัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง จึงควรจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงตามหลักง่ายๆ คือ

100-อายุปัจจุบันของผู้ลงทุน = สัดส่วนหุ้นที่ควรลงอยู่ในพอร์ต

เช่น ปัจจุบันอายุ 35 ปี สัดส่วนหุ้นในพอร์ตควรมี 100-35=65% ส่วนอีก 35% สามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนตัวเองด้วยการซื้อตราสารหนี้ หรือฝากประจำ หรือถือเป็นเงินสดไว้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งอายุน้อยยิ่งจัดพอร์ตรับความเสี่ยงได้เยอะกว่า ยิ่งอายุมาก ก็ควรยิ่งต้องลดความเสี่ยงลงด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ในการวางแผนลงทุนด้วยเช่นกัน

ติดตามเคล็ดลับการบริหารการเงิน กิจกรรมที่น่าสนใจ ตลอดจนสาระดีๆ เกี่ยวกับความรู้ด้านการใช้เงินอย่าง ‘ฉลาดคิด ฉลาดใช้’ ที่จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้คุณได้ที่ เว็บไซต์กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และกดติดตามได้ที่ FB Page ฉลาดคิด ฉลาดใช้

กสิกรไทยหนุนสรรพากร เปิดบริการออกใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์เป็นแบงก์แรก 

กสิกรไทยเตรียมเปิดบริการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) แก่ผู้ประกอบการ เพื่อนำส่งกรมสรรพากรเป็นธนาคารแรก เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนการจัดการงานภาษีธุรกิจของลูกค้า

นางกิติยา ฤกษ์ภูริทัต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตามที่กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบบริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)  และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ตามมาตรฐานสากล เพื่อช่วยพัฒนาระบบการชำระเงินของไทยให้สามารถรองรับธุรกรรมทางการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจของประเทศไทย

ธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยพัฒนาระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)  และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาษี และถูกต้องตามแบบของกรมสรรพากรเป็นธนาคารแรก เพื่อช่วยตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการด้านการเงินได้ครบวงจรยิ่งขึ้น ตั้งแต่การรับจ่ายเงินไปจนถึงการบริหารจัดการภาษี โดยจะช่วยให้ผู้ประกอบการออกใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการออกเอกสารในรูปแบบกระดาษ

นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มช่องทางออนไลน์ในการร้องขอใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ของรายย่อย รวมทั้งช่วยลดการจัดเก็บเอกสารและโอกาสในการสูญหายของเอกสารในรูปแบบกระดาษอีกด้วย